☆☆☆ คำภีร์เสือภูเขา-เสือหมอบ ฯลฯ ☆☆☆

สอบถามเทคนิคการฝึกซ้อม/สุขภาพ/อาหาร เชิญห้องนี้เลย

Re: ☆☆☆ คำภีร์เสือภูเขา ☆☆☆

โพสต์ โดย อู๊ด-พีระ » 29 มี.ค. 2011, 10:58

แก้ไขล่าสุดโดย อู๊ด-พีระ เมื่อ 10 พ.ค. 2011, 14:13, แก้ไขไปแล้ว 2 ครั้ง.


Re: ☆☆☆ คำภีร์เสือภูเขา ☆☆☆

โพสต์ โดย อู๊ด-พีระ » 29 มี.ค. 2011, 11:08

รูปภาพ bird1 เขียน: :o :o เป็นกำลังใจให้ครับจะค่อยๆอ่าน และจะติดตามผลงานไปเรื่อยๆครับ :mrgreen:
:mrgreen: ขอบคุณมากๆครับสำหรับบทความดีๆและมีประโยชน์ :mrgreen:

ครับผม!...ขอบคุณมากครับ...สวัสดีครับรูปภาพ



Re: ☆☆☆ คำภีร์เสือภูเขา ☆☆☆

โพสต์ โดย อู๊ด-พีระ » 30 มี.ค. 2011, 12:51

111.ว่าด้วยเรื่อง “Bike Touring”

รูปภาพ ถ้าคุณคิดจะหอบผ้าผ่อนและของอีกมากมายนอกจากขวดติดจักรยานสองใบ ไปไหน ๆ พร้อมจักรยาน นั่นความความว่าคุณต้องขี่มันไกลเกินกว่า 100 ก.ม. แน่นอน เมื่อเป็นเช่นนี้ก็เข้ากับแนวความคิดของการขี่จักรยานท่องเที่ยวทางไกลหรือ “ไบค์ ทัวร์ริ่ง” นักจักรยานทั่วไปมองการขี่แบบทัวร์ริ่งว่ามันให้อะไร ๆ กับตัวเองได้หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการได้ผจญภัย ได้สัมผัสความตื่นเต้น ได้ค้นพบสิ่งแปลก ๆ ใหม่ ๆ ได้ผลักดันตันเองให้ออกนอกกรอบความสามารถเดิม ได้เพื่อนใหม่ ๆ ความคิดทำนองนี้สามารถเป็นจริงได้ถ้าคุณหลีกเลี่ยงให้ห่างจากความผิดพลาดต่าง ๆ อันจะทำให้การขี่จักรยานท่องเที่ยวหมดรสชาติ
ถ้าคุณเกิดความคิดว่าอยากจะปั่นแบบทัวร์ริ่งแบบค่ำไหนนอนนั่น กลเม็ดที่จะได้อ่านเหล่านี้จะช่วยเป็นแนวทางให้คุณได้ คุณจะรู้วิธีการแพ็คของและการขี่ที่ถูกต้องเพื่อการท่องโลกกว้างไม่แน่ว่าหลังจากพิชิตเส้นทางข้ามจังหวัดหลังจากอ่านบทความชิ้นนี้ไปแล้ว คุณอาจเป็นอีกคนหนึ่งที่ได้เดินทางรอบโลกด้วยจักรยานคันเดียว
ฝึกร่างกายให้แกร่งก่อนออกทัวร์ : นักจักรยานบางคนคิดว่าตัวเองจะขี่จักรยานให้เข้าที่ได้ในสัปดาห์แรกของการออกทัวร์ ประมาณว่าขี่ไปเรื่อย ๆ ไม่เร่งร้อนมันก็จะแกร่งของมันเอง ทำเช่นนั้นมันก็ได้แต่คงไม่สนุกเพราะคุณไม่มีทางรู้เลยว่าจะทนทานได้แค่ไหนตลอดระยะทาง วิธีที่ฉลาดกว่าคือให้เริ่มฝึกขี่ทางไกลก่อนเดินทางจริง 3 เดือน เป็นอย่างน้อย ถ้าคุณเริ่มจากไม่ทราบวิธีการอะไรเลยสักอย่างก็ให้ขี่จักรยานให้ได้วันละ 24 ก.ม. ขี่ให้ได้อาทิตย์ละสามครั้งแล้วเพิ่มเป็น 32 ก.ม. หลังจากขี่ไปแล้วห้าครั้ง ค่อย ๆ เพิ่มระยะทางขึ้นทีละน้อย
เมื่อเริ่มคุ้นเคยจนรู้สึกว่าเป็นเรื่องธรรมดา ทีนี้ก็เริ่มตรวจสอบเส้นทางที่จะใช้แล้วหาวันที่มีเวลาว่างมากที่สุด ถ้าเส้นทางที่จะใช้คือ 144 ก.ม. คุณก็ต้องขี่ตอนซ้อมให้ได้ 112 ก.ม. ไม่จำเป็นต้องขี่ให้เต็มระยะทางที่วางไว้ ที่สำคัญคือขี่ด้วยความเร็วและรอบขาที่ตัวเองสบายที่สุด เมื่อยหรือเหนื่อยเมื่อไรก็พักเพราะคุณไม่ได้แข่งกับใครนอกจากตัวเอง ในวันขี่จริงคุณอาจทำระยะทางได้มากเป็นสองเท่าจากระยะทางที่เคยทำได้ตอนซ้อมเสียอีก
เตรียมใจให้พร้อม : นักจักรยานบางคนถอดใจก่อนหมดระยะทางเพราะท้อเสียก่อน ไม่ใช่ปัญหาด้านความแข็งแกร่งทางกายหรอกแต่เป็นเรื่องของใจมากกว่า คุณต้องทำใจให้ได้ ต้องพร้อมรับสถานการณ์อันยากลำบากและผ่านมันไปให้ได้ ต้องเชื่อมั่นในตนเองว่าทุกสิ่งจะดีขึ้นแน่ ๆ เมื่อคุณยังสู้ต่อ ทำนองว่าต้องสะกดใจตัวเองให้ได้แล้วมุ่งมั่น ทุกสิ่งจะประสบความสำเร็จเมื่อคุณไม่ถอย คำพูดว่า “ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น “ ยังใช้ได้เสมอ
ฝึกขี่จักรยานพร้อมน้ำหนักบรรทุก : กลวิธีการขึ้น ลง และเดินเข็นจักรยานที่ได้ผลคือไม่ว่าคุณจะทำอะไรก็ตามจักรยานต้องตั้งตรง ตั้งฉากกับพื้นดินอยู่เสมอเพื่อให้น้ำหนักสัมภาระกดลงตรง ๆ บนล้อทั้งคู่ หลักการนี้เป็นแนวคิดเดียวกับการยืนคร่อมหรือจูงมอเตอร์ไซค์หนัก ๆ คุณจะพบว่ายกมันตั้งตรงได้ยกหรือยกไม่ขึ้นเลยเมื่อล้มตะแคง แต่ถ้ายังคร่อมอานหรือลงมายืนโดยที่ตัวมอเตอร์ไซด์ยังตั้งอยู่ จะเข็นหรือเลี้ยวยังไงก็ไม่ยาก ไม่ค่อยต้องใช้เรี่ยวแรงเท่าไรก็พามอเตอร์ไซด์คันนั้นเคลื่อนที่ไปได้
จักรยานพร้อมสัมภาระก็เช่นกัน ไม่ว่าจะขี่อยู่หรือลงมาจูงต้องทำให้มันตั้งฉากอยู่เสมอ โดยเฉพาะถ้าคุณไม่เคยใช้ตะแกรงขนของ เจ้าอุปกรณ์ชิ้นนี้จะทำให้การขี่จักรยานของคุณต่างไปจากเดิมแบบตัวเปล่า ๆ ราวฟ้ากับเหวเมื่อน้ำหนักที่กดทับมันจะทำให้สมดุลของจักรยานเปลี่ยนไป ทำให้บังคับทิศทางได้ยากขึ้น ทรงตัวก็ยาก อันหมายคามว่าเทคนิคการขี่ของคุณหลาย ๆ อย่างก็ต้องเปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน
เมื่อมีน้ำหนักบรรทุกคุณต้องเผื่อระยะเบรกไว้เพราะแรงส่งจะทำให้มันไถลไกลขึ้น ต้องเพิ่มระยะเบรกให้ยาวกว่าเดิม การหักเลี้ยวเปลี่ยนทิศทางก็ยากและต้องระวังเมื่อเจอเส้นทางขรุขระ ให้มากกว่าเดิม เพื่อลดแรงกระแทกกับล้อ คุณอาจจะขี่ไต่ที่สุดได้ไม่ดีนักเมื่อลุกยืนจากอาน ดังนั้นจึงควรนั่งและพยายามปั่นเกียร์เบาที่สุดไปเรื่อย ๆ ไม่ใช่แค่ตอนที่ขึ้นที่สูงเท่านั้น ที่จะก่อปัญหาให้ ขาลงก็ยิ่งอันตรายเพราะน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นจะทำให้จักรยานพุ่งลงเนินมาเร็วกว่าตัวเปล่า ๆ ยิ่งต้องเผื่อในเรื่องต่าง ๆ ไว้มากทั้งระยะเบรกและระยะเลี้ยว ต้องมองให้ไกลขึ้นเพื่อตัดสินใจหยุดหรือเปลี่ยนทิศทางก่อนเป็นอันตราย อาการที่เกิดบ่อยเพราะน้ำหนักบรรทุกคือจักรยานจะเป๋ไปมาแฮนด์ส่ายควบคุมไม่ได้ คุณลดอาการนี้ได้ทั้งด้วยการเร่งความเร็ว ชะลอความเร็วและโน้มตัวไปข้างหน้าให้น้ำหนักกดแฮนด์ไว้ จะช่วยลดอาการส่ายได้ มีอยู่บ่อย ๆ ทีพวกมือโปรแนะว่าให้หนีบท่อบนของเฟรมไว้ให้แน่นระหว่างขาทั้งคู่ เพราะเมื่อแฮนด์ส่วนเฟรมก็จะส่ายตาม ถ้าหนีบเฟรมไว้ให้นิ่งได้อาการส่ายและสั่นก็จะลดจนทำให้คุณกลับมาควบคุมทิศทางได้อย่างเดิม
เพิ่มความสบายให้มากที่สุดในจุดสัมผัส : จุดสัมผัสในที่นี้คือจุดที่ร่างกายสัมผัสกับจักรยาน มีทั้งหมด 3 จุดคือ อาน บันได และปลายแฮนด์ทั้งซ้ายขวา เริ่มที่อาน ต้องให้อานนั่งได้สบายที่สุด ไม่ได้หมายความว่าอานนั้นต้องบุเจลหรือฟองน้ำเสียนุ่มนิ่ม ความนุ่มไม่ใช่คำตอบของความสบายเสมอไป เพราะระหว่างขี่น้ำหนักตัวคุณจะกดลงบนอานตลอดเวลา ไม่ว่าจะนุ่มแค่ไหนถ้าขี่ไกลก็ก่อความรำคาญได้ไม่แพ้อานเล็ก ๆ อานที่ดีสำหรับขี่ทางไกลคืออานที่คุณใช้แล้วสบายก้นมากกว่าอานเน้นที่นิ่มอย่างเดียว และไม่ควรจะประกอบอานใหม่กับจักรยานช่วยก่อนออกทัวร์ ถ้าอยากใช้อานใหม่ที่เข้าใจว่าสบายควรประกอบมันก่อนออกทัวร์สัก 2-3 สัปดาห์ ขี่ซ้อมกับมันเพิ่มความคุ้ยเคยก่อน
นอกจากอานนั่งสบายแล้ว ส่วนประกอบอื่น ๆ คือการสวมกางเกงสะอาดทุกวัน และใช้สารหล่อลื่นหนังชามัวร์รองก้นเพื่อป้องกันการเสียดสี สำหรับมือคุณนั้นการใช้ถุงมือเสริมฟองน้ำช่วยลดอาการนิ้วชาและฝ่ามือด้านได้มาก แต่ก็ยังจำเป็นต้องเปลี่ยนตำแหน่งการวางมือบ่อย ๆ ด้วยเหตุนี้รถทัวริ่งแท้ ๆ จึงทำแฮนด์เหมือนเสือหมอบเพราะมีตำแหน่งการวางมือมาก ทั้งบน ข้าง และด้านล่างสุดของโค้ง จะใช้แอโร่บาร์ติดแฮดน์ด้วยก็ไม่ผิดกติกาเผื่อพักข้อศอกเมื่อเมื่อย
สำหรับเท้าซึ่งเป็นจุดสัมผัสสัมคัญเพราะเป็นตัวขับเคลื่อนบันได เมื่อจะขี่แบบทัวริ่งคุณควรเลือกใช้รองเท้าคลิปเลสของเมาเท่าไบค์ หรือจะใช้รองเท้าคลิปเลสแบบทัวร์ริ่งโดยเฉพาะก็ได้ ข้อสำคัญคือพื้นต้องไม่แข็งเกินจนเดินไม่ไหว เพราะการขี่แบบทัวร์ริ่งนี้บางครั้งต้องลงจากรถมาเข็นเมื่อพบสิ่งกีดขวาง ถ้าใช้รองเท้าคลิปเลสแบบเสือหมอบแท้ ๆ จะเดินยากมากเพราะมันไม่ได้ออกแบบมาให้คนขี่ลงจากจักรยานมาเข็น

รูปภาพขนไปแต่ของที่จำเป็น : น้ำหนักสัมภาะไม่ควรเกิน 18 ก.ก.
รับประทานอาหารให้พอ เฉลี่ยน้ำหนักตัวให้ดี
หลีกเลี่ยงการบดเฟืองเมื่อเปลี่ยนเกียร์ และใช้เบรกหน้า วิธีการเบรกหน้าที่ถูกต้องคือต้องเบรกหลังก่อนค่อย ๆ เพิ่มแรงบีบที่เบรกหน้าทีละนิด จะช่วยให้หยุดจักรยานได้ดีกว่าใช้เบรกหลังอย่างเดียว
ทั้งหมดนี้น่าจะช่วยให้คุณมีแนวทางตัดสินใจก่อนออกปั่นทางไกล เมื่อคุณเดินทางไกลด้วยจักรยานจริง ๆ นั่นแหละคุณอาจจะพบอะไรที่เป็นประโยชน์มากกว่าที่แนะนำไปก็ได้

ข้อมูลจาก Thai Cycling Club ขอบคุณมากครับ
แก้ไขล่าสุดโดย อู๊ด-พีระ เมื่อ 10 พ.ค. 2011, 10:05, แก้ไขไปแล้ว 2 ครั้ง.

Re: ☆☆☆ คำภีร์เสือภูเขา ☆☆☆

โพสต์ โดย อู๊ด-พีระ » 30 มี.ค. 2011, 13:13

แก้ไขล่าสุดโดย อู๊ด-พีระ เมื่อ 10 พ.ค. 2011, 14:13, แก้ไขไปแล้ว 1 ครั้ง.

Re: ☆☆☆ คำภีร์เสือภูเขา ☆☆☆

โพสต์ โดย อึ่ง76 » 01 เม.ย. 2011, 23:32

:D ขอบคุณมากครับที่มอบความรู้เกี่ยวกับจักรยาน
แด่ชาวจักรยาน คุณคือลูกผู้ชายตัวจริง

I WILL STRONG MORE THAN .
ที่นี่สอยดาว
https://www.facebook.com/soidaomtb

LINE ID eung76
http://line.me/ti/p/Wbu783rqMV

Re: ☆☆☆ คำภีร์เสือภูเขา ☆☆☆

โพสต์ โดย อู๊ด-พีระ » 05 เม.ย. 2011, 08:48

112.ขี่จักรยานคนเดียวให้เวิร์ค

สำหรับนักจักรยานผู้ไม่ได้มุ่งหวังการพิชิตชัยจากสนามแข่ง ต้องการเพียงแค่ความแข็งแรงของระบบหลอดเลือด ไม่ชอบเข้ากลุ่มเพราะไม่อยากรีบไปให้ทันเวลานัด หรืออยากจะทำอะไรเร็ว ๆ โดยไม่ต้องรอให้กลุ่มครบจนออกตัวช้า แดดร้อนเผาผิวเกรียม ถ้าคุณมีวินัยพอและควบคุมตัวเองได้ การขี่คนเดียวก็สร้างประโยชน์ได้ไม่แพ้การขี่เป็นกลุ่ม
รูปภาพ อย่างแรกเลยคือคุณได้วัดความสามารถของตัวเองกับลมปะทะ ไม่สามารถซุกกลุ่มได้ เปรียบเสมือนกับการปั่นแบบหนีเดี่ยวในเปโลต็องเสือหมอบแข่งขัน ยิ่งคงความเร็วในช่วงนั้นได้นานก็ยิ่งแกร่ง เมื่อเข้ากลุ่มจริง ๆ ก็สามารถออกแรงไว้ได้มากกว่าพวกที่ไม่เคยขี่เดี่ยว เอาแต่ซุกกลุ่มอยู่ร่ำไป ข้อดีอย่างที่สองคือคุณสามารถซ้อมแบบอินเตอร์วัล คือขี่ด้วยความเร็ว, รอบขาสูงสุด สลับกับการขี่แบบผ่อนคลายเพื่อฟื้นสภาพเป็นระยะ คุณทำอินเตอร์วัลได้อย่างเป็นอิสระ ไม่ต้องรอหรือต้องปั่นหนีใคร เมื่อเหนื่อยก็หยุดได้โดยไม่ต้องให้ใครมารออีก
แต่ทุกสิ่งในโลกย่อมต้องมีทั้งข้อดีและข้อเสีย นั่นคือแม้ว่าจะไม่เสี่ยงต่อการเกี่ยวกันล้มเพราะขี่กลุ่มใหญ่ แต่ความเสี่ยงจากอุบัติเหตุและโรคประจำตัวสูงเท่ากัน เท่าที่เคยพบเรื่องราวที่เล่ากันในเว็บไซต์จักรยาน พอบ่อย ๆ คือพอขี่มานาน ๆ แล้วจอดก็เกิดอาการวูบ รู้สึกตัวอีกทีก็มีแต่คนมุงดู หน้าตาถลอกปอกเปิก เนื่องจากหยุดขี่กะทันหันแล้วเลือดไหลคืนไปเลี้ยงสมองมันทัน การขี่คนเดียวจึงไม่มีใครช่วยนอกจากชาวบ้านหรือคนเดินถนนในแถบนั้น โชคดีก็ได้รับความช่วยเหลือ โชคร้ายก็ถูกลอกคราบชิงจักรยาน ยังไม่นับที่ถูกรถยนต์เฉี่ยวชน
สถานการณ์อันเลวร้ายอีกอย่างสำหรับนักจักรยานเดี่ยว คือการถูกชิงจักรยาน มีหลายรายที่ถูกตีศีรษะแล้วชิงจักรยานราคาเหยียบแสนไป อีกหลายรายเช่นกันที่ถูกทำร้านร่างกายโดยแก็งมอเตอร์ไซค์ป่วนเมือง ไม่ชิงแต่หมั่นไส้ ขอถีบคนให้สะใจหน่อยเถอะ ไม่สนเรื่องถีบจักรยานล่ะ ดังนั้นจึงอย่าได้นิ่งนอนใจ โจรสมัยนี้รู้จักหาข้อมูลกันมากว่า มองปราดเดียวรู้ด้วยว่าจักรยานของคุณราคาแค่หกพันหรือแสนเจ็ด
ดังนั้น ถ้าคุณเป็นอีกคนหนึ่งที่ชอบขี่จักรยานคนเดียว สิ่งที่คุณต้องระวังให้จงหนัก ก็คือโรคภัยไข้เจ็บ ต้องรู้ขีดจำกัดของตัวเอง ยิ่งถ้าเพิ่งเริ่มขี่แล้วมีโรคประจำตัวเช่นหอบหืด ควรจะวนอยู่ในระแวกบ้านใกล้ ๆ พกบัตรเครดิต เอทีเอ็มหรือบัตรประชาชนเอาไว้พร้อมกับเงินติดตัวจำนวนหนึ่ง และพกโทรศัพท์เคลื่อนที่ ใช้โทรขอความช่วยเหลือจากคนรู้จักในกรณีมีอุบัติเหตุหรือล้มป่วยกลางทาง
รูปภาพ แต่ก็ใช่ว่าท่านที่เรี่ยวแรงดีไม่มีโรคภัยจะปลอดภัย แม้จะแข็งแรง แต่หากขาดความระวังก็อาจมีอาการวูบตรงสี่แยกไฟแดงได้ พวกที่วูบหลังจากปั่นหนัก ๆ มาแล้วนั้นต่างไม่มีใครเป็นโรคอะไรเลยสักคน เพียงแต่การหยุดขี่กะทันหันจะส่งผลต่อการไหลเวียนของเลือดสู่สมองเท่านั้น การเลือกเส้นทางที่ดีจะยิ่งสำคัญมากเมื่อคุณขี่คนเดียว เพราะมันเกี่ยวกับชีวิตและทรัพย์สิน เส้นทางเปลี่ยวไร้ผู้คนอาจอันตรายหากไม่ตะเวนดูด้วยรถยนต์เสียก่อน อันเป็นสิ่งควรกระทำเมื่อเอาจักรยานติดไปขี่ด้วยในการท่องเที่ยวต่างเมือง และพักที่รีสอร์ท
ด้วยเหตุผลที่กล่าวมา การขี่คนเดียวจึงไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนการแปรงฟัน อย่างน้อย ๆ คุณต้องคำนึงถึงความสามารถของตัวเอง และอุปกรณ์ช่วยเหลือได้ในยามขับคันเช่นบัตรประชาชน เอทีเอ็ม โทรศัพท์เคลื่อนที่ และการเลือกเส้นทาง ผู้ไม่ประมาทและเตรียมพร้อมจะมีโอกาสประสบกับอุบัติน้อยกว่าคนที่ไม่ได้เตรียมตัว

ข้อมูลจาก Thai Cycling Club ขอบคุณมากครับ
แก้ไขล่าสุดโดย อู๊ด-พีระ เมื่อ 10 พ.ค. 2011, 10:06, แก้ไขไปแล้ว 3 ครั้ง.

Re: ☆☆☆ คำภีร์เสือภูเขา ☆☆☆

โพสต์ โดย เสือโยกิ » 05 เม.ย. 2011, 12:03

ขอบคุณสาระดีๆมากมายคะ :D




Re: ☆☆☆ คำภีร์เสือภูเขา-เสือหมอบ ☆☆☆

โพสต์ โดย อู๊ด-พีระ » 07 เม.ย. 2011, 12:04

แก้ไขล่าสุดโดย อู๊ด-พีระ เมื่อ 10 พ.ค. 2011, 14:14, แก้ไขไปแล้ว 1 ครั้ง.

Re: ☆☆☆ คำภีร์เสือภูเขา-เสือหมอบ ☆☆☆

โพสต์ โดย อู๊ด-พีระ » 07 เม.ย. 2011, 12:40

113.จักรยานผู้หญิง ทำไมต้อง “WSD”

รูปภาพเพศหญิงคือหนึ่งในสองเพศที่ธรรมชาติสร้างมาบนโลก สรีระของพวกเธอมีไว้เพื่อหน้าที่เฉพาะเช่นเดียวกับบรุษ เธอมีไขมันที่สะโพกและก้นเพื่อเป็นแหล่งอาหารให้ลูกในครรภ์ มีเชิงกรานกว้างเพื่อพร้อมสำหรับการรองรับทารก มีมดลูกเป็นแหล่งกำเนิดลูก เช่นเดียวกับมนุษย์ผู้ชายที่ต้องมีกล้ามเนื้อไว้ต่อสู้แย่งชิงอาหาร มีกล้ามเนื้อที่หน้าท้องและก้นแทนไขมัน เพื่อการเคลื่อนไหวและท่วงท่าแห่งการสืบพันธุ์ แม้จะเท่าเทียมกันทางกฎหมายแต่ความแตกต่างทางสรีระของทั้งสองเพศเป็นสิ่งที่ปฎิเสธไม่ได้ ถ้าไม่เกิดความแตกต่างก็คงไร้ซึ่งความรู้สึกดึงดูดในเพศตรงข้าม ไม่มีการสืบพันธุ์ และในที่สุดมนุษย์ก็จะสูญพันธุ์ไปเพราะความแตกต่างนี้เองทำให้เครื่องมือเครื่องใช้หลายอย่างต้องถูกออกแบบเฉพาะเพศ แม้แต่จักรยานก็ไม่เว้น
ต้นเหตุที่ทำให้จักรยานต้องมีรูปแบบเฉพาะสำหรับสตรีหรือ WSD (Women Specfic Design ออกแบบเฉพาะสตรี) ก็เพราะจักรยานที่ผู้ชายขี่มันมีลักษณะทางเรขาคณิตเฉพาะสำหรับผู้ชายไม่เหมาะกับผู้หญิง อันจะทำให้เกิดผลเสียหรือความไม่ถนัดในการขี่ รวมทั้งอาจทำให้บาดเจ็บได้ถ้าขนาดจักรยานไม่ถูกต้อง จากการศึกษาเรื่องขนาดและสรีระของสตรีโดยบริษัทจักรยานใหญ่แห่งหนึ่งของสหรัฐฯ พบว่ากล้ามเนื้อด้านหลังของผู้หญิงจะรับภาระมากกว่าผู้ชาย 25 เปอร์เซ็นต์ ในท่าทางการขี่เดียวกัน เป็นผลมาจากกระดูกสะโพกและช่วงระยะกระดูกสันหลังของผู้หญิงเองที่แตกต่าง การต้องยืดตัวออกมากเกินเพราะท่อบนของโครงจักรยานยาวทำให้เกิดความเครียดที่หลังตอนล่าง แล้วต่อมาที่ไหล่ไล่ต่อไปจนถึงอุ้งมือที่จะเกิดอาการชา

โครงจักรยาน WSD จึงเกิดขึ้นมาเพื่อเอื้ออำนวยประโยชน์ด้านความสะดวกสบายกับนักจักรยานสตรีมากที่สุด เน้นที่การวางตำแหน่งอย่างถูกต้องของสรีระเพื่อให้เกิดความสมดุลในน้ำหนักระหว่างสะโพกและอุ้งมือ หลักใหญ่ ๆ ก็คือการร่นระยะแฮนด์เข้าใกล้อานยิ่งขึ้น รวมความยาวของท่อคออานและท่อล่างให้มีความยามเข้ากันได้กับช่วงขาและลำตัวของผู้หญิง มีอานใหญ่เพื่อรองรับกระดูกก้นกบที่ห่างมากกว่ากระดูกชิ้นเดียวกันของผู้ชาย ลดแรงกดดันที่กระดูกและเส้นประสาทบริเวณนั้น ช่วยให้ช่วงขาสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างผ่อนคลาย แรงที่ส่งไปยังลูกบันไดจึงไม่เสียเปล่า ๆ กับการต่อสู้กับความเครียดที่กล้ามเนื้อและกระดูกของผู้ขี่เอง
การร่นระยะท่อบนเพื่อให้เหมาะสมกับความยาวกระดูกสันหลังของผู้หญิงโดยเฉลี่ย ช่วยให้ความกดดันที่หลังและช่วงขาน้อยลงมาก ผลก็คือพลังที่ส่งไปตามช่วงขาสามารถขับเคลื่อนจักรยานได้เต็มที่ เป็นผลมาจากร่างกายรับภาระน้อยลง

รูปภาพ รูปภาพ รูปภาพ

การเลือกโครงจักรยานนั้นไม่ต่างอะไรเลยจากการเลือกเสื้อผ้า มันมีขนาดที่เหมาะสมกับสรีระของแต่ละคน ซึ่งคุณต้องเลือกด้วยความเข้าใจอย่างละเอียดถ่องแท้ แต่ในบ้านเรานั้นดูเหมือนยานพาหนะชิ้นนี้จะถูกออกแบบเพื่อผู้ชายเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากผู้หญิงให้ความนิยมต่อจักรยานน้อยมาก เพราะมันเป็นกิจกรรมที่ต้องกระทำกลางแจ้งจึงจะสนุก ความสนุกนั้นต้องแลกกับความร้อนและการถูกรังสียูวีแผดเผา การหาจักรยานจำเพาะสำหรับผู้หญิงจึงค่อนข้างยาก แต่ในประเทศอื่นที่กิจกรรมการขี่จักรยานเป็นที่นิยม WSD เป็นโครงจักรยานที่หาไม่ยากเลย
บางท่านที่อ่านบทความนี้แล้วอาจจะสงสัยว่า WSD ให้ความสำคัญกับระยะท่อบนเท่านั้นหรือ ถ้ามีโครงจักรยานธรรมดาอยู่แล้วก็เพียงแค่ลดระยะของคอแฮนด์ (Stem) ลงมาไม่ได้หรือไง คำตอบก็คือ WSD ไม่ได้สนใจท่อบน แต่มันเกิดจากการศึกษาถึงสรีระของผู้หญิง ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นลำตัวหรือช่วงขา แล้วนำผลที่ได้จากการวิจัยนั้นมาออกแบบใหม่หมด ทั้งท่อบน ท่อคออานและท่อล่างเพื่อให้เข้ากับสรีระของนักจักรยานสตรีได้อย่างเหมาะเจาะ
ถ้าคุณผู้หญิงคนใดสบายตัวสบายใจกับการขี่จักรยานเดิมอยู่แล้ว นั่นเป็นทางเลือกของคุณ แต่ถ้าตั้งใจจะเอาจริงเอาจังและสามารถเสาะหาได้ WSD คือตัวช่วยที่จะทำให้การขี่จักรยานของคุณสนุกยิ่งขึ้น

ข้อมูลจาก Thai Cycling Club ขอบคุณมากครับ
แก้ไขล่าสุดโดย อู๊ด-พีระ เมื่อ 10 พ.ค. 2011, 10:07, แก้ไขไปแล้ว 2 ครั้ง.


ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: 6 และ บุคคลทั่วไป 0 ท่าน