......จักรยานธุดงค์..........

ห้องนี้เทียบได้กับ "ห้องนั่งเล่น" ในกระดานเดิมนะครับ

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย Deang-sarapee » 19 ม.ค. 2018, 05:34

:lol: :lol: เมื่อวันที่ ๑๕ มค.๖๑ ตามทะเบียนบ้านผมอายุครบ ๖๘ ปีเต็มย่าง ๖๙ ทั้ง Line ทั้ง Facebook บรรดาเพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ ต่างก็อวยพรวันเกิดให้ ต้องขอขอบคุณทุก ๆ คำอวยพร อยากจะเล่าอดีตสั้น ๆ เกี่ยวกับ ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม เรื่องนี้เกิดขึ้นกับตัวผมเองครับ

ความจริงที่จริง ๆ แล้ววันเกิดที่แท้จริงของผมคือวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๔๙๓ (พ่อบันทึกไว้ในสมุดทะเบียนทหารกองเกิน) เมื่อจะเข้า รร.พี่สาวถึงเกณฑ์ก่อน(พี่กับผมห่างกันหัวปีท้ายปี)แต่ผมไม่ถึงพ่อก็เลยขึ้นอายุของผมเพื่อจะได้ให้เข้า รร.ไปพร้อมกับพี่สาว เป็น ๑๕ มค.๒๔๙๓ ต่อมาเมื่อวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๓๒ เป็นวันที่ดวงตาเห็นธรรมผมประกาศเลิกอบายมุขทั้งหมดทั้งสิ้น ขอหันหน้าเข้าวัดประพฤติปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง เรียกว่าเต็มสูบ ๕๕.ผมจึงถือวันที่ ๑ มค.๓๒ เป็นวันเกิดของผม คือเกิดทางธรรมของผม ขณะนี้ผมจึงมีอายุ ๒๘ ปีบริบูรณ์ :D :D

:o :o พอเราประกาศหันหน้าเข้าหาธรรมก็มีบททดสอบต่าง ๆ คือผมเจอปัญหาหลากหลายเรื่องมากมาย บางเรื่องแทบทนไม่ได้ แต่ด้วยสัจจะที่เราให้ไว้ เราต้องทนให้ได้พยายามกัดฟันอดทน ข่มใจ สุดท้ายไม่ไหวระเบิดครับ ถูกคำสั่งโยกย้ายด่วน เพื่อน ๆ วงในก็ต่างพยายามให้ความช่วยเหลือ เอาใจช่วย มีวันหนึ่งนายใหญ่คนที่เหมือนจะแกล้งและเอาเรื่องผม เดินผ่านหน้าบ้านที่ช้างเผือก ผมชักปืนแล้วเล็งจ่อไปที่หัว พลันก็มีเสียดังก้องรูหู "ฆ่าเขาทำไม ๆ ๆ " ผมสดุ้งเก็บปืนรีบขับรถหนีออกจากพื้นที่ไปตั้งสติ เมื่อตั้งสติได้ปรากฏขับรถถึงเชียงรายครับ เส้นทางที่ไปออกทางลำปางเข้าพะเยา ๕๕๕.

วันนั้นถ้าผมลั่นไก เจ้านายก็เป็น ศพ นึกภาพผมจะต้องหนีหัวซุกหัวซุน คงหนีไปเป็นเสนาธิการทหารว้าแดงแน่นอน ความทุกข์ที่มีก็จะยิ่งประดังเข้ามา และแน่นอนคงไม่มีวันนี้วันที่อยู่สุขสบายเสวยสุขทุกวัน นี่แหละครับ ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม ผมเชื่อล้านเปอร์เซ็นต์ครับ ทีนี้เรามาศึกษาเรื่องครั้งพุทธกาลครับ :D :D


:idea: :idea: พระปฏาจาราเถรี(ภิกษุณีผู้ทุกข์ทรมานมากที่สุด)

“ปฏาจารา” พระสาวิการูปหนึ่ง เป็นธิดาของเศรษฐีในกรุงสาวัตถีเป็นหญิงรูปร่างงดงามและได้รับการเลี้ยงดูอย่างดี ครั้นนางมีอายุได้ 16 ปีได้หลงรักชายคนใช้ในบ้านของตนเอง ต่อมาบิดามารดาได้จัดเตรียมหาชายหนุ่มในชนชั้นเดียวกันมาแต่งงานด้วยนางจึงได้นัดแนะให้ชายคนใช้พาหนี แล้วไปสร้างบ้านเรือนอยู่อาศัยในชนบทอันทุรกันดารแห่งหนึ่ง ชีวิตเริ่มแรกของนางปฏาจารามีความสุขมาก เพราะได้อยู่ใกล้ชิดกับชายคนรัก เวลาผ่านไปไม่นาน นางปฏาจาราตั้งครรภ์ ครั้นถึงเวลาใกล้คลอดนางมีความกังวลใจ เพราะไม่มีบิดามารดาและญาติอยู่ใกล้ชิด นางจึงขอร้องให้สามีพากลับไปหาบิดามารดา สามีปฏิเสธคำขอร้อง เพราะกลัวเกรงบิดามารดาของนางจะเอาโทษ

นางจึงตัดสินใจหนีออกจากบ้านเพียงลำพัง นางได้คลอดบุตรคนแรกในระหว่างทางเมื่อสามีตามไปพบ เขาได้ชี้แจงเหตุผลต่างๆ จนพานางกลับบ้านสำเร็จ เวลาต่อมา นางได้ตั้งครรภ์อีกเป็นครั้งที่สองและได้ขอร้องสามีเหมือนครั้งก่อน แต่สามีปฏิเสธคำขอร้องเช่นนั้นอีกนางจึงพาบุตรน้อยผู้กำลังหัดเดินหนีออกจากบ้าน ในระหว่างทางนางปวดท้องอย่างรุนแรง เพราะกำลังจะคลอดบุตรฝนได้ตกลงมาอย่างหนัก สามีตามไปพบนางดิ้นทุรนทุรายอยู่ท่ามกลางสายฝนจึงไปตัดไม้เพื่อนำมาทำที่กำบังฝนชั่วคราว แต่เขาถูกงูพิษกัดถึงแก่ความตาย

นางปฏาจาราคลอดบุตรด้วยความยากลำบาก แล้วนางอุ้มทารกและจูงบุตรน้อยตามไปพบศพของสามีจึงมีความเศร้าโศกเสียใจมาก นางตัดสินใจจะพาบุตรไปหาบิดามารดาในเมือง
เมื่อนางมาถึงลำธารใหญ่ที่น้ำกำลังไหลเชี่ยวนางไม่อาจจะพาบุตรข้ามน้ำพร้อมกันได้ จึงให้บุตรคนโตยืนรอที่ฝั่งข้างหนึ่งแล้วอุ้มทารกแรกเกิดเดินข้ามน้ำไปอีกฝั่งหนึ่ง และวางทารกน้อยไว้ที่อันเหมาะสม

ขณะเดินข้ามน้ำมาถึงกลางน้ำ เพื่อรับบุตรคนโตนางเห็นเหยี่ยวตัวหนึ่งกำลังบินโฉบลงเพื่อจิกทารก เพราะมันเข้าใจว่าเป็นก้อนเนื้อนางจึงยกมือขึ้นไล่เหยี่ยว แต่ไม่อาจช่วยชีวิตทารกน้อยได้ เพราะเหยี่ยวมองไม่เห็นอาการของนางที่ขับไล่จึงเฉี่ยวทารกน้อยของนางไป

บุตรคนโตมองเห็นนางยกมือขึ้นทั้งสองข้าง ก็เข้าใจว่ามารดาเรียกตนจึงก้าวลงสู่แม่น้ำอันเชี่ยวและถูกน้ำพัดพาหายไป

นางปฏาจาราได้สูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างในเวลาใกล้กัน แต่นางยังตั้งสติได้นางเดินร้องไห้เข้าไปสู่เมืองสาวัตถีและได้ทราบข่าวจากชาวเมืองคนหนึ่งในระหว่างทางว่าลมและฝนได้พัดเรือนบิดามารดาของนางพังทลาย และเจ้าของบ้านก็ตายไปด้วย

ครั้นเมื่อนางทราบช่าวเช่นนี้ ก็ไม่อาจตั้งสติได้ นางสลัดผ้านุ่งทิ้งแล้ววิ่งบ่นเพ้อด้วยร่างกายอันเปลือยเปล่า เข้าไปวัดพระเชตวันมหาวิหารขณะที่พระพุทธเจ้ากำลังทรงแสดงธรรมอยู่ท่ามกลางบริษัทประชาชนเห็นนางแล้วร้องบอกกันว่าคนบ้าๆ อย่าให้เข้ามา

พระพุทธองค์ตรัสว่าปล่อยให้นางเข้ามาเถิด แล้วตรัสเรียกเตือนสตินางกลับได้สติ เกิดความละอายนั่งลง ใครคนหนึ่งในที่ประชุมนั้นโยนผ้าให้นางนุ่งห่มพระองค์ทรงแสดงธรรมเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดกับนางโดยย่อว่า ปิยชนมีบุตรเป็นต้น ไม่สามารถข้องกับคนที่ตายแล้วได้ ผู้รักษาศีลแล้วพึงชำระทางไปพระนิพพาน นางฟังพระธรรมเทศนา อันแสดงถึงความไม่เที่ยงแท้ของสรรพสิ่งพิจารณาไปตามพระธรรมเทศนานั้นแล้วได้บรรลุโสดาปัตติผล และทูลขออุปสมบทพระองค์จึงทรงอนุญาตให้นางบวชในสำนักนางภิกษุณี

ต่อมานางภิกษุณีปฏาจาราได้ฟังพระธรรมเทศนาจากพระพุทธองค์ว่าคนที่ไม่เห็นความเสื่อมสิ้นไปในเบญจขันธ์ แม้มีชีวิตอยู่ร้อยปีก็ไม่ประเสริฐเท่าคนที่มีชีวิตอยู่เพียงวันเดียวแต่มองเห็นความเสื่อมสิ้นไปในเบญจขันธ์ เมื่อจบพระธรรมเทศนานางภิกษุณีปฏาจาราก็ได้บรรลุพระอรหัตผล

พระปฏาจาราเถรีมีความชำนาญในพระวินัยมากจนได้รับการยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุณีทั้งหลายผู้ทรงพระวินัย และพระปฏาจาราเถรีได้เป็นกำลังในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา


:) :) สุขทุกข์อยู่ที่ใจ สุขทุกข์นี้ไม่ได้อยู่ที่สิ่งภายนอก แต่มันอยู่ที่ใจของเรา อยู่ที่เราจะมองอย่างไร เราจะวางใจอย่างไร ได้อะไรมากมายก็เป็นทุกข์ได้ ถ้าหากว่าใจเรามันยังอยากได้มากกว่านั้น

ถ้าเราไม่เห็นความจริงของกายและใจ หรือเห็นความจริงของสิ่งต่าง ๆ ที่เรียกว่าสังขาร ทั้งรูปธรรมและนามธรรมในลักษณะนี้ เราก็จะเป็นทุกข์เมื่อต้องเจอความจริงที่แปรเปลี่ยนเป็นนิจ ไม่ต่างจากเอาตัวไปขวางกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยว ถ้าเราเอาตัวไปขวางมันเราก็จะถูกกระแสน้ำพัดพาไป

คนเราทุกข์เพราะความยึดมั่นในตัวตน ก็เพราะเหตุนี้เรามักจะสร้างตัวตนขึ้นมาด้วยความไม่รู้ด้วยความหลง เต็มไปด้วยความอยากเต็มไปด้วยความยึด เมื่อสร้างเสร็จแล้วก็อยากก็ยึดให้มันคงที่ เราจึงปฏิเสธความจริงขัดขวางความจริง ทวนกระแสความจริงตลอดเวลา เพราะพอยึดอะไรว่าเป็นตัวตน ก็จะนึกว่ามันเที่ยง พอเกิดความแปลเปลี่ยน เราก็เลยเป็นทุกข์ ทุกวันนี้คนเราทุกข์เพราะไม่รู้จักวางใจให้ถูกต้อง เราเอาใจของเราขวางความจริง ขวางความจริงก็ไม่ต่างจากขวางกระแสน้ำ สติทำให้รู้อาการของใจ

แต่ปัญญาทำให้เรารู้สัจธรรมของชีวิต รวมทั้งของจิตของใจ เมื่อรู้เช่นนี้เราก็จะเข้าถึงความสงบ เป็นความสงบภายในที่ไม่อาศัยสิ่งแวดล้อมภายนอก นี่แหละคือ ที่พระพุทธเจ้าค้นพบ

พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้เรามีความสุข..แต่พระองค์ สอนให้เรารู้จักทุกข์ เรียนรู้ทุกข์ และเข้าใจทุกข์ แล้วกลับไปแก้ ตรงเหตุที่ทำให้เราเกิดทุกข์

ถ้าท่านมีทุกข์ ขอให้พ้นทุกข์...ถ้าท่านมีสุขอยู่แล้ว ขอให้สุขยิ่ง ๆ ขึ้น

รักษาตนด้วยการเสพธรรมะ ด้วยการเจริญธรรมะ ด้วยการทำให้มากด้วยธรรมะ รักษาผู้อื่นด้วยความอดทน ด้วยการไม่เบียดเบียน ด้วยเมตตาจิต ด้วยความรักใคร่เอ็นดู

ทุกสิ่งเริ่มต้นที่ใจ ดับลงที่ใจ เมื่อเราดูแลใจให้เป็นปกติ ความสุขก็จะอยู่เคียงข้างเรา "รักษาใจให้ดีเท่านั้น แล้วอย่างอื่นจะดีไปด้วย" :lol: :lol:



viewtopic.php?f=72&t=890159 ......จักรยานธุดงค์.......

viewtopic.php?f=188&t=745024 ....เวียตนาม....

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 19 ม.ค. 2018, 07:36

"........สาธุ........" (ขอบคุณมากครับ)

"..สุข ทุกข์ อยู่ที่ใจ ขออนุญาตก๊อปไปไว้ที่ห้องลุงเนตรคุย ฯ ด้วยนะครับ.."
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย Deang-sarapee » 20 ม.ค. 2018, 03:14

ลุงเนตร เขียน:"........สาธุ........" (ขอบคุณมากครับ)

"..สุข ทุกข์ อยู่ที่ใจ ขออนุญาตก๊อปไปไว้ที่ห้องลุงเนตรคุย ฯ ด้วยนะครับ.."

:) :D อรุณสวัสดิ์ครับ พี่เนตรที่เคารพ ด้วยความยินดีเป็นอย่างยิ่งครับพี่ และขอให้พี่หายไว ๆ นะครับจะได้เห็นพี่ปั่นจักรยานเดินทางอีก :) :D

:idea: :idea: แนวทางและวิธีการปฏิบัติธรรมที่ถูกต้อง

“หัวใจ” ของการปฏิบัติธรรม “เพื่อความพ้นทุกข์” นั้น ต้องทำความเข้าใจวิธีปฏิบัติให้ถูกต้อง ถ้าไม่รู้วิธีและหลงทางก็จะทำให้เสียเวลา ไปไม่ถึงจุดหมายปลายทาง หรือไม่ประสบความสำเร็จ กว่าจะลองผิดลองถูก กว่าจะเข้าใจ ก็อาจเสียเวลาไปนาน

สมัยเมื่อพระพุทธเจ้าท่านยังทรงพระชนม์อยู่ พระองค์ทรงเน้นสอนและแสดงโทษของการยึดมั่นในอุปาทาน “ขันธ์ทั้ง 5 เป็นตัวทุกข์” พระองค์ทรงแสดงธรรม เพื่อการ “ตรัสรู้” เพื่อเข้าสู่มรรคผลนิพพาน คือพระองค์จะทรงหยิบยกและแสดงธรรมในเรื่อง “อริยสัจ 4” เป็นส่วนมาก และในการแสดงธรรม “อริยสัจ 4” แต่ละครั้งนั้นจะมีทั้งอุบาสก อุบาสิกา พระภิกษุสงฆ์ และพระภิกษุณี ได้ดวงดาเห็นธรรมเป็นจำนวนมาก

ในอริยสัจ 4 พระองค์จะทรงเน้นแสดง “ตัวสมุทัย” คือเหตุให้เกิดทุกข์ ได้แก่ “ตัณหา” ความอยากได้และความไม่อยากได้ในกองขันธ์ 5 อันเป็นเหตุปัจจัยส่งผลให้เรา “เป็นสุขและเป็นทุกข์” เช่น เวลาขันธ์ 5 เป็นสุข ก็ยึดไว้ เวลาขันธ์ 5 เป็นทุกข์ ก็ผลักไส จึงเกิดความลำบาก เพราะพยายามที่จะแก้ไขคือ อยากวิ่งหนีทุกข์และอยากวิ่งหาสุข

แต่โดยความเป็นจริงของสัตว์และมนุษย์ เมื่อเกิดขึ้นมาแล้ว มีแต่กองแห่งทุกข์ หาความสุขไม่เจอ เท่าที่สังเกตดูมีแต่ทุกข์น้อยกับทุกข์มากเท่านั้นเอง ฉะนั้นจึง “มีแต่ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น มีแต่ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ มีแต่ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป” (หมายเหตุ: จากหนังสือ “พุทธทาสลิขิต” อธิบายว่า ความสุข คือ ความทุกข์ที่พอดีสำหรับทน)

รวมแล้วขณะที่ยังมีชีวิตคือมีขันธ์ 5 อยู่ เราจะต้องอยู่กับกองแห่งทุกข์อยู่ตลอด มีวิธีเดียวที่จะไม่ทุกข์ คือไม่มาเกิดอีก เมื่อไม่มาเกิดอีกก็ไม่มีขันธ์ ถ้าไม่มีขันธ์ก็ไม่มีทุกข์ เพราะทุกข์มีที่ขันธ์ ไม่ใช่มีที่จิต แต่เหตุที่มาเกิดอีกเพราะความหลง ได้แก่ “อวิชชา” คือความไม่รู้ความจริง ไปยึดขันธ์ 5 ว่าเป็นตัวเป็นตน จิตจึงเกาะติดขันธ์ 5 ทำให้พาให้เวียนว่ายตายเกิดไม่รู้จักจบสิ้น และก็มาทุกข์เพราะขันธ์ 5 “อยู่ทุกชาติไป” นี่คือเหตุให้เกิดทุกข์

เราต้องมาทำลายเหตุของการเกิดก่อน คือทำลายความยึดมั่นในกองขันธ์ 5 ให้ได้ และจำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องมาพิจารณากาย-ใจ คือขันธ์ 5 นี้ โดยความเป็นของไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน เพื่อให้จิตเกิดความเบื่อหน่าย แล้วจิตจะถอดถอนความยึดมั่นถือมั่นในกาย-ใจ นี้เสียได้ จิตจะไม่หลงไปเกาะติดกับขันธ์ คือถอนตัวเป็นอิสระอยู่เหนือขันธ์ ทั้งที่มีความทุกข์ของขันธ์อยู่ “แต่จิตสบาย” ไม่ทุกข์ไปกับขันธ์ เพราะยอมรับความจริงว่าเกิดมามีขันธ์ก็ต้องทุกข์แบบนี้ “ไม่มีใครหนีพ้น”

จงพิจารณาว่าก่อนที่เราจะเกิดมาเป็นมนุษย์ เราก็ไม่มีรูปกายนี้มาก่อน เมื่อเกิดมามี “รูปกาย” แล้วจึงมี “เวทนา” ความสุข-ทุกข์-เฉย ๆ ตามมา จึงมี “สัญญา” ความจำได้หมายรู้ตามมา จึงมี “สังขาร” ความคิดปรุงแต่งตามมา จึงมี “วิญญาณ” ความรับรู้ รับทราบตามมา เมื่อรูปกายนี้ดับ เวทนาก็ดับ สัญญาก็ดับ สังขารก็ดับ วิญญาณก็ดับ จึงไม่เหลือความเป็นเราอยู่ตรงไหนอีกเลย นี่แหละที่เราหลงกัน จึงเรียกว่า “หลงสมมติ หลงของชั่วคราว” ทั้งที่ยึดเอาไว้ ก็ยึดไม่ได้ แก้ไขก็ไม่ได้ แล้วแต่เขาจะเป็นไป และท้ายที่สุดก็ดับสลาย ตายจากไปไม่มีเหลือ และขณะอยู่ก็เป็นทุกข์ด้วย ทุกข์ตลอดเวลาที่เราอาศัยเขาอยู่

เมื่อเรามาพิจารณากาย-ใจ โดยความเป็นทุกข์และเป็นธรรมชาติของเขา ว่าเป็นเพียงปรากฏการณ์อันหนึ่งของธรรมชาติ ซึ่งเป็นไปตามสภาวะของเขา โดยไม่มีใครไปบังคับบัญชาเขาได้ “แม้แต่เราผู้ที่ไปรู้สมมตินี้ ก็เกิดมาจากธรรมชาติเช่นกัน หาได้เป็นตัวเป็นตนไม่”

เมื่อพิจารณา “กาย” กับ “ใจ” ว่าเป็นธรรมชาติที่เกิดดับ หาความเป็นตัวเป็นตนไม่ได้ จิตก็จะปล่อยวาง “รูปขันธ์” และ “นามขันธ์” เสียได้ จึงต้องทำบ่อย ๆ พิจารณาขันธ์ 5 และการทำงานของขันธ์ 5 โดยแยกให้เห็นหน้าที่แต่ละตัวและอาการต่าง ๆ ของเขาชัดเจน มองหาและสังเกตอยู่ตลอดเวลา ทำได้ทุกอิริยาบถ ไม่ว่าจะเดิน ยืน นั่ง นอน เพราะการที่เรากำหนดดูอยู่ที่กาย ก็เป็นสมาธิอยู่แล้ว แต่ไม่ได้หมายเอาความสงบ เพราะความสงบตรัสรู้ไม่ได้ เพราะขณะที่มีความสงบตัวสังขารจะไม่ทำงาน เมื่อสังขารไม่ทำงานจะเกิดปัญญาไม่ได้ ต้องอาศัยการคิดค้นจึงจะรู้ความจริง

เมื่อเข้าใจความจริงแล้ว จึงปล่อยวางตัวสังขารอีกที เพราะคิดค้นจึงรู้ เมื่อรู้แล้ว จึงปล่อยวางความคิดไปเพราะความคิดก็เป็นเพียง “สังขารขันธ์” เป็นของสมมติ เป็นของไม่เที่ยงเช่นกัน ทำและพิจารณาอย่างนี้ไปนาน ๆ ก็จะเกิดความชำนาญขึ้นเอง เมื่อชัดเจนขึ้น จิตจะยอมรับเอง และจะปล่อยวางในที่สุด

ถ้ายังไม่ปล่อยวางก็ทำต่อไป จนเข้าไปเห็นความจริง แล้วจิตจะยอมรับ ทำซ้ำ ๆ โดยการหาเราในความเป็นรูปและหาเราในความเป็นนาม ว่ามีเราอยู่ตรงไหน ให้เน้นดูใน “ธาตุทั้ง 4” ในกายนี้ว่ามีเราอยู่ตรงไหน ในเมื่อหาเราในธาตุทั้ง 4 ที่กายว่าไม่มีเราแล้ว ก็ยก “นามทั้ง 4” ขึ้นมาหาว่ามีเราอยู่ตรงไหน เมื่อนามทั้ง 4 ไม่มีเราแล้ว ก็ย้อนกลับมาหาเราในตัวผู้รู้ ว่ามีเราอยู่ตรงไหน

ทั้งที่ตัวผู้รู้ก็เป็น “วิญญาณขันธ์” นั่นเอง ก็ไม่เที่ยงเช่นกัน เมื่อเห็นอย่างนี้จะมีอะไรให้หลง เพราะทุกอย่างเป็นสมมติของขันธ์ 5 ทั้งหมดเลย “จึงต้องวางทั้งหมด จะได้ชื่อว่าปล่อยวางสมมติเพื่อเข้าสู่ความเป็นวิมุติ คือหลุดพ้นจากการยึดมั่นในสมมติทั้งปวง...” โดย..พระอาจารย์ชานนท์ ชยนนฺโท



viewtopic.php?f=72&t=890159 ......จักรยานธุดงค์.......

viewtopic.php?f=188&t=745024 ....เวียตนาม....

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 20 ม.ค. 2018, 07:35

"..สวัสดีครับ ขอบคุณมาก สำหรับสิ่งดี ๆ ที่นำมามอบไว้ให้.."
(แนวทางและวิธีการปฏิบัติธรรมที่ถูกต้อง../..ชัดแจ้งมาก ปุถุชนระดับบัวใต้น้ำ พอเข้าใจ..)
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย Deang-sarapee » 21 ม.ค. 2018, 05:58

:idea: :idea: อรุณสวัสดิ์ พี่เนตรหลานนกและทุก ๆ ท่านครับ ผมดีใจที่สุดครับที่ทราบ (แนวทางและวิธีการปฏิบัติธรรมที่ถูกต้อง../..ชัดแจ้งมาก ปุถุชนระดับบัวใต้น้ำ พอเข้าใจ..) หวังว่าทุกท่านจะได้นำไปทดลองฝึกปฏิบัติเพื่อบุญกุศลต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงเวลาที่เจ็บป่วยต้องนอนติดเตียงเป็นเวลาที่เหมาะมาก ๆ เลย..อย่าพลาดโอกาสครับ

ชีวิตนี้ใครกำหนด

ชีวิตนี้ใครกำหนดให้ดี ให้ชั่ว มีแต่กรรมเท่านั้นกำหนดไว้ ให้พบให้เจอกับสิ่งนั้น ๆ ทุกคนต่างวาระต่างจิตต่างใจ และเขามีเวลาของเขาอยู่แล้วด้วยกฏแห่งกรรม

ถ้ากรรมจัดสรรเวลาให้เหมาะสม..เขาก็จะเห็นความจริงได้เช่นกัน เพราะไม่มีอะไรฟลุ๊กและไม่มีความบังเอิญในทุกสรรพสิ่ง ทุกอย่างล้วนตกอยู่ใใต้กฏแห่งของธรรมชาติ คือกรรมทั้งนั้น เราเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งในเกมส์ของสมมุติ เป็นเพียงผู้ทำหน้าที่เดินไปตามกติกาที่โลกเขากำหนด

บางครั้งอาจจะเล่นผิดกติกาไปบ้างนั่นก็ยังถืออยู่ในเกมส์ชีวิต เมื่อถึงเวลาก็ต้องละทิ้งการละเล่นที่มีกฏเกณฑ์มากมาย เมื่อเขากำหนดเอาไว้ ให้คืนกลับสู่ธรรมชาติของความไม่มีอะไรเลย นี่คือชีวิตจริงที่ทุกคนต้องได้ผ่านและหนีความจริงนี้ไปได้ จงเตือนตนเตือนใจไว้ว่า เราหนีไม่พ้นความจริงนี้ จะได้ไม่หลงใหลไปกับเกมส์ชีวิต

เล่นจนเพลินก็จะไม่ต่างอะไรกับเด็กติดเกมส์เล่นจนลืมวันลืมคืน ไม่สนใจกับอนาคตว่าจะเป็นอย่างไร ? จะเกิดจะแก่จะตายอีกไหม ? ก็ไม่เคยเอามาเตือนตน สุดท้ายก็ตายและตกอยู่ในวงเวียนกรรมคือสังสารวัฏต่อไปไม่จบสิ้น เพราะมัวแต่หลงในกติกาที่เขาสมมุติไว้นั่นแหละ :idea: :idea:


......ไปคลิกฟังพระนางปฏาจารากันต่อครับ :) :D



แนบไฟล์
AAk4nqy.jpg
AAk7ZnV.jpg
AAk48kl.jpg
เมื่อวานนี้ ที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๖๑ หลวงพี่ พล.ต.ต.ธนิตศักดิ์ ท่านเกษียณอายุแล้วออกบรรพชาอุปสมบถเลย ทิ้งทางโลกอย่างไม่อาลัยท่านมีบุญวาสนาจริง ๆ ขณะนี้เป็นเถระแล้วครับคือบวชได้ ๑๐ กว่าพรรษาแล้ว ท่านโทร ฯ แจ้งผมและคูรนายกับลุงป๊อกว่า มีบุญใหญ่รออยู่ที่วัดดอยเวียงเป็นการชุมนุมเหล่าบรรดาสาวกของพระพุทธเจ้า มาร่วมกันปฏิบัติธรรมประจำปีทุกปีในวันที่ ๑๕ - ๓๐ มกราคม

ปีนี้มีพระมาร่วม ๑๐๐ รูป เราทั้ง ๓ ได้นำน้ำดื่มอาหารแห้ง ไข่เค็ม ไข่ดิบ ผลไม้ ไปถวายร่วมบุญ ขอให้ทุกท่านร่วมอนุโมทนาเอาบุญร่วมกันนะครับ
AAk48km.jpg
AAkgrPs.jpg
AAkqmBB.jpg
AAkrl5U.jpg
AAk4dkT.jpg
AAk4dkW.jpg
AAkrvCi.jpg
แก้ไขล่าสุดโดย Deang-sarapee เมื่อ 23 ม.ค. 2018, 03:54, แก้ไขไปแล้ว 2 ครั้ง.
viewtopic.php?f=72&t=890159 ......จักรยานธุดงค์.......

viewtopic.php?f=188&t=745024 ....เวียตนาม....

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 21 ม.ค. 2018, 08:34

"..สาธุ.../..ขอบคุณมากครับ สำหรับแก่นธรรมะ.."
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*

ภาพประจำตัวสมาชิก
Saturn Sky
WLM
☎ หมดเวลา 555+☎

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย Saturn Sky » 21 ม.ค. 2018, 21:55

สาธุในธรรมค่ะคุณพี่แดง มารายงานความคืมหน้าค่ะ แอ๋วไป 4สังเวชนียสถานมาแล้วนะคะ ซาบซึ้งสุดใจจริง ๆ ค่ะ เส้นสายธรรมแห่งนี้ ยังมีเราเดินไปด้วยกันนะคะ แม้อาจไม่ได้ทักทายกัน แต่ยังเดินตามคุณพี่แดงอยู่นะคะ
เปล่า"หยิ่ง"!!! แค่ นิ่ง ดูเชิง

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย Deang-sarapee » 23 ม.ค. 2018, 03:29

:idea: :idea: อวิชชาเป็นเหตุให้เกิดแล้วเกิดอีก แล้วเมื่อไหร่จะเลิกยึดติดกับกติกากฏเกณฑ์สมมุติบัญญัติ มาอยู่กับความจริงของธรรมชาติที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ที่ไม่มีบัญญัติไม่มีกติกาไม่มีกฏเกณฑ์ แต่มีเพียงแค่ธรรมชาติของกายใจ ที่เต็มไปด้วยธาตุทั้งสี่ เขาทำหน้าที่เย็นร้อนอ่อนแข็ง ซึ่งอยู่เหนือบัญญัติทั้งปวง เขามี เขาเป็นปกติธรรมดามากี่ล้านปีแล้ว แล้วใครล่ะที่ไปหลงใหลไปกับสิ่งนั้น ๆ ชีวิตนี้ใครกำหนด ?

ทุกอย่างบนโลกใบนี้เป็นเพียงสิ่งชั่วคราว ถ้ามันดีให้มีความสุขกับมันเพราะมันจะอยู่กับเราไม่นาน ถ้ามันไม่ดี ก็อย่าไปกังวลเพราะมันจะอยู่กับเราอีกไม่นานเหมือนกัน ไม่มีใครช่วยเหลือเราได้อย่างแท้จริง ไม่ว่าเราจะสุขหรือทุกข์ก็ตาม นอกจากตัวของเราเองเท่านั้น หมั่นฝึกใจให้ยอมรับสภาพความเป็นจริงอันนี้ไว้ และอดทนให้ได้ในทุกสถานการณ์ ด้วยใจที่สงบและปล่อยวาง
:idea: :idea:

Saturn Sky เขียน:สาธุในธรรมค่ะคุณพี่แดง มารายงานความคืมหน้าค่ะ แอ๋วไป 4สังเวชนียสถานมาแล้วนะคะ ซาบซึ้งสุดใจจริง ๆ ค่ะ เส้นสายธรรมแห่งนี้ ยังมีเราเดินไปด้วยกันนะคะ แม้อาจไม่ได้ทักทายกัน แต่ยังเดินตามคุณพี่แดงอยู่นะคะ

:) :D :D อรุณสวัสดิ์ครับคุณน้องแอ๋ว หายหน้าไปนานเลยนะครับ ขอบอกว่าดีใจสุด ๆ ทีญาติธรรมไม่ลืมกัน และดีมาก ๆ ที่ทราบข่าวว่าได้เดินทางไปยัง ๔ สังเวชนียสถานเรียบร้อยแล้ว ก่อนอื่นก็ต้องขอโทษขออภัยครับที่ไม่สามารถทำตามที่รับปากไว้ สาเหตุเนื่องมาจากคุณพี่เองต้องเตรียมตัวกลับไปอเมริกาอีกรอบ คุณน้องคิดดูนะครับอเมริกาเงินเขาใหญ่กว่าเรา ๓๐ เท่า ต้องเตรียมตัวเตรียมใจอันเนื่องด้วยตัวเราฐานะแค่เพียงพออยู่พอกิน ไปครั้งหนึ่งสองคนก็หลายแสนอยู่

แผนเดิมเราจะกลับไปอินเดียตามที่เจ้าลูกชายบุญธรรมจากอินเดียวางโปรแกรมไว้ให้ แต่ปรากฏน้องสาวที่อยู่เมกา แจ้งว่าหลานสาวบินไปเรียน ป.โท ที่ลอนดอนเมื่อ ๒ ปีที่แล้วตอนนี้จบแล้ว จบเมื่อเดือน ธันวาปีที่แล้ว และหลานสาวคนเล็กก็จบ ป.ตรี เมือ่กลางปี ๒๕๖๐ เช่นกัน ในเดือนมีนาคมนี้ อากาศกำลังดีไม่หนาวจัดที่ Newark Delaware น้องสาวบอกให้เตรียมตัวไปร่วมฉลองความสำเร็จกับหลานสาวทั้งสอง และตั้งแต่วันที่หลานคนโตไปเรียน ป.โท เราก็เริ่มเก็บตัว(เก็บเงิน)เดือนมีนาคมที่จะถึงนี้ก็จะบินไปร่วมฉลองความสำเร็จของหลานสาวทั้งสอง ไปคราวนี้จะไปอยู่นานพอสมควร สำหรับอินเดียกลับมาเลียแผลให้หายสนิทอีกครั้งจะเดินทางไปอีกแน่นอน ถ้ายังอยากไปอีกเรียนเชิญนะครับ สำหรับผมไปแล้วจะอยู่นานครับอย่างน้อยก็เดือนขึ้นไปครับ เตรียมตัวนะครับ

คงจะเป็นบุญของกระทู้นี้ ที่หวังใจว่าจะมีโชคได้ ร่วมเสพภาพ อันเป็นมหากุศลของคุณน้อง กับ ๔ สังเว ฯ ในครั้งนี้ด้วยนะครับ กราบอนูโมทนา..สา..ธุ ครับ :) :)


Facebook ลงภาพรำลึกย้อนหลัง ๕ ปี ก็เลยเก็บมาลงเป็นวีดีโอฝากไว้ที่ YouTube ขอบคุณทั้งยูทูปและเฟชบุคครับ พอได้รำลึกนึกถึง :) :D
viewtopic.php?f=72&t=890159 ......จักรยานธุดงค์.......

viewtopic.php?f=188&t=745024 ....เวียตนาม....

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย NOKNICE » 23 ม.ค. 2018, 08:57

สวัสดีครับลุงแดง ลุงเนตรและทุกท่าน

ไม่ได้เข้าเวบนี้มาหลายวันเลยครับ

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย Deang-sarapee » 24 ม.ค. 2018, 05:25

:) :D เมื่อพูดถึงอินเดียอาจมีหลายคนคนคิดนะครับว่า "ทำไมต้องไปอินเดีย?" ก็นั่นนะซิ ทำไม? ทำไม? อย่าลืมนะครับอินเดียเป็นแดนดินถิ่นเกิดพระพุทธเจ้านะครับ !

ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ท่านพระอานนท์ผู้เป็นพุทธอุปัฏฐาก ทูลถามว่า "ถ้าพุทธบริษัท ผู้มิได้เห็นพระพุทธองค์ ระลึกนึกถึงพระพุทธองค์ จะให้ทำอย่างไร ? พระพุทธเจ้าข้า" สมเด็จพระพุทธองค์ได้ทรงประทานมรดกธรรม = พินัยกรรม แก่พวกเราด้วยพระดำรัสว่า "ดูก่อนอานนท์สถานที่ ๔ ตำบลนี้ เป็นที่ควรจะดูควรจะเห็น ชวนให้เกิดสังเวช แห่งกุลบุตรผู้มีใจเลื่อมใสในเราตถาคต"

สถานที่ ๔ ตำบลนั้น อยู่ที่ไหนบ้างเล่า? คือที่ซึ่งกำหนดว่า

- ณ ที่นี้แล พระตถาคตเจ้า ประสูติ ปัจจุบันอยู่ในประเทศเนปาล
- ณ ที่นี้แล พระตถาคตเจ้า ตรัสรู้ อยู่ที่พุทธคยา ประเทศอินเดีย
- ณ ที่นี้แล พระตถาคตเจ้า ทรงแสดงปฐมเทศนา ประเทศอินเดีย
- ณ ที่นี้แล พระตถาคตเจ้า ปรินิพพาน อยู่กุสินารา ประเทศอินเดีย

เพราะว่า ผู้ที่ไปดู ไปกราบไหว้บูชาสังเวชยนียสถานเหล่านี้ ด้วยความเคารพเลื่อมใสแล้ว ครั้นเวลาตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์(โลกในปรารถนา)

โปรดเข้าใจว่า การไปเยี่ยมชมสังเวชนียสถาน ไม่ใช่ข้อบังคับในทางพระพุทธศาสนา พระพุทธองค์ตรัสเพียงว่า "เป็นที่ชวนให้เกิดธรรมสังเวช" สังเวชแปลว่า ความหวนรำลึกถึง...

พระพุทธเจ้า ตรัสถึงสถานที่เหล่านี้ โดยเรียกว่า ตำบลทั้ง ๔ ทั้งนี้ก็เผื่อมีผู้ถามขึ้นว่า ถ้าไม่มีพระพุทธเจ้าแล้ว ควรทำอย่างไร? จะไปตามหาพระองค์ท่านได้ที่ไหน เมื่อมีคนผู้ถาม ต้องการสิ่งที่เป็นรูปธรรม พระพุทธเจ้าจึงตรัสถึงสถานที่ อันเป็นรูปธรรมคือ เห็นได้ สัมผัสได้ และ ถ้าคุณมีบุญพอ ก็อาจบรรลุธรรมได้ด้วย = ได้สัมผัสถึงบรรยากาศตรงนั้น เสมือนหนึ่งได้เข้าเฝ้าพระพุทธองค์ ขณะกำลังพระชนม์อยู่จริง ๆ ผู้ที่ได้รับผลดังกล่าว ก็เพราะมีศรัทธาเลื่อมใส ที่สะสมมานาน เริ่มตั้งแต่

- ความยากลำบาก ในการสะสมเงินทอง ซึ่งกว่าจะหามาได้ แล้วซื้อตั๋วทัวร์ จนได้มากราบไหว้ สังเวชนียสถาน คราวนี้(สมใจ)
- กว่าจะเดินทางรอนแรมมาถึง อาจได้สัมผัสถึงพระเมตตามหากรุณาของพระพุทธองค์ ในขณะใดขณะหนึ่งได้ หรืออาจได้สัมผัส ปีติ ที่บังเกิดขึ้นเอง อย่างท่วมท้น ณ ที่ใดที่หนึ่ง ในบรรดาสถานที่ ๔ ตำบลนี้ ก็อาจมีได้

การไปทัวร์อินเดียต้องเตรียมตัว และเตรียมใจหลายอย่างเหมือนกันเช่น ไปไหนมาไหนต้องแทรกคนเป็นพัน เป็นหมื่น แถมจะต้องหลบกองขี้วัว และมูลสัตว์สารพัด การไปกับทัวร์อินเดีย อย่าไปคาดหมายว่า "ทัวร์" จะหรูหราเหมือนกับที่ไปเที่ยวยังประเทศอื่น ๆ เพราะประเทศอินเดีย มีข้อจำกัดด้านความสะดวกสบาย ทัวร์ไหนก็เนรมิตให้ไม่ได้ แต่เดี๋ยวนี้ ก็มีความสะดวกสบายมากกว่าแต่ก่อนมากพอสมควร

ถ้าเราทำใจล่วงหน้าว่า ไปไหว้พระพุทธเจ้าครั้งนี้ ทุกอย่างควรจะอยู่บนพื้นฐานของความอดทน อดกลั้น การให้อภัยกัน การให้ทาน ความมีเมตตา ความระมัดระวังสำรวม เพียงแค่นี้ก็ดูเหมือนว่า..ได้สัมผัสกับการปฏิบัติธรรมของจริง ! ของพระพุทธเจ้ากันแล้ว

ส่วนใหญ่แล้วจะนิยมไปไหว้พระที่อินเดียในช่วง เดือนตุลาคม ถึง เดือนกุมภาพันธ์ เพราะอากาศอยู่ในช่วงกำลังเย็นสบาย จะรู้สึกสดชื่น! :) :D
แนบไฟล์
AAk48kl.jpg
หลวงพี่ พล.ต.ต.ธนิตศักดิ์ ฯ ท่านได้แนะนำสถานที่อีกที่หนึ่งที่สัปปายะมาก ๆ โดยเฉพาะสุภาพสตรี ให้เป็นที่ปฏิบัติธรรม และเมื่อวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๖๑ ผมได้มีโอกาสไปสัมผัส พิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นที่เหมาะมาก ๆ ตามที่หลวงพี่แนะนำ เช้านี้ก็ขอนำมาฝากญาติธรรมทุก ๆ ท่าน มีโอกาสไป - มา ผ่านไปผ่านมาก็อย่าลืมแวะเยี่ยมชมครับ เป็นสำนักของแม่ชีหญิง ซึ่งท่านเป็นศิษย์ของหลวงพ่อ จรัล และหลวงปู่ทอง สถานที่นี้หลวงปู่ทองท่านได้รับบริจาคจากเศรษฐี เพื่อให้สร้างเป็นสำนักปฏิบัติธรรม ต่อมาหลวงพ่อทองได้ให้ หลวงพี่และหลวงพ่อธนากร แห่งวัดบ้านโป่ง แม่ขะจาน ไปดูแล แต่ด้วยสถานที่นี้เหมาะที่จะเป็นของแม่ชี ปรากฏทั้งหลวงพ่อหลวงพี่อยู่ไม่ได้มีเหตุการณ์ต่าง ๆ มากมาย จนต้องถอยและหาคนมาอยู่จนได้แม่ชีหญิง นี่แหละมาดูแลทำให้สถานที่แห่งนี้เจริญขึ้นมาก

ถ้าท่านเจอหลวงพี่ธนิตศักดิ์ สอบถามท่าน ๆ จะเล่าให้ฟังอย่างสนุกสนาน ช่วงนี้หลวงพี่จำอยู่ที่วัดตาณังเนัง อ.ดอยสะเก็ด ถ้าไปหา ให้ถามคนวัดว่า "พระนายพล" ทุกคนจะรู้จักครับ.
IMG_3129.JPG
เมื่อท่านถึง อ.เวียป่าเป้า ให้สังเกตุธนาคารออมสินนะครับ ถ้ามาทางเชียงใหม่ ป้ายขะอยู่ทางขวามือ และถ้ามาทางเชียงรายป้ายจะอยู่ทางซ้ายมือ

มาทางเชียงใหม่จะถึงธนาคารออมสินก่อนนะครับแล้วค่อย ๆ ขับรถเลยไปอีกสัก ๒๐๐ ม.ครับ ส่วนถ้ามาทางเชียงรายเข้าเวียงป่าเป้าแล้วเมือท่านมองเห็นป้ายธนาคารออมสินให้ชลอรถนะครับ เพราะทางเช้ายังไม่ถึงธนาคารคงอีกสัก ๒๐๐ ม.เช่นกัน ป้ายจะอยู่ซ้ายมือก่อนถึงธนาคารนะครับ
IMG_3131.JPG
IMG_3124.JPG
IMG_3107.JPG
IMG_3108.JPG
IMG_3109.JPG
IMG_3110.JPG
IMG_3111.JPG
IMG_3112.JPG
IMG_3113.JPG
IMG_3114.JPG
IMG_3115.JPG
IMG_3117.JPG
IMG_3120.JPG
viewtopic.php?f=72&t=890159 ......จักรยานธุดงค์.......

viewtopic.php?f=188&t=745024 ....เวียตนาม....

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย NOKNICE » 24 ม.ค. 2018, 08:41

สวัสดีครับลุงแดงและทุกท่าน

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย Deang-sarapee » 26 ม.ค. 2018, 03:43

:) :D อรุณสวัสดิ์ครับ ท่านที่เคารพเช้าวันนี้ขออนุญาตุเล่าเรื่องเมืองอินเดียนะครับ ปกติแล้วเรื่องที่เคยเล่าผมไม่อยากจะกลับไปย้อนเล่าอีก แต่ผมเข้าไปย้อนเพื่อค้นหาเรื่องที่เขียนไว้ในกระทู้ปรากฏว่า ภาพประกอบหายหมดเลยตั้งแต่ต้นจนมาถึงหน้าเกือบจะ ๖๐(ท้อใจ)เพื่อรักษาอารมณ์ ไม่ค้นแล้วเล่าใหม่ยังได้

ช่วงปลายปี ๔๙ ผมเริ่มป่วยหาสาเหตุของโรคไม่เจอนอนโรงพยาบาล ๓ โรงพยาบาลก็ไม่เจอ สุดท้ายไปได้คุณหมอบุญสม ฯ โรงพยาบาลศรีพัฒน์ ท่านเมตตากรุณาตรวจอย่างละเอียดให้ทำ CT Scan ก็ไปเจอมะเร็งต่อมน้ำเหลืองหมอให้เริ่มรักษาทันที ช่วงนั้นยอมรับว่าตกใจหมดอาลัยชีวิตคงถึงเวลาที่พญามัจจุราชจะมารับตัวตามสัญญา คือพบกันเมื่ออายุ ๕๕ คุณหมอเริ่มที่ให้หมออานนท์ ทำการผ่าตัดและสั่งยาคีโมจาก รพ.ศิริราช คีโมไม่ครบโดสเพราะร่างกายรับไม่ไหว คุณหมอก็บอกว่าหมดทางรักษาแล้วให้ดูแลตัวเองละกัน ส่วนยาคีโมที่เหลือทำบุญให้คนป่วยคนอื่นไป

ผ่าตัดและทำคีโมช่วงต้นปี ๕๐ ออกจาก รพ.หลังจากนั้นก็ยังพอไปทำงานไหว โชคดีที่เจ้านายให้พักผ่อนไม่ต้องกังวลเรื่องงาน และเรามีลูกน้องดี ๆ ช่วยดูแล ก็ประคองตัวเอง ช่วงที่นอนรักษาตัวใน รพ.ได้มีเวลาทบทวนดูจิตดูใจ ทำภาวนาบนเตียงคนไข้ สัญญาจำได้พรุ่งขึ้นมาว่า มัจจุราชต้องการชีวิตเราช่วงอายุ ๕๕ ปี แต่ขณะนั้นผมย่างเข้า ๕๖ แล้ว เกิดกำลังแบบประหลาดทำให้ฮึดสู้ พละกำลังมันมีมาอย่างไม่น่าเชื่อ และช่วงที่ผ่าตัดปรากฏว่ามี นายสำราญ เพียนอก เป็นครูอยู่เพชรบูรณ์ได้ผูกคอตาย ลงหน้าหนึ่ง นสพ.ทุกฉบับ เดือดร้อนเพื่อน ๆ ต่างพากันโทร ฯ ให้วุ่นบางคนอยู่ต่างจังหวัดเหมารถมากัน(แปลกชื่อเดียวกันนามสกุลเดียวกัน ต่างกันที่ยศ)แสดงว่าพญามัจจุราชต้องการให้ผมได้มีเวลาบำเพ็ญบารมีเพิ่มเติมอีก(ไปเอาอีกคน ๕๕) ปรากฏการณ์ประหลาดช่วงขับรถไปทำงาน เกิดนิมิตเห็นคนตัวเล็กเหมือนมดเดินพล่านเต็มท้องถนน ผมเกิดอาการกลัวว่าจะไปทับเขา ต้องจอดรถข้างทางตั้งสติ เรียกสมาธิให้กลับมากว่าจะขับรถถึงที่ทำงานช้ามากและขากลับกว่าจะถึงบ้านก็เช่นกัน

ช่วงตุลาเป็นวันเกิดของสมเด็จย่าทุกปี ตชด.จะทำการอุปสมบถถวายเป็นพระราชกุศล ผมตัดสินใจขอลาบวช (เคยขอบวชทุกครั้งแต่มีมารผจญไม่ได้บวชสักครั้งแต่ครั้งนี้สำเร็จ) เดือนตุลาปี ๕๐ เราบวชกัน ๘๑ คนบวชเรียบร้อยที่วัดบวร ฯ โดยสมเด็จสังฆราชพระญาณสังวร ฯ เป็นเจ้าภาพ บวชเสร็จก็เลยไม่สึกถือโอกาสลาออกจากราชการ โอกาสนี้ถือเป็นบุญวาสนาบารมีจริง ๆ ท่านพระอาจารย์ภิกษุณีแห่งสำนักนิโรธารามถวายตั๋วเครื่องบินให้ไปสวดธรรมจักรกัปปวัตนสูตร ที่พุทธคยาตั้งแต่ ๑๑ - ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ ก็เลยโชคดีได้ไปเที่ยวสังเวชนียสถานทั้ง ๔ และได้ไปที่เมืองพาราณสีไปดูพิธีเผาศพ และลอยเรือในแม่น้ำคงคาด้วย ประทับใจไม่รู้ลืม จนทุกวันนี้ยังมีความคิดที่จะกลับไปอีก ประทับใจที่ได้นั่งสมาธิภาวนาใต้ต้นศรีมหาโพธิ์ จิตรวมตัวดีมาก ๆ กับที่ ๆ ปรินิพพานเมืองกุสินารา เห็นองค์ท่านนอนตะแคงผมนำผ้าไปห่ม น้ำตาร่วงพรูอาบแก้มคืดถึงพระองค์ท่านสุด ๆ กราบแทบเท้าท่านและอธิษฐานจิตจะกลับไปอีกครับ.
:) :)





:lol: :lol: ไปอินเดียใครที่ไม่ได้ไปเมืองพาราณสี เสียหายนะครับ เพราะที่พาราณสีนี่ปรากฏสิ่งที่เกิดขึ้นในอินเดียติดต่อกันมานับ ๒๖๐๐ กว่าปีคือการลงในแม่น้ำคงคาชำระบาปของคนอินเดีย ซึ่งมีอยู่ในพุทธประวัติด้วย ทำให้หายแปลกใจทำไมพุทธศาสนาจึงเสื่อมถอยไปจากอินเดีย ไม่เพราะคนที่ขาดปัญญาในโลกนี้มีเยอะมาก ๆ พุทธศาสนาเป็นศาสนาของผู้มีปัญญาเท่านั้น สิ่งไหนที่เกิดผิดเพี้ยนในเมืองไทยถือว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย และหากว่าพุทธศาสนาจะเสื่อมสลายไปจากประเทศไทยก็ถือเป็นเรื่องธรรมดาเหลือเกิน อย่าไปทุกข์กับปรากฏการณ์อันเลวร้ายที่กำลังเกิดในบ้านนี้เมืองนี้ครับ :lol: :lol:


แก้ไขล่าสุดโดย Deang-sarapee เมื่อ 29 ม.ค. 2018, 06:21, แก้ไขไปแล้ว 1 ครั้ง.
viewtopic.php?f=72&t=890159 ......จักรยานธุดงค์.......

viewtopic.php?f=188&t=745024 ....เวียตนาม....

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย NOKNICE » 26 ม.ค. 2018, 09:40

สวัสดีครับลุงแดงและทุกท่าน


อ่านเรื่องการต่อสู้กับโรคร้ายของลุงแล้วต้องบอกเลยครับว่ายอดเยี่ยม สู้กับโรคร้ายจนมีสุขภาพแข็งแรงทั้งลุง-ป้าเลยครับ

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย Deang-sarapee » 29 ม.ค. 2018, 05:40

NOKNICE เขียน:สวัสดีครับลุงแดงและทุกท่าน อ่านเรื่องการต่อสู้กับโรคร้ายของลุงแล้วต้องบอกเลยครับว่ายอดเยี่ยม สู้กับโรคร้ายจนมีสุขภาพแข็งแรงทั้งลุง-ป้าเลยครับ

:) :D อรุณสวัสดิ์ครับ หลานนกและทุกท่านที่เคารพ ต้องบอกขอบคุณหลานนกที่ให้กำลังใจ และขอบอกว่า "ธรรมะย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม" รายของผมอาจจะเล็กน้อยมาก(จิ๊บจ๊อย) และเพื่อประโยชน์อย่างแท้จริง ผมได้ไปฟังบทสัมภาษณ์ท่านแม่ชี ศันสนีย์ แห่งเสถียรธรรมสถาน ผมจึงคิดว่า..เออ..เราก็เห็นถูก..คิดถูก ฯ และสามารถรอดมาได้น๊ะ แต่แนวทางที่จะนำเสนอกับสังคมไม่ชัดเจนเท่ากับของแม่ชี(ความดังคนระดับ) เพื่อประโยชน์จึงนำมาฝากอย่าลืมเข้าไปฟังนะครับจะได้เตรียมตัวเตรียมใจ ถึงแม้ว่าเราไม่ได้เป็นแต่ฟังแล้วเกิดประโยชน์จริง ๆ อย่างไรเสียท่านต้องเจ็บป่วยแน่นอน :idea: :idea:


viewtopic.php?f=72&t=890159 ......จักรยานธุดงค์.......

viewtopic.php?f=188&t=745024 ....เวียตนาม....

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 29 ม.ค. 2018, 06:35

"..สวัสดีครับ ขอบคุณมาก.."
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*


ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: 5 และ บุคคลทั่วไป 0 ท่าน