......จักรยานธุดงค์..........

ห้องนี้เทียบได้กับ "ห้องนั่งเล่น" ในกระดานเดิมนะครับ

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 09 ม.ค. 2018, 09:22

"..สวัสดีครับ น้องแดง หลานนก และท่านอื่น ๆ ขอบคุณมากครับ สำหรับสิ่งดี ๆ ที่สรรหามามอบไว้ให้ ณ ที่นี้..
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย Deang-sarapee » 10 ม.ค. 2018, 05:13

ลุงเนตร เขียน:"..สวัสดีครับ น้องแดง หลานนก และท่านอื่น ๆ ขอบคุณมากครับ สำหรับสิ่งดี ๆ ที่สรรหามามอบไว้ให้ ณ ที่นี้..


:) :) อรุณสวัสดิ์ครับพี่ กลับมาจากสร้างบุญกุศลแล้ว ผมขอร่วมอนุโมทนาบุญอันยิ่งใหญ่ในครั้งนี้ ๗ วันได้เงินสีแสนกว่าถือว่าไม่ธรรมดาครับ คนไทยเราใจดี ใจบุญ ใจกุศล แบบนี้เมืองไทยเราไปรอดครับ :) :D

:idea: :idea: ความไม่เที่ยงเป็นทุกข์...ไม่มีตัวตน หากเราไปยึดไว้ เราก็จะทุกข์กับสิ่งเหล่านี้

เราต้องฉลาดกับการเปลี่ยนแปลง เรารู้แล้วว่า คนทุกคนมีทุกข์ทั้งนั้น เมื่อรู้จักทุกข์แล้วและเจอกับความทุกข์ เราก็แค่เปลี่ยนจากทุกข์ให้เป็น ความไม่ทุกข์ ด้วยการเอา ตัวรู้ ใส่เข้าไปเท่านั้นเอง

เมื่อรู้แล้ว ความทุกข์นั้นก็จะลดลงและหายไปในที่สุด โดยไม่ต้องไปหาเหตุหาผล แค่ทำความรู้สึกตัวเท่านั้น ทั้งความโลภ ความโกรธ และความหลงก็เช่นกัน เมื่ออยู่กับความ รู้สึกตัว แล้ว โลภ โกรธ หลงนั้นก็จะหายไปเองโดยธรรมชาติ

ในท้ายที่สุด เราทุกคนก็ต้องวางทุกอย่างไว้ทั้ง ตัวเรา และ ตัวรู้ เพราะทุกอย่างล้วนเป็นสมมุติทั้งหมด วางเพื่อไม่ยึดติดกับสิ่งใด ๆ จึงจะสามารถหลุดพ้นจากวัฏสงสารนี้ได้
:) :D :D

:) :D อย่าประมาทในชีวิตนะครับ อย่าช้าเสียเวลา สละเวลาฟังไม่เสียหลาย มีแต่กำไรครับ :) :D

แนบไฟล์
353529.jpg
353530.jpg
ด้วยอำนาจแห่ง พระรัตนตรัย ได้โปรดประทานพรให้พี่ และคณะที่ไปร่วมกันสร้างกุศลในครั้งนี้ จงมีแต่ความสุขความเจริญทั้งทางร่างกายและจิตใจ นึกคิดสิ่งใดขอให้สมประสงค์จงทุกประการ "ชีวิตที่เหลืออยู่ ทรงคุณค่ามหาศาล" แนวทางการสร้างบุญกุศลมามากมายแล้วแต่ใครผู้ใดจะเลือก

พระพุทธเจ้า ท่านได้ให้หลักในการพิจารณา ที่เราทุกคนสามารถนำมาใช้ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้นรอบ ๆ ตัวเรา ท่านบอกว่า "สิ่งไหนที่ทำแล้วเดือดร้อนในภายหลัง สิ่งนั้นไม่ดี" ดังนั้นเราจึงไม่ควรตัดสินใคร หรือไม่จำเป็นที่ใครจะต้องมาตัดสินเรา ว่าเราทำดีหรือไม่ สิ่งที่ต้องพิจารณาคือ สิ่งที่ทำนั้น เราจะเดือดร้อนในภายหลังหรือไม่ ? เท่านั้น

คณะของพี่ ได้ทำในสิ่งที่ประเสริฐไม่มีเดือดร้อนภายหลัง มีแต่ผู้คนชื่ชมอนุโมทนา เอาบุญไปเต็ม ๆ ครับ ๕๕๕.
viewtopic.php?f=72&t=890159 ......จักรยานธุดงค์.......

viewtopic.php?f=188&t=745024 ....เวียตนาม....

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย Deang-sarapee » 10 ม.ค. 2018, 05:46

:) :D อรุณสวัสดิ์ครับ คนเก่าไม่ต้องตกใจครับว่า..เอ้า..ซ้ำอีกแล้ว ไม่ซ้ำครับ ผมไป Copy หน้าสุดท้ายให้เอามารวมในหน้าใหม่ เพื่อให้คำอ่านเรื่อง คู่มือปฏิบัติธรรมชั้น ป.๑ ตอนที่ ๑ ได้มาปรากฏในหน้าใหม่ให้คนใใหม่ได้ฟังก่อนที่จะตามไปฟังตอนที่ ๒

สำหรับท่านที่ฟังตอนที่ ๑ ไปแล้วถ้าจะทบทวนฟังอีกก็จะได้ไม่เสียเวลา คลิกเปลี่ยนหน้าสะดวกดีนะครับ ต่อไปก็เป็นตอนที่ ๒ เชิญรับฟังได้ครับ
:) :D





:idea: :idea: ธรรมชาติของใจแล้ว....เมื่อคิดถึงสิ่งที่เรารัก ใจย่อมพล่าน เร่าร้อนและเป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าท่านทรงแสดงไว้ว่า "คนเรามีสิ่งใดก็ย่อมกังวลใจเพราะสิ่งนั้น" ผู้มีโคย่อมทุกข์เพราะโค มีข้าวเปลือกย่อมทุกข์เพราะข้าวเปลือก มีบุตรย่อมทุกข์เพราะบุตร มีภรรยาย่อมทุกข์เพราะภรรยา มีสามีย่อมทุกข์เพราะสามี คนเรามีสิ่งใด รักสิ่งใด ก็ย่อมเป็นทุกข์ ย่อมเป็นกังวลใจเพราะสิ่งนั้น ยิ่งมีมาก รักมาก ผูกพันกับสิ่งใดมาก ๆ ก็ยิ่งห่วงมาก กังวลมาก เป็นทุกข์มาก

ทาน ศีล ภาวนา เป็นการแก้ปัญหาชีวิตทุกเรื่อง ทั้งความโลภ ความโกรธ และความหลงไม่รู้ รวมทั้งตัณหาและความยึดมั่นถือมั่น
:idea: :idea:
viewtopic.php?f=72&t=890159 ......จักรยานธุดงค์.......

viewtopic.php?f=188&t=745024 ....เวียตนาม....

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 10 ม.ค. 2018, 05:48

"..สาธุ.." (ขอบคุณมากครับ).."
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย NOKNICE » 10 ม.ค. 2018, 12:55

สวัสดีครับลุงแด ลุงเนตรและทุกท่าน

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย Deang-sarapee » 11 ม.ค. 2018, 10:22

สวัสดีครับท่านที่เคารพทุกท่าน เช้านี้มาสายหน่อยไปเชียงรายครับ(ตอนนี้อยู่ ชร.๕๕) เรามาศึกษาธรรมะกันวันละนิดละหน่อยนะครับ..อนุโมทนากับท่านที่เข้ามาเยี่ยมชมขอให้ได้รับบุญกุศลไปพร้อม ๆ กันนะครับ

:idea: :idea: ทาน ศีล ภาวนา เป็นการแก้ปัญหาชีวิตทุกเรื่อง ทั้งความโลภ ความโกรธ และความหลงไม่รู้ รวมทั้งตัณหาและความยึดมั่นถือมั่น

ทาน...... แก้ปัญหาความโลภ เพราะคือการให้เพื่อละความตระหนี่ เมื่อให้ไปเรื่อย ๆ ในที่สุดก็จะค่อย ๆ ลดความโลภในตนได้

ศีล...... แปลว่าความปกติกายวาจา เป็นข้อปฏิบัติในการเว้นจากความชั่ว เป็นข้อปฏิบัติในการฝึกหัดกายวาจาให้ดียิ่งขึ้น ศีลสามารถแก้ไขและขัดเกลาความโกรธให้น้อยลง

ภาวนา...... จะสามารถแก้ความหลงได้ ความหลงนี้เป็นสิ่งที่แก้ยากมากและเป็นสาเหตุให้เกิดความโลภและความโกรธด้วยเช่นกัน ดังนั้นการภาวนาจึงสามารถแก้ได้ทั้ง ความโลภ ความโกรธ ความหลง รวมทั้งตัณหา และความยึดมั่นถือมั่นต่าง ๆ ที่มีในตน
:) :D




:) :D มีข้อเสนอนะครับ..ขอให้ทบทวนตอนที่ ๑ ตอนที่ ๒ ไปด้วยถ้ามีเวลาครับ :lol: :lol:
viewtopic.php?f=72&t=890159 ......จักรยานธุดงค์.......

viewtopic.php?f=188&t=745024 ....เวียตนาม....

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย NOKNICE » 11 ม.ค. 2018, 11:26

สวัสดีครับลุงแดงและทุกท่าน

เช้านี้อากาศเริ่มเย็นๆอีกรอบแล้วครับ

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย Deang-sarapee » 12 ม.ค. 2018, 06:20

NOKNICE เขียน:สวัสดีครับลุงแดงและทุกท่าน

เช้านี้อากาศเริ่มเย็นๆอีกรอบแล้วครับ


:) :D อรุณสวัสดิ์ ครับหลานนกและท่านผู้มีเกียรติที่เคารพทุก ๆ ท่าน อากาศที่ ชร.ตอนนี้หนาวครับ อุณหภูมิที่ ๑๒ องศา พอได้ใส่เสื้อแขนยาวอุ่น ๆ สนุกดีครับ เช้านี้เรามาศึกษาคำสอนของนักปราชญ์ที่เราเคารพนับถือ(ง่าย) ว่า เกิดมาทำไม? น่าสนใจนะครับเสียเวลาศึกษาแค่ ๑๐ นาทีเอาบุญครับ :) :D



:idea: :idea: ชีวิตคืออะไร






ชีวิต คือร่างกาย หมายถึงรูป และจิตใจ หมายถึงนาม รวมเรียกว่า ขันธ์ ๕ แล้วมีอุปาทาน คือความยึดมั่นถือมั่น เข้าไปยึดขันธ์ทั้ง ๕ ไว้ทำให้เราเป็นทุกข์

ขันธ์ทั้ง ๕ ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

รูป....หมายถึง ร่างกาย คือส่วนประกอบของชีวิต ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ

เวทนา...หมายถึง อาการที่เป็นสุข ความทุกข์ และไม่เป็นสุขไม่เป็นทุกข์ ที่เกิดขึ้นกับร่างกายและใจ เรียกว่า กายเป็นทุกข์ ใจเป็นทุกข์

สัญญา...หมายถึง ความจำได้หมายรู้ในสิ่งต่าง ๆ ของใจ

สังขาร....หมายถึง การคิดปรุงแต่งทั้งทางดี ทางชั่ว ไม่ดีไม่ชั่ว ชองใจ

วิญญาณ...หมายถึง ความรู้แจ้งทางอารมณ์ในสิ่งต่าง ๆ ของใจ มี ๖ ทางคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

รูป หรือกายหรือนามนี้ ประกอบขึ้นด้วยธาตุทั้ง ๔ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ เวทนา สัญญา สังขาร นั้นเป็นอาการหรือการแสดงออกของงจิต วิญญาณ นั้นก็คือ จิต เป็นธรรมชาติที่รับรู้อารมณ์ หรือธรรมชาติที่ทำหน้าที่เห็น ได้ยิน รู้กลิ่น รู้รส ต่อการสัมผัสถูกต้องทางกาย และรู้สึกนึกคิดทางใจ

ส่วนอุปาทาน คือความยึดมั่นถือมั่นนั้น มี ๔ อย่าง ได้แก่ ยึดมั่นว่า ชีวิตเป็นตัสเป็นตน เป็นเราเป็นเขา ยึดมั่นในกาม ยึดมั่นในความเห็นของตน และยึดมั่นในความขลัง ความศักดิ์สิทธิ์มีฤทธิ์มีเดช มีสัมผัสพิเศษ

การศึกษาธรรมนั้น จะต้องเป็นไป เพื่อเข้าใจอุปทานขันธ์ทั้ง ๕ เพื่อให้เกิดการปล่อยวาง ไม่ยึดมั่นถือมั่น โดยมีการขัดเกลาจิตใจให้คลายอุปาทานหรือความยึดมั่นถือมั่น ก็จะนำมาซึ่งความสุขสงบได้ในที่สุด
แนบไฟล์
S__30580740.jpg
อินทนนท์๓๗.jpg
viewtopic.php?f=72&t=890159 ......จักรยานธุดงค์.......

viewtopic.php?f=188&t=745024 ....เวียตนาม....

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 12 ม.ค. 2018, 08:20

"..สวัสดีครับ น้องแดง หลานนก ../.. ขอบคุณมากครับ สำหรับแก่นธรรมะ ที่วิเศษสุด สำหรับประคองใจ ในการดำเนินชีวิต.."
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย NOKNICE » 12 ม.ค. 2018, 09:38

อรุณสวัสดิ์ครับลุงแดง ลุงเนตรและทุกท่าน

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย Deang-sarapee » 13 ม.ค. 2018, 06:39

:idea: :idea: ในทางธรรมนั้น จะแบ่งสุขออกเป็น ๒ ประเภท ที่เราเรียกว่า ความสุขทางโลก ก็คือความสุขที่กิเลสของเราได้รับการตอบสนองทางด้าน ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ซึ่งความสุขเหล่านี้หาได้ไม่ยากนัก และเป็นที่แสวงหาของคนส่วนมาก

ส่วนความสุขอีกประเภทหนึ่งนั้น เราเรียกว่า ความสุขที่อยู่เหนือโลก หมายความว่า เป็นความสุขที่เกิดจากสภาพที่แท้จริงของใจ เกิดจากปัญญารู้เท่าทันความจริงของโลก สามารถหาได้จากการปฏิบัติธรรม การเจริญภาวนา ซึ่งเป็นความสุขที่มีความลึกซึ้งทางจิตเพิ่มขึ้น เป็นความสุขของคนที่ฝึกจิต เช่น การปฏิบัติสมาธิแล้วเกิดความดื่มด่ำลึกซึ้ง และเป็นวิมุติสุขในที่สุด คือความสุขที่เกิดจากจิตหลุดพ้นสิ้นเชิงจากพันธนาการของกิเลสทั้งปวง

จิตที่ไม่หวั่นไหวไปตามกิเลสที่มายั่วยวน คือ จิตที่ฝึกดีแล้ว

จิตของคนที่ฝึกดีแล้วจะมีความสุข คือสามารถแยกดี แยกชั่วได้ เวลามีเรื่องไม่ดี หรือความเครียด ก็ไม่เก็บเอามาคิด เพราะจิตที่ฝึกดีแล้วจะทำให้ยอมรับความจริงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้ ดังพระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า "จิตตัง ทันตัง สุขาวหัง แปลว่า จิตที่ฝึกดีแล้ว นำสุขมาให้" ส่วนจิตของคนที่ไม่เคยฝึก เมื่อเจอปัญหาใด ๆ จะยอมรับความจริงไม่ได้ ทำใจไม่ได้ คิดมาก สับสน ฟุ้งซ่าน ทำให้ทุกข์อยู่เสมอ
:) :D

:o :( ก่อนปีใหม่ผมไปทดลองทำโปรแกรม วีวาวีดีโอ ซึ่งเป็นโปรแกรมที่จัดภาพเข้าหมวดหมู่เล่าเรื่องแบบสั้น ๆ เห็นว่า เออ..ดีนะ ผมก็เข้าไปฝึก ทำไปได้หลายเรื่องแล้ว ทำเสร็จก็ส่งไปในทาง ไลน์ เผยแพร่ไนหมู่กลุ่ม จนมาถึงเรื่องคล้าย ๆ บันทึกการทำงานของตัวเองตั้งแต่เริ่มรับราชการจนลาออกแล้วไปปั่นจักรยานแสวงบุญ มีข้อเขียนประกอบบ้างนิดหน่อยแต่ปรากฏว่าข้อเขียนไม่เป็นที่ถูกใจหลาย ๆ คนก็มีการเข้ามาติฉิน ต่อว่า ด่าทอ พอสมควร ข้อเขียนประกอบผมเขียนว่า

"อยากจะแบ่งปันประสบการณ์ว่า การรับราชการจากคนที่มีฐานเกิด ไม่ได้มาจากสถาบันหลักอย่าไปหวังอะไร จงทำด้วยความจริงจัง จริงใจ เต็มใจ สนุกไปกับงาน พื้นฐานอย่าสอพลอ อย่ากลัวถ้าเราทำในสิ่งที่ถูกต้อง คนอย่างไรเสียมันต้องพลาด แต่จำไว้ อย่าพลาดทางด้านศีลธรรม จงหมั่นทำบุญ รักษาศีล ภาวนา ควบคู่กันไป

ฟ้า ดิน มีตา เทพเทวามีจริง บาป บุญ อย่าไปล้อเล่น วันนี้ลาออกมามีเบี้ยบำนาญพอยังชีพ ไม่ร่ำรวย ถือว่าประสบผลสำเร็จในชีวิตของการรับราชการแล้ว บัดนี้เหลือเวลาอีกน้อยนิด ต้องเร่งสร้าง บุญบารมีเป็นเสบียงทุนเมื่อวันสุดท้ายของชีวิตมาถึง ขอสรรพสัตว์ทั้งหลายจงอยู่เป็นสุขๆ อย่าได้จองเวรแก่กันและกันเลย."


จิตที่ฝึกดีแล้วย่อมนำสุขมาให้ ผมสังเกตุตัวผมจริง ๆ ไม่ได้เดือดร้อนอะไร เฉย ๆ ใครจะด่าว่า ฯ รับได้หมด ไม่ทุกข์ ย้อนคิดถ้าเป็นอดีตไม่แน่ อาจเกิดเรื่อง แต่เราก็ต้องพิจารณาว่า กลุ่มไลน์ ที่เราอาศัยเผยแพร่ธรรมะที่เรารู้เราเห็น และอยากสร้างบุญกุศลลนั้นสมควรยุติได้หรือยัง ? ผมก็เริ่มพิจารณา แล้วเรื่องนี้ทำให้ผมได้คิดหลายอย่างเช่น ถ้าทำให้เขาเดือดร้อน ไม่สบายใจ ฯ ผมต้องหยุด ? ในที่สุดผมตัดสินใจ ไลน์บางกลุ่มและคนบางคนใน Line ผมเริ่ม หยุดการติดต่อแบบ ค่อย ๆ ถอยห่าง

ผมได้รวบรวมสถิติในการเล่น Line ผมมี สมาชิกรายกลุ่มอยู่ 10 กลุ่ม จำนวน 468 ท่าน สมาชิกอิสระ 275 ท่าน รวม 743 ท่าน ในการสื่อสารส่งไลน์ผมชอบ รัก ที่จะสื่อเรื่อง กุศล ผลบุญ และคำสอนแนวพุทธศาสนา เท่านั้น ผมได้รวบรวมเก็บสถิติและวิเคราะห์วิจัย พบว่าผู้สนใจในพุทธศาสนาอย่างแท้จริง ในจำนวนกลุ่ม 10 กลุ่มมี 31 ราย สมาชิกอิสระ มี 48 ราย รวม 129 ราย คิดเป็น 17.362% ไม่แปลกใจเลยครับ ธรรมะกับทำเมา อันใดจะได้รับความนิยมกว่ากัน ๕๕๕๕. ต่อไปมาชมวีดีโอที่เป็นเรื่องกันครับ



viewtopic.php?f=72&t=890159 ......จักรยานธุดงค์.......

viewtopic.php?f=188&t=745024 ....เวียตนาม....

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 13 ม.ค. 2018, 20:16

"..สาธุ.."
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย Deang-sarapee » 15 ม.ค. 2018, 05:25

:) :D อรุณสวัสดิ์ พี่เนตรหลานนกและท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน เรามาต่อกันด้วยชีวิตคืออะไรอีกสักนิดครับ ว่า เมื่อเราทราบว่าตัวเรานั้นประกอบด้วยกายใจแล้ว กายก็มีทุกข์ของกาย ใจก็มีทุกข์ของใจ ต้องรู้จักแยกกายแยกใจให้ออก กายป่วยแต่ใจไม่ป่วยแต่บางคน ป่วยกายและใจก็ป่วยตามไปด้วย ดังที่ได้ยินคำเปรียบเปรยอยู่เสมอว่า "ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว"

พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมโปรดภิกษุที่ป่าประดู่ลาย โดยทรงหยิบใบไม้ขึ้นมากำหนึ่ง แล้วถามภิกษุว่า ใบไม้ในกำมือของพระองค์ กับใบไม้ทั้งหมดในป่าประดู่นี้ ใบไม้ที่ไหนมากกว่ากัน ภิกษุก็ได้ตอบว่า ใบไม้ในป่านี้ทั้งหมด มีมากกว่าในกำมือของพระองค์ พระองค์จึงทรงตรัสต่อไปว่า "เรื่องที่เรารู้น่ะเท่าใบไม้ทั้งป่า แต่ที่นำมาสอนเธอเท่ากับใบไม้ในกำมือ คือ สอนแต่เรื่อง "ทุกข์กับเรื่องดับทุกข์" เท่านั้น

ดังนั้นเรื่องของทุกข์และการดับทุกข์ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่เราทุกคนจำเป็นที่จะต้องรู้เมื่อโชคดีที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์แล้วในชาตินี้ นั่นก็คือการรู้ในเรื่อง "อริยสัจ ๔" นั่นเอง หลวงตาฝากไว้ว่า ขอให้เราทุกคนที่เกิดมาแล้วในโลกนี้ ไม่ว่าในชาตินี้จะเป็นใคร ทำอะไร อยู่ที่ไหน จะมีหรือไม่มี แค่ไหนอย่างไรก็ตาม ขอให้ใช้ธรรมะนี้เป็นหลักประกันของชีวิตไว้ เราต้องประกันชีวิตของเราไว้ด้วย ทาน ศีล ภาวนา สิ่งเหล่านี้จะทำให้เราปลอดภัย อุ่นใจ สามารถวางใจได้ทั้งในชาตินี้และชาติต่อไป ว่าเราไปดีแน่นอน และอย่างน้อยที่สุด เรายังสามารถแก้ไขปัญหาชีวิตได้ทั้งหมดในชาติปัจจุบันนี้ โดยที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ เลย

มีสามสิ่งนี้ จึงมีการเกิด...

กัมมัง เขตตัง ... กรรมเป็นผืนนา
วิญญาณัง พีชัง....วิญญาณเป็นพืช
ตัณหา สิเนโห.....ตัณหาเป็นยางเหนียวในพืช ทำให้งอกงามในผืนนา


จากวีดีโอเรื่องส่วนตัวที่ผมนำเสนอและเกิดอาการท้อใจกับการนำธรรมะมาฝากให้กับมวลมิตรสหายทั้งใน Line หรือใน Facebook จนวันหนึ่งผมต้องกลับมาสำรวจตัวเอง และทราบแน่ชัดว่ามีผู้สนใจเพียง ร้อยละ ๑๗ เท่านั้น ไม่แปลกครับเพราะพุทธศาสนาเป็นศาสนาของผู้มีปัญญา กับผู้มีวาสนาบารมีเท่านั้น สัตว์โลกที่จะเข้าถึงธรรมเข้าถึงธรรมะจึงมีน้อยนักเป็นเรื่องธรรมดาเหมือนใบไม้ในกำมือของพระพุทธเจ้า

ผมไม่เคยนำเสนอเรื่องที่เกี่ยวกับ ตำรวจตระเวนชายแดน หรือที่พระราชาแห่งแคว้นที่พวกเราเทอดทูนบูชา(ร.๙)ทรงเรียกพวกเราว่า "ตำรวจป่า" เคยคิดที่จะนำมาเล่าให้ฟังแต่เรื่องมันยาวถ้านำมาเล่าแบบตัวอักษร ผู้สนใจที่จะอ่านจริง ๆ ก็ ๑๗ เปอร์เซ็นต์ ๕๕๕.ไหน ๆ ผมก็เปิดเผยภาพลักษณ์ของตัวเองแล้วก็ขออนุญาตนำประวัติที่มีคนนำเสนอไว้ใน ยูทูป เกี่ยวกับเรื่องที่คนไทยทั้งประเทศเรียกขานว่า ตชด.เก็บมาให้ท่านผู้มีเกียรติได้รับทราบนะครับ เชิญครับ :) :D



viewtopic.php?f=72&t=890159 ......จักรยานธุดงค์.......

viewtopic.php?f=188&t=745024 ....เวียตนาม....

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย Deang-sarapee » 17 ม.ค. 2018, 05:56

:idea: :idea: ทุกข์เพราะความคิด

คนเราส่วนใหญ่มักทุกข์เพราะความคิด
ทุกข์เพราะไม่มีสติ
ปล่อยใจปรุงแต่งไปตามความโกรธ
ปรุงแต่งไปตามความโลภทและความหลงไม่รู้
ชอบเก็บเรื่องไม่เป็นเรื่องมาคิดให้รกหัว ให้รกใจตัวเอง

เมื่อมีความทุกข์ใจเกิดขึ้น ผู้คนก็มักโทษสิ่งภายนอก
แต่ลืมมองกลับมาที่ตนเอง
ว่าแท้จริงแล้วเป็นเพราะใจที่ต่อต้าน ผลักไส
หรือปฏิเสธสิ่งนั้นต่างหาก จึงทำให้เป็นทุกข์

หินก้อนใหญ่ แม้จะหนักเพียงใด
ถ้าเราไม่แบกมันเอาไว้ ก็ไม่รู้สึกเหนื่อย
แต่ผู้คนจำนวนไม่น้อย แบกหินเอาไว้
ทั้ง ๆ ที่บ่นว่าเหนื่อย....แต่ก็ไม่ยอมปล่อยเสียที
ผู้คนเหล่านี้ต่างโทษว่าหินหนัก
แต่ลืมถามตนเองว่า แบกมันทำไม ?
เพียงแค่ปล่อยมันลง ความเหนื่อยก็มลายหายไป :) :)






:) :D ไปอยู่เชียงรายกับลูกชายได้อุ้มหลานน้อย ดูแลหลานน้อยทำให้นึกถึงบรรยากาศที่เราเลี้ยงลูกเรา แล้วก็มีเวลาย้อนคิดนะว่า...ชีวิตคนเราก็เท่านี้ เกิด เป็นเด็กเรียนหนังสือ โตทำงาน ออกงานแก่ สุดท้ายตาย นี่ตัวผมเองเหลือเวลาออกไม่เท่าไหร่ ก็จะลาโลกนี้แล้ว โอ...ช่างเที่ยงแท้แน่นอนจริง ๆ วัฏฏสงสาร คิด ๆ ยิ่งทำให้เบื่อที่จะเกิดอีกเหลือเกิน เมื่อคิดได้แบบนี้ทำให้เราย้อนคิดว่า ชีวิตที่เหลือนี่ทำบุญสุนทานเพื่อเป็นเสบียง..เพียงพอแล้วยัง

ท่านผู้ใดที่คลิกเข้าไปชมสไลด์โชว์ที่นำมาเสนอ เป็นงานแต่งานลูกชายเพื่อนรุ่น ๒ ของเราคือ ร.ต.ต.มนัส สวนฤทธิ์ ท่านจะเห็นภาพที่ผมชนแก้วคล้องแขน ดื่มกับเพื่อน..ท่านที่ตามติดผมมาตลอด..คงคิดว่า..ตะบะแตกแล้ว ๕๕๕ ผมเลิกอบายมุขทั้งหมดทั้งสิ้นและหันมากินอาหารที่ปราศจากเนื้อสัตว์ทุกชนิด (มังสวิรัติ) เป็นเวลา ๒๘ ปีเต็ม ๆ อย่างเข้าปีที่ ๒๙ แล้ว ท่านครับตะบะไม่แตกหรอกครับ ภาพนี้เป็นภาพที่เพื่อน ๆ เขาอยากทบทวนความหลัง และแชร์ไปในไลน์ให้เพื่อนที่ไม่ได้ไปร่วมงานชม ปรากฏว่าได้ผลมีคอมเม้นท์จากเพื่อเยอะเลย พูดเป็นเสียงเดียวว่า "เฮ้ย..ตะบะแตกแล้ว นี่ละมันไม่เที่ยง" ฯ น้ำในแก้วคล้ายเหล้า คือโค๊กบาง ๆ ผสมโชดาเยอะ ๆ สีก็จะเหมือนน้ำเหล้า ก็แค่นั้นเอง ส่วนท่าดื่ม..นี่แหละสันดานที่ฝังลึกของอำนาจความชั่วร้าย..มันไม่ลืม ใคร ๆ เห็นก็เสมือนจริงทุกประการ :D :D
แนบไฟล์
แต่งงานลูกเจ๊กฮ่อ ๑๔ ม.ค (3).JPG
อยู่เชียงรายเดินทางไปเมืองน่าน เส้นทางลัดที่ใกล้ที่สุดคือ ไปปทางเทิงจะมีทางแยกขวาไปจุน ขึ้นดอยหลวงออกน่านเส้นนี้ถือได้ว่าใกล้ บรรยากาศเรียกว่าสวยงามเป็นอะไรที่ยังเดิม ๆ ถ้าปั่นจักรยานเส้นนี้ใช่เลย ไม่ต้องไปปั่นในลาวครับ เส้นนี้มันทะลุฟ้าได้เช่นกัน
แต่งงานลูกเจ๊กฮ่อ ๑๔ ม.ค (10).JPG
จุดพักรถเป็นที่สำหรับชมวิวทิวทัศน์เพื่อผ่อนคลายอิริยาบถ เส้นทางนี้เขาค่อนข้างสูงชันทางคดเคี้ยวพอควร อย่าประมาทถึงจุดพักควรพักจะได้ชมวิวสวย ๆ อย่าเอาแต่คร่ำเคร่งกับการเดินทาง ๕๕๕ เช่นกันเราพักรถและทานอาหารกัน ปล่อยให้เจ้าหลานน้อยวิ่งเล่นเป็นที่สนุกสนาน ลมพัดนำอากาศหนาวเย็ยมาด้วยเรียกว่าได้ใจกับความหนาว เป็นความสุขเล็ก ๆ ของครอบครัว (หรือนี่คือวิถีชีวิตของคนแก่ ฯ )
แต่งงานลูกเจ๊กฮ่อ ๑๔ ม.ค (16).JPG
S__34226178.jpg
S__34226179.jpg
S__34226180.jpg
แต่งงานลูกเจ๊กฮ่อ ๑๔ ม.ค (12).JPG
แต่งงานลูกเจ๊กฮ่อ ๑๔ ม.ค (20).JPG
ถึงเมืองน่านแต่ไปบ้านเพื่อนไม่ถูกแน่ เพราะน่านเดี๋ยวนี้เจริญมาก ๆ ไม่เหมือนแต่ก่อนแล้ว ใครเคยได้ยินคนเก่า ๆ เขาเล่าเป็นเรื่องขบขัน(หรือจริง) ว่าเมืองน่าน ไปเอาไม้เอกจากเมืองงาวมาใช้ แต่ก่อนเรียกเมือง นาน ถ้าแบบนี้ใคร ๆ คงไม่อยากมาเที่ยวเมืองน่านแน่ ๆ เพราะมันคง นาน กว่าจะถึงส่วนเมือง งาว ก็คงยินดีให้ยืมไปใช้แน่นนอน เพราะถ้าเมือง งาว มีไม้เอกสะกดมันก็จะกลายเป็นเมืองของคนไม่รู้อะไร เพราะคำว่า ง่าว ภาษาพื้นเมืองแปลว่า คนโง่ เรื่องของภาษาก็เอามาเป็นเรื่องขำกันได้ นี่คือเสน่ห์ของภาษาไทย.
แต่งงานลูกเจ๊กฮ่อ ๑๔ ม.ค (29).JPG
เราไปรอเพื่อน ฮ่อ อยู่ที่วัดพันต้นก่อนจะเข้าตัวเมืองน่าน โทร ฯ ให้ท่านฮ่อออกมารับ พบกันต้องตกใจนิดหน่อย ดูเหมือนเพื่อนเราจะหง่อมลงไปพอสมควร

สำหรับ ฮ่อ นี้มีประวัติครับแต่ก่อนเราไม่ได้เรียก ฮ่อ เราเรียก นัด ๆ แต่มีวันหนึ่งนั่งรถโดยสารถูกตำรวจตรวจบัตรประชาชน เพราะหน้าตาเพื่อนคนนี้เหมือนชาวต่างชาติจีนฮ่อ วันนั้นพวกเรากำลังเมาสุราเรียกว่าเกือบมีเรื่องกับตำรวจภูธร จากวันนั้นมนัสก็เลยได้ฉายา "มนัส..เจ๊กฮ่อ เรียกสั้น ๆ ว่า ไอ่ฮ่อ"

ความชราไม่เคยปราณีใครถึงเวลามันก็มาหาแน่นอน วันนี้ท่านมนัสก็เหมือนพวกเราทั่ว ๆ ไปแต่มีโรคที่ต้องกินยาเป็นประจำเลยทำให้ร่างกายเชื่องช้าลงไป นี่แหละรังของโลกที่ต้องคอยดูแลรักษา เป็นทุกข์ นะครับ.
IMG_3074.JPG
เนื่องจากต้องต้อนรับพรรคพวกที่เดินทางมาจากหลาย ๆ ที่ จนไม่มีเวลาดูแลตัวเอง แม่เจ้าบ่าวก็ต้องถูกบรรดาแม่บ้านจับมาแต่งตัวเสียใหม่ ทั้งผัดหน้าแต่งตาทรงผม เพื่อให้ดูดีสมเป็นแม่เจ้าบ่าว
IMG_3075.JPG
ส่วนเจ๊กฮ่อเช่นกัน ผมต้องถอดเนคไทให้และจัดการเปลี่ยนโฉมให้พ่อเจ้าบ่าวเสียใหม่ เป็นที่รู้กันงานแต่งลูกชายลูกสาว คนเป็นพ่อ-แม่ เอาแต่ดูแลงานของลูกให้เรียบร้อยจนลืมตัวเองไม่ค่อยให้ความสำคัญ
S__33988616.jpg
IMG_E3032.JPG
IMG_E3033.JPG
IMG_E3039.JPG
IMG_E3040.JPG
ในวันงานท่านนายกสมาคมไลอ้อนกาญจนบุรี ขึ้นกล่าวอวยพรคู่บ่าวสาว ในนามของญาติผู้ใหญ่ทางฝ่ายเจ้าสาว ท่านพูดว่า "ไม่เคยเห็นเลยว่าคนแก่ ๆ ที่เป็นเพื่อนฝูงกันตั้งแต่สมัยหนุ่ม ๆ จะรวมตัวกันได้เหนียวแน่นดังเช่นตำรวจตระเวนชายแดน รู้สึกทึ่งมาก"
IMG_3016 (3).JPG
IMG_3015 (1).JPG
ภาพนี้แหละครับที่เป็นที่ฮือฮาและวิภาควิจารณ์ในหมู่เพื่อนฝูง แม้แต่พวกที่ไปร่วมงานแปลกใจร้องตะโกนกันลั่นงาน เฮ้ย ๆ มหา....ตะบะแตกแล้วโว้ย พรรคพวกตบมืองชอบใจ คิดนะครับว่า.สงสัยอยากให้เรากลับไปเป็นคนเดิมที่ "หัวทิ่มบ่อ" เมื่อโพสต์ส่งไปทางไลน์ก็มีคอมเม้นต์กลับมามากมาย

สุดท้ายต้นคิดคือท่าน สุพล ฟูมูลเจริญ (คนที่คล้องแขน) ต้องเฉลยว่าเป็นการทบทวนความหลังแค่นั้นจริงแล้วเป็น โซดา + โค๊ก เลยดูเหมือนเหล้า
viewtopic.php?f=72&t=890159 ......จักรยานธุดงค์.......

viewtopic.php?f=188&t=745024 ....เวียตนาม....

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย Deang-sarapee » 18 ม.ค. 2018, 05:19



:idea: :idea: สมัยที่หลวงปุ่ดุลย์ อตุโล ยังมีชีวิตอยู่ เกิดไฟไหม้ใหญ๋ที่จังหวัดสุรินทร์ หลายคนถึงกับสิ้นเนื้อประดาตัว มีญาติโยมหลายคนมากราบท่าน แล้วก็ตัดพ้อว่า....อุตส่าห์ทำบุญทำกุศล ถวายสังฆทาน ทอดผ้าป่าไม่ขาด ปฏิบัติธรรมมาตั้งแต่ปู่ย่าตายาย ทำไม ? ธรรมะไม่ช่วยคุ้มครองเขาให้พ้นจากไฟไหม้

หลวงปู่อธิบายว่า

ไฟมันทำตามหน้าที่ของมัน...ธรรมะไม่ได้ช่วยใครในลักษณะนั้น หมายความว่า ความอันตรธาน ความวิบัติ ความเสื่อมสลาย ความพลัดพรากจากกัน สิ่งเหล่านี้มันมีประจำโลกอยู่แล้ว ผู้มีธรรมะ ผู้ปฏิบัติธรรมะ เมื่อประสบกับภาวะเช่นนั้นแล้ว จะวางใจอย่างไรจึงไม่ทุกข์...อย่างนี้ต่างหาก ไม่ใช่ธรรมะช่วยไม่ให้แก่ ไม่ให้ตาย ไม่ให้หิว ไม่ให้ไฟไหม้..ไม่ใช่อย่างนั้น
:idea: :idea:
viewtopic.php?f=72&t=890159 ......จักรยานธุดงค์.......

viewtopic.php?f=188&t=745024 ....เวียตนาม....


ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: 5 และ บุคคลทั่วไป 0 ท่าน