☆☆☆ คำภีร์เสือภูเขา-เสือหมอบ ฯลฯ ☆☆☆

สอบถามเทคนิคการฝึกซ้อม/สุขภาพ/อาหาร เชิญห้องนี้เลย

Re: ☆☆☆ คำภีร์เสือภูเขา ☆☆☆

โพสต์ โดย PEERASETH » 12 ก.พ. 2011, 16:13

รูปภาพ

Re: ☆☆☆ คำภีร์เสือภูเขา ☆☆☆

โพสต์ โดย อู๊ด-พีระ » 14 ก.พ. 2011, 08:13

แก้ไขล่าสุดโดย อู๊ด-พีระ เมื่อ 10 พ.ค. 2011, 14:33, แก้ไขไปแล้ว 3 ครั้ง.

Re: ☆☆☆ คำภีร์เสือภูเขา ☆☆☆

โพสต์ โดย อู๊ด-พีระ » 14 ก.พ. 2011, 11:20

82.เทคนิคล้มไม่เจ็บ จากมือโปรฯ ตอนที่ 1
รูปภาพ
คงไม่ต้องใช้คนถึงขนาดเป็นศัลยแพทย์สมอง ก็บอกได้ว่าการขี่จักรยานพุ่งไประหว่างหมู่ต้นไม้ ขอนไม้ล้ม พุ่งลงจากหน้าผาและไต่ลัดเลาะไปตามทางริมหน้าผานั้นเสี่ยง บรรดามือโปรฯ ผู้ช่ำชองต่างฝากคำแนะนำไว้แล้วในเรื่องนี้ เพื่อให้คุณล้มแล้วไม่เจ็บหรือไม่ก็เจ็บน้อยที่สุด

เน็ต โอเวอร์เอนด์

เน็ต โอเวอร์เอนด์ ขณะที่มีอายุ 54 ปีแล้ว แต่อดีตแชมป์เมาเท่นไบค์แห่งชาติสหรัฐฯ และแชมป์โลกปี 1990 ยังเกาะกลุ่มนักจักรยานกลุ่มไหน ๆ ก็ได้ในโลกโดยไม่มีวันถูกทิ้งห่างขณะกำลังดังด้วยสถานภาพสุดยอดนักจักรยานเมาเท่นไบค์ประเภทคอรส คันทรี่ เน็ตมักจะสนุกกับการขี่แบบดาวน์ฮิลล์เป็นครั้งคราวในรายการแข่งรายการเล็ก ๆ ใกล้บ้านเขาในเมืองดูแรงโก รัฐโคโลราโอ

เขาไม่เพียงแค่รู้ว่าจะขี่เมาเท่นไบค์ยังไงให้ชนะเท่านั้น ยังมีหนังสือเป็นของตัวเองด้วยในชื่อ Mountain Bike Like a Champion เขาก้าวเข้ามาให้แง่คิดเรื่องการล้มเป็นคนแรก ด้วยเทคนิคง่าย ๆ ที่ใคร ๆ ก็ทำได้แม้แต่มือใหม่หัดขี่ก็ตาม

เน็ตแนะนำว่าวิธีที่ดีที่สุดไม่ให้ล้มแล้วเจ็บก็คือหลีกเลี่ยงการล้ม หนึ่งในหลายวิธีที่ดีเพื่อให้ห่างจากการล้มคือคุณต้องมีสมดุลร่างกายที่ดี เพราะสมดุลนี่แหละที่ครอบคลุมทุกเรื่องเกี่ยวกับการขี่จักรยาน เขาแนะนำว่าควรฝึกขี่จักรยานเป็นวงกลมเล็ก ๆ บนพื้นเรียบให้ได้เพื่อจะปรับปรุงทักษะด้านการทรงตัว การปรับปรุงทักษะด้านนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้ล้มในเส้นทางช่วงยาก ๆ และการไต่เส้นทางชัน ๆ การทรงตัวที่ดียังมีประโยชน์ตอนคุณใช้ความเร็วสูงด้วย

อันต่อมาคือหัดทรงตัวนิ่ง ๆ โดยจักรยานเคลื่อนไหวน้อยที่สุด หมายความว่าพยายามทรงตัวบนจักรยานให้สองล้อตั้งอยู่เฉย ๆ ให้นาน ตรงนี้จะช่วยได้ในการไต่เส้นทางชันและไม่ว่าขณะใดก็ตามที่จักรยานหยุดลงหรือชะลอดความเร็วลงเป็นช้าแทบไม่ขยับ ยิ่งทรงตัวได้นานเท่าไรก็ยิ่งมีโอกาสจะปรับตัวพุ่งไปข้างหน้าได้เร็วขึ้นเท่านั้นก่อนจะถึงจุดที่ล้ม

นักจักรยานผู้ปลดเท้าออกจากบันไดไม่เร็วพอจะล้มได้บ่อย คุณกำลังจะขี่ขึ้นเส้นทางชัดสุด ๆ และดึงเท้าออกได้ไม่เร็วพอแบบนี้ล้มแน่ ถ้าคุณใช้บันไดแบบคลิปเลสอยู่ก็ควรจะหล่อน้ำมันไว้ก่อนขี่ ตัวคลีตถูกปรับตัวไว้ดีแล้วจนมั่นใจว่าไม่ขยับเคลื่อนและอยู่ในองศาที่ดี ดึงออกจากบันไดคลิปเลสได้ง่าย ตรวจสอบให้แน่ใจว่าผิวสัมผัสระหว่างตัวคลีตกับบันไดประกบแนบแน่นกันดีแต่ไม่แน่นจนถึงยาก หรือหลวมจนหลุดได้ง่าย

ถ้าพบว่าเท้าวางตัวใกล้บันไดเกินไปทั้งที่ปรับออกจนสุดแล้ว ทางแก้คือต้องใช้แหวนรองช่วงต่อระหว่างบันไดกับขาจานเหตุที่เท้าไม่ควรวางใกล้ขาจานมาก เพราะจะเสียดสีและฝืด ปั่นไม่ค่อยออกแล้วยังปลดขาจากบันไดได้ยากด้วยเพราะไม่มีพื้นที่ว่างพอให้บิดเท้า แต่ในทางกลับกันถ้าตั้งบันไดคลิปเลสไว้หลวมมันจะคลอนแคลนไม่มั่นคง ขาดความมั่นใจเมื่อหมุนลูกบันไดและนั่นจะทำให้คุณช้าลงด้วย

รูปภาพ

เน็ตแนะนำว่าควรจะฝึกการสวมและถอดเท้าจากบันไดในตำแหน่งต่าง ๆ กันของขาจาน ไม่ว่าจะเป็นจังหวะยก ถอย ไปข้างหน้าตรงไหนก็ได้ คุณต้องถอดเท้าได้รวดเร็วทุกครั้งที่ต้องการโดยไม่ต้องหมุนขาจานมาอยู่ตำแหน่งที่สะดวก ให้ระวังเป็นพิเศษในเส้นทางที่ “หมิ่นเหม่” ทั้งหลาย เช่น ทางริมเขาเลียบหน้าผา บนสุดของกองซุงหรือในที่ใดก็แล้วแต่ที่เสี่ยงต่อการล้มตกลงมาจากที่สูง ๆ ถ้ามีเวลาพอให้ถอดเท้าจากคลิปเลสได้เร็วก็จะใช้ได้เมื่อมีเหตุฉุกเฉิน หรืออีกอย่างคือถ้าตรงนั้นมันจะเสี่ยงมากจนไม่น่าขี่หรือขี่ได้ไม่สนุก ลงจากอานมาจูงเสียดังดูดีกว่าขี่ขึ้นไปแล้วตีลังกาหัวทิ่มลงมา จะฝึกไว้จนเก่งแค่ไหนก็ตามถ้าที่ตรงนั้นมันขี่ไม่ได้ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะดันทุรังขี่ไปทำไม

นักจักรยานมากมายที่ล้มในโค้งเมื่อล้อหน้าเริ่มไถล วิธีการหลีกเลี่ยงการล้มตรงนี้คือให้ปล่อยเบรกหน้าไปเลยไม่ต้องจับเพราะจับเมื่อไรรถไถลเมื่อนั้น แทนที่จะเบรคคุณต้องเข้าโค้งด้วยการเอนตัวหนี้จากในโค้ง หมายความว่าให้พยายามทำตังให้ตั้งฉากกับพื้นโลกมากที่สุดแทนที่จะปล่อยตัวเอนตามแรงเหวี่ยงยิ่งเอนตัวเข้าหาด้านในโค้งเท่าไรยิ่งไปเพิ่มแรงไถลล้มให้มากเท่านั้น ถ้าคุณเริ่มจะสูญเสียความควบคุมขณะขี่ คุณมักจะมีช่วงเวลาก่อนจะล้มหรือไม่ล้มเพื่อคิดหาที่ลงให้เหมาะ ถ้าหลีกเลี่ยงการล้มได้ก็ดี แต่ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ต้องมีท่าทางการล้มที่ปลอดภัย เน็ตบอกว่าต้องหลีกเลี่ยงการล้มโดยแขนเหยียดตรงและข้อศอกล็อค ทำอย่างนั้นจะเจ็บตัว และวิธีที่ล้มจะขึ้นอยู่กับชนิดของภูมิประเทศที่จะล้มลงไปด้วย ถ้าล้มตรงพื้นนิ่มจงชูมือออกแล้วชักกลับมาม้วนตัวให้กลิ้งเป็นลูกกลม ในการล้มแต่ละครั้งไม่มีกฎเกณฑ์ใดช่วยให้ปลอดภัยได้แบบตายตัว การล้มแต่ละครั้งไม่เหมือนกันแม้ว่าจะเป็นสนามเดียวกันก็ตาม แต่ตัวแปรคือสภาพร่างกายของนักจักรยาน สภาพรถจักรยาน ความเร็ว ทั้งหมดนี้จะทำให้การล้มเปลี่ยนแปลงไป คุณต้องเลือกวิธีที่ปลอดภัยที่สุดทันทีที่จะล้ม จะทำได้เช่นนั้นต้องฝึกขี่และฝึกล้ม

ยังมีเทคนิคจากโปร อีกหลายท่าน โปรดติดตามตอนที่ 2 ครับ

ข้อมูลจาก Thai Cycling Club ขอบคุณมากครับ
แก้ไขล่าสุดโดย อู๊ด-พีระ เมื่อ 13 พ.ค. 2011, 07:52, แก้ไขไปแล้ว 2 ครั้ง.

Re: ☆☆☆ คำภีร์เสือภูเขา ☆☆☆

โพสต์ โดย อู๊ด-พีระ » 15 ก.พ. 2011, 14:19

แก้ไขล่าสุดโดย อู๊ด-พีระ เมื่อ 10 พ.ค. 2011, 14:34, แก้ไขไปแล้ว 2 ครั้ง.

Re: ☆☆☆ คำภีร์เสือภูเขา ☆☆☆

โพสต์ โดย อู๊ด-พีระ » 17 ก.พ. 2011, 12:25

83.เทคนิคล้มไม่เจ็บ จากมือโปรฯ ตอนที่ 2 (จบ)

เรามาต่อกันกับเทคนิคการล้มไม่เจ็บ จากมือโปรท่านอื่นกันบ้างครับ
เอริค คาร์เตอร์รูปภาพ

เขาบอกไว้ชัดเจนว่าจงทำตัวสบาย ๆ เวลารู้ว่าตัวเองจะล้มเพราะตื่นเต้นหรือเครียดไปก็หยุดล้มไม่ได้ ยิ่งเกร็งตัวนั่นและยิ่งจะทำให้ล้มได้ง่ายเข้าไปอีก พวกคนเมาแล้วขับมักไม่ค่อยเจ็บตัวในอุบัติเหตุ (หากชนไม่หนัก) เพราะคนพวกนี้อ่อนปวกเปียกขณะมีแรงประทะนั่นเอง

ถ้าคุณเล่นดาวน์ฮิลล์หรือขี่มาด้วยความเร็วจนเหิน ให้มองที่ลงไว้ดี ๆ รวมกับว่าตัวเองตั้งใจว่าจะกลิ้งไปบนนั้น พยายามหลีกเลี่ยงไม่ได้จริง ๆ ก็จงระมัดระวังตรงนั้นให้มากที่สุดอย่าให้ตัวติดจักรยานตลอดเวลายามคับขันและอย่ากลัวหากต้องกระเด็นข้ามแฮนด์บ้าง ผมเองก็ปลิวข้ามแฮนด์มาแล้วบ่อย ๆ ทั้งที่ยังปลอดภัยอยู่ถ้ารู้จักทำให้เป็น หมายความว่าคุณต้องปรับคลีตและบันไดคลิปเลสให้ดี มีองศาพอเหมาะจนบิดมันออกได้ทุกครั้งที่ต้องการ

จงอย่ากลัวจักรยานพัง เมื่อถึงคราวต้องสละมันจริง ๆ ก็ต้องสละ ลองคิดดูเถอะว่าจะยอมให้จักรยานพังหรือหัวร้างข้างแตกแขนขาหัก เปลี่ยนชิ้นส่วนจักรยานยังไงก็ยังง่ายกว่ามานั่งซ่อมแขนขาตัวเองนะครับ

ผมฝึกกับโค้ชและเน้นเรื่องการล้มนี่ด้วย ผมจึงล้มได้บ่อยโดยไม่เจ็บตัว เราฝึกล้มกันบ่อยในโรงพลศึกษาให้สมองจดจำจังหวะการล้ม เพื่อให้ยื่นมือออกไปทันแล้วใช้มันยันเพื่อกลิ้งตัวเป็นก้อนกลมตามแนวสันหลัง คุณต้องรู้โดยสัญชาตญาณว่าเมื่อใดจะล้มเพื่อจะได้ล้มได้ถูก และถ้าต้องขี่ในที่ล้มได้ง่ายคุณต้องมีเครื่องป้องกันเพื่อความมั่นใจ มันเป็นได้ทั้งหน้ากาก หมวกกันกระแทก สนับแขน สนับเข่าและเกราะป้องกันลำตัวถ้าคุณเล่นดาวน์ฮิลล์

ในการแข่งเมาเท่นไบค์ครั้งแรกที่เมือง เวล รัฐโคโลราโด ผมล้มหนักจนต้องเอาเหล็กดามกะโหลกไว้และเย็บปิดแผลอีกสามสิบเข็ม ถ้าคุณล้มถึงหมดสติจงอย่าปล่อยไว้เพราะคิดว่าไม่ร้ายแรง คุณต้องพบหมอให้ดูและถ้าจำเป็นก็ต้องเอ็กซ์เรย์เพื่อหาสิ่งผิดปกติ สิ่งที่เห็นด้วยตาแต่ภายนอกว่าไม่มีอะไรนั้นบางครั้งอาจร้ายแรงอยู่ภายใน เช่น สมองบวมหรือเลือดคั่งในสมอง เวลาล้มแรงถึงกระดูกหักผมจะเชื่อหมด ไม่เคยทำลายหรือตัดเฝือกออกด้วยตัวเองเลย สำหรับผมแล้วมันไม่ดีเลยกับการจะกลับมาขี่อีกจนกว่าจะให้หมดรับรองเสียก่อนว่าขี่ได้จริง ๆ

แคเมรอน ซิงค์ รูปภาพ

แคเมรอน ซิงค์ เป็นที่รู้จักมากในอเมริกาในฐานะนักจักรยานดาวน์ฮิลล์ การเป็นนักเมาเท่นไบค์จอมระห่ำที่สุดทำให้เขาจบการแข่งขันติดอันดับท็อปเท็นเป็นประจำในรายการแข่งอย่างแครงค์เวิร์กซ์ และเทวา เมาเท่นไบค์ เกมส์ แคเมรอนรู้วิธีการล้มและต้องทำอย่างไรให้ล้มแล้วเจ็บตัวน้อยที่สุด วิธีการของเขาคือมันดีกว่าหากจะปล่อยจักรยานไถลไปแทนที่จะดึงเท้าออก เขาสรุปเช่นนี้หลังจากยื่นเท้าออกมาข้างหนึ่งเพื่อหยุดการสไลด์แต่ผลที่ได้คือเอ็นหัวเข่าฉีก ต้องให้หมอผ่าตัดจึงจะช่อมแซมความเสียหายตรงนี้ได้ ถ้าคุณกำลังกระโดดไม่รอดและรู้แน่ว่าจะยังไงก็ล้ม ขณะลอยอยู่กลางอากาศนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือ ถีบจักรยานออกห่างตัวจะได้โดดลงพื้นได้ปลอดภัย ให้ขาหรือก้นลงแล้วปล่อยให้ร่างไถลลงเนิน แทนที่จะเอาตัวหรือหัวกระแทกพื้น หรือถ้ากำลังจะโดดแล้วรู้ว่ายังไงคงไปไม่พ้นแรมพ์ การล้มลงให้ท่อนแขนยันแล้วรูดพื้นยังดีกว่าเอามือยันเพราะมีโอกาสหักได้ง่าย เนื่องจากข้อมือมีกระดูกชิ้นเล็ก ๆ ยึดไว้ด้วยเส้นเอ็นและหักแตกได้ง่ายหากกระทบกระเทือนรุนแรง

ถ้าคุณล้มแรงและคิดว่ายังโอเค บางทีมันอาจไม่ใช่อย่างที่คิดเนื่องจากความเสียหายภายในนั้นมองกันไม่เห็น ยิ่งถ้ารู้สึกแย่ตอนจะออกตัวครั้งต่อไปด้วยแล้วจงอย่าฝืนขี่ ให้เข้าพบแพทย์ทันที เพราะในกรณีของแคเมรอน ซิงค์นั้นเขาเองก็รู้สึกว่าไม่เป็นอะไร แต่เมื่อปล่อยตัวในรอบต่อไปเขารู้สึกแย่มาก ๆ เจ็บภายในลำตัวมากจึงไปหาหมอซึ่งตรวจพบว่าเลือดตกภายใน ลองคิดดูก็แล้วกันว่าถ้าไม่ให้หมอตรวจเสียก่อนอาการต่อมาจะเลาร้ายรุนแรงแค่ไหน

นักจักรยานภูเขาที่ฉลาดจะรู้จักดูแลรักษาตัวเอง รู้ขีดจำกัดว่าทำได้แค่ไหนและสิ่งใดควรหรือไม่ควรเสี่ยง พวกเขาจะตรวจสอบจักรยานหลังจากล้มเพื่อให้แน่ใจว่ามันยังดี ปลอดภัยอยู่หรือเปล่า พร้อมขี่ในอีเวนต์หน้าหรือไม่ แต่ในที่สุดแล้วสิ่งสำคัญเหนืออื่นใดก็คือตัวคุณเอง มีแต่จักรยานแต่เจ้าของจักรยานนั่งรถเข็นคงไร้ประโยชน์

ข้อมูลจาก Thai Cycling Club ขอบคุณมากครับ
แก้ไขล่าสุดโดย อู๊ด-พีระ เมื่อ 13 พ.ค. 2011, 07:53, แก้ไขไปแล้ว 2 ครั้ง.

Re: ☆☆☆ คำภีร์เสือภูเขา ☆☆☆

โพสต์ โดย อู๊ด-พีระ » 17 ก.พ. 2011, 13:01

รูปภาพ joomgt เขียน: :D อ่านแล้ววันมะรืน ปั่นขึ้นดอยอินทนนท์ ปีแรกเริ่มปั่น 4.20 ปีนี้อ่านเทคนิคแล้วจะเหลือเท่าไรน้า

รูปภาพเป็นงัยบ้างครับ!...ดอยอินทนนท์...ประสบความสำเร็จมั๊ยครับรูปภาพ

Re: ☆☆☆ คำภีร์เสือภูเขา ☆☆☆

โพสต์ โดย อู๊ด-พีระ » 18 ก.พ. 2011, 07:45

แก้ไขล่าสุดโดย อู๊ด-พีระ เมื่อ 10 พ.ค. 2011, 14:34, แก้ไขไปแล้ว 2 ครั้ง.

Re: ☆☆☆ คำภีร์เสือภูเขา ☆☆☆

โพสต์ โดย อู๊ด-พีระ » 21 ก.พ. 2011, 08:30

84.มือใหม่หัดใช้คลิปเลส

รูปภาพ

อุปกรณ์ที่ช่วยให้การปั่นจักรยานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพนั่นก็คือคลิปเลส (Clipless) คลิปเลสนำมาใช้กับวงการจักรยานอย่างกว้างขวางแทบทุกประเภทของการขี่จักรยาน ซึ่งแต่เดิมนั้นการขี่จักรยานใช้แรงจากการกดฝ่าเท้าเพียงอย่างเดียว ต่อมาจึงได้มีผู้คิดค้นพัฒนาระบบยึดรองเท้ากับบันไดโดยการใช้ตะกร้อเสียบเท้า หรือใช้สายรัดมารัดเท้ากับบันไดทั้งนี้การยึดเท้าเข้ากับบันไดจะทำให้เราสามารถออกแรงดึงบันไดขึ้นในจังหวะการดึงเท้ากลับซึ่งจะช่วยให้การควงรอบขาทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต่อมาจึงได้มีการคิดค้นบันไดจักรยานแบบพิเศษ ที่สามารถล็อคกับโลหะที่ติดตั้งไว้ใต้รองเท้าได้ นั่นจึงเป็นที่มาของ คลิปเลส
[เทคนิคการปั่นจักรยาน] คลิปเลส คือบันไดที่มีกลไกล็อกกับโลหะที่ติดกับใต้รองเท้าได้ดังนั้นในการใช้งานคลิปเลสจะประกอบด้วยส่วนประกอบ 3 ส่วนดังนี้
1. บันไดคลิปเลส2. ตัวครีทที่ถูกติดตั้งใต้พื้นรองเท้าเพื่อล็อกกับคลิปเลส3. รองเท้าจักรยาน ที่มีรูให้ยึดครีท การใช้คลิปเลสนอกจากจะเป็นการช่วยให้การใช้รอบขาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ยังช่วยให้การควบคุมรถทำได้ดีมากขึ้นกล่าวคือไม่ต้องกลัวเท้าจะหลุดออกจากบันไดง่าย ๆ ซึ่งถ้าจะให้เท้าหลุดออกจากบันไดต้องตั้งใจปลด ไม่ใช่เท้าหลุดจากบันไดโดยไม่ตั้งใจ เช่นเวลาเราขี่รถตลุยผ่านเส้นทางที่ขรุขระเมื่อเราลุกขึ้นยืนให้บันไดขนานพื้น เพื่อให้รถพุ่งผ่านเส้นทางดังกล่าว โอกาสที่เท้าจะหลุดออกจากบันไดก็มีสูงกว่าปกติ แต่เราใช้คลิปเลสมันจะช่วยให้เท้ากับบันไดมีความมั่นคงขึ้น ลดโอกาสเท้าหลุดจากบันได [เทคนิคการปั่นจักรยาน]
คลิปเลสก็เหมือนกันกับไฟ เมื่อมีคุณก็ต้องมีโทษ เมื่อเกิดอุบัติเหตุหากเท้าไม่หลุดออกจากบันไดก็ย่อมทำให้ร่ายการบาดเจ็บได้มากกว่าปกติ ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้น เราจะต้องทำการฝึกฝนการใช้คลิปเลสให้คล่อง ๆ ก่อนออกไปขี่จริงเพื่อการให้งานให้เกิดประโยชน์และสร้างความปลอดภัย หลักของการใช้คลิปเลสที่มือใหม่ทุกคนต้องปฏิบัติให้ขึ้นใจคือ ปลดก่อนจอดถอดก่อนหยุดก็จะช่วยให้ท่านไม่เจออุบัติเหตุจากการปลดคลิปเลสไม่ทันเวลารถหยุด แต่ถ้าหากใช้งานไปนาน ๆ แล้ว สิ่งนี้ก็จะติดเป็นสัญชาติญาณกับตัวของท่านเองโดยอัตโนมัติ [เทคนิคการปั่นจักรยาน]
นอกจากการปลดก่อนจอดถอดก่อนหยุด แล้ว การปรับมุมของครีทที่ติดตั้งเข้ากับพื้นรองเท้าก็มีส่วนสำคัญในการช่วยให้การปลดรองเท้าออกจากคลิปเลสทำได้ง่าย ต้องทำการปรับมุมของครีทให้รองเท้าหลุดออกจากคลิปเลส เมื่อมีการบิดส้นเท้าเพียงเล็กน้อย เพื่อให้การปลดเท้าออกจากคลิปเลสทำได้ง่าย คลิปเลสบางรุ่นจะสามารถปรับตั้งความแข็งของสปริงชุดล็อคได้ขณะใช้งานใหม่ ๆ ควรปรับความแข็งของสปริงไปที่ตำแหน่งอ่อนสุดเพื่อให้ปลดคลิปได้ง่ายแต่ถ้าหากใช้ไปซักพักแล้วรู้สึกว่าคลิปหลุดง่ายเกินไปจึงค่อยตั้งค่าความแข็งของสปริงที่คลิปเลสให้มีสูงขึ้น จนได้ระดับความแข็งที่พอดี [เทคนิคการปั่นจักรยาน]
การฝึกใช้คลิปเลสสำหรับมือใหม่สามารถทำได้ง่าย ๆ โดยการขึ้นไปนั่นบนรถที่จอดขนาดกับผนังจากนั้นใช้หัวไหล่พิงหรือมือดันผนังไว้แล้วให้ทดลองใช้เท้าด้านที่อยู่นอกผนังกดล็อกและปลดล็อกรองเท้ากับบันไดคลิปเลส เข้า ๆ – ออก ๆ จนเกิดความชำนาญ จากนั้นจึงสลับฝึกอีกเท้าอีกข้าง
เป็นไงบ้างครับ หวังว่าเพื่อน ๆ คงได้รับความรู้เกี่ยวกับบันไดคลิปเลสไม่มาก็น้อย ปลดก่อนจอดถอดก่อนหยุด อย่าลืมนะครับ..
แก้ไขล่าสุดโดย อู๊ด-พีระ เมื่อ 08 พ.ค. 2011, 14:33, แก้ไขไปแล้ว 1 ครั้ง.

Re: ☆☆☆ คำภีร์เสือภูเขา ☆☆☆

โพสต์ โดย อู๊ด-พีระ » 21 ก.พ. 2011, 08:30

แก้ไขล่าสุดโดย อู๊ด-พีระ เมื่อ 10 พ.ค. 2011, 14:35, แก้ไขไปแล้ว 2 ครั้ง.

Re: ☆☆☆ คำภีร์เสือภูเขา ☆☆☆

โพสต์ โดย อู๊ด-พีระ » 21 ก.พ. 2011, 08:38

85.GARY FISHER ผู้เปรียบเสมือนบิดาผู้ให้กำเนิด จักรยานเสือภูเขา

รูปภาพ

Gary Fisher ชื่อนี้คงไม่มีใครไม่รู้จักสำหรับจักรยานเสือภูเขาแล้วชื่อนี้คือผู้ให้กำเนิดเปรียบเสมือนบิดาแห่งจักรยานเสือภูเขา Gary Christopher Fisher คือชื่อเต็มของ Gary Fisher เขาเกิดในปี 1950 เริ่มเข้าสู่เส้นทางจักรยานเสือภูเขาตั้งแต่อายุ 12 ปี จากเด็กหนุ่มร่างโย่งที่ขี่จักรยานคลังเกอร์ (Clunker) ลงจากยอดเขาเมาท์แทม และได้ทำการดัดแปลงมันจนกลายเป็นจักรยานเสือภูเขาคันแรก นอกจากจะทำให้กับตัวเองแล้วเขายังทำให้กับเพื่อน ๆ ร่วมอุดมการณ์ของเขาด้วย จากจุดเริ่มนั้นในปี 1979 Gary Fisher และเพื่อนสนิท Charlie Kelly ได้ตั้งบริษัทผลิตตัวถังจักรยานเสือภูเขา และให้ชื่อบริษัทของเขาว่า “ Mountain Bikes” โดยมี Jeffrey Richnond และ Tom Rithcey เข้าร่วมในการทำตัวถังจักรยาน นอกจากจะเป็นผู้ให้กำเนิดจักรยานเสือภูเขาแล้วทีมงานเขายังมีส่วนร่วมกับ Shimano ในกรพัฒนาระบบเกียร์ซึ่งเป็นต้นแบบของเกียร์แบบกดที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบัน Gary Fisher ได้ออกแบบตัวถังที่มีความกว้างของหางหลัง 135 มม. เป็นครั้งแรกเพื่อให้รองรับกับดุมหลังสำหรับจักรยานเสือภูเขาของชิมาโน ที่จะมีจำนวนเฟืองหลังมากขึ้น และกลายมาเป็นมาตรฐานของตัวถังจักรยานเสือภูเขาจนถึงปัจจุบันนี้

จากการที่เป็นคนที่มีความคิดแบบไร้กรอบ แนวความคิดที่ไม่ซ้ำใครทำให้ผลงานที่เขาสร้างออกมาแต่ละชิ้นกลายเป็นต้นแบบให้ผู้อื่นคอยไล่ตาม ไม่ว่าจะเป็น Genesis Geometry ซึ่งออกแบบให้มีมุม มีองศาที่ให้ความสำคัญกับความสมดุลการวางตำแหน่งร่างกายของผู้ขี่จนผู้ผลิตรายอื่น ๆ ปรับมุมเปลี่ยนองศาตาม แค่นั้นยังไม่พอยังออกแบบบุกเบิกจักรยานเสือภูเขาที่ใช้ล้อที่มีขนาด 29 นิ้ว จนมีคำถามตามมาว่าจะดีกว่าล้อ 26 นิ้วอย่างไร ถึงตอนนี้ก็ได้คำตอบกันไปแล้วว่าล้อ 29 นิ้วดีอย่างไร เพราะยี่ห้ออื่น ๆ ก็เริ่มมีออกมาให้เห็นกันแล้ว ทาง UCI ได้รับรองแล้วว่าสามารถใช้แข่งขันได้ ทางทีม Subasu Gary Fisher Mountain Bike Team ซึ่งเป็นทีมของ Gary Fisher ก็แล้วแต่ใช้ Genesis eometry ล้อ 29 นิ้วทั้งหมด

น่าเสียดายที่จากนี้ไปจะไม่มีโลโก้ของ Gary Fisher อีกแล้วจะมีก็แต่ Gary Fisher Collection ภายใต้แบรนด์ของ Trek เพราะถูกควบรวมกิจการไปอย่างสมบูรณ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
แก้ไขล่าสุดโดย อู๊ด-พีระ เมื่อ 08 พ.ค. 2011, 14:34, แก้ไขไปแล้ว 1 ครั้ง.



Re: ☆☆☆ คำภีร์เสือภูเขา ☆☆☆

โพสต์ โดย อู๊ด-พีระ » 22 ก.พ. 2011, 10:31

แก้ไขล่าสุดโดย อู๊ด-พีระ เมื่อ 10 พ.ค. 2011, 14:36, แก้ไขไปแล้ว 2 ครั้ง.

Re: ☆☆☆ คำภีร์เสือภูเขา ☆☆☆

โพสต์ โดย อู๊ด-พีระ » 22 ก.พ. 2011, 10:36

86.อนาคตเสือภูเขา 9 สปีด

รูปภาพ

“ลมหนาวผ่านมาทีไร เป็นได้เสียเงินกับอะไหล่จักรยานทุกปี” วลีนี้ดูจะไม่เป็นการกล่าวเกินความจริงเลย เพราะแต่ละปีในช่วงปลายปีผู้ผลิตจักรยาน และสินค้าจักรยานต่างได้ ทำการเปิดตัวสินค้าใหม่ ๆ ออกมายั่วกิเลสนักจักรยานทั่วโลก รวมถึงในบ้านเรา ในโลกแห่งโลกาภิวัฒน์เทคโนโลยีนี้ได้เปลี่ยนแปลงคนทั้งโลกอย่างรวดเร็ว
ในวงการจักรยานเสือภูเขาก็เช่นเดียวกันเมื่อ 28 ปีที่แล้ว (1982) ชุดอะไหล่จักรยานเสือภูเขารุ่นแรกของโลกคือ Shimano XT เกิดขึ้นมาด้วยเฟืองหลัง 7 สปีดในสมัยนั้น ต่อมาก็ได้มีการพัฒนาเพิ่มจำนวนเฟืองหลังให้มีมากขึ้นเป็น 8 สปีดและ 9 สปีดตามลำดับจนกระทั่งเมื่อเดือนพฤษภาคมปี 2009 SRAM ผู้ผลิตอะไหล่จักรยานชื่อดังจากอเมริกาได้เปิดตัวชุดอะไหล่ SRAM XX อันเป็นชุดอะไหล่จักรยานเสือภูเขา 10 สปีดรุ่นแรกของโลก นับตั้งแต่นั้นมาก็ได้มีอะไรอยู่เกิดความคาดหมายของคนทั่วไป [จักรยาน เสือภูเขา]
Shimano ซึ่งเป็นคู่แข่งคนสำคัญของ SRAM ก็ได้ตอบโต้การเปิดตัวชุดอะไหล่ 10 สปีดของ SRAM ในรุ่น XX ด้วยการปรุงระบบขับเคลื่อนของชุดอะไหล่ XT และ SLX เท่ากับ SRAM ในเดือนเมษายนปี 2010 ซึ่งหลักจากนั้น SRAM ก็ได้เปลี่ยนชุดอะไหล่ในค่ายให้เป็นชุดอะไหล่ในค่ายให้เป็นระบบเกียร์ 10 สปีดหมดทั้งค่าย ไม่ว่าจะเป็น X0,X9,X7 คงมีเหลือแต่อะไหล่รุ่น X5 ที่ยังคงเป็นอะไหล่ 9 สปีด และในช่วงกันยายนของปีนี้ ทางค่าย Shimano ก็ได้เปิดตัวชุดอะไหล่ Shimano รุ่น XTR โฉมใหม่สำหรับตลาดปี 2011 ซึ่งก็เป็นชุด 10 สปีด
ถ้าถามในแง่ว่าประสิทธิภาพอะไหล่ 10 สปีดกับ 9 สปีดอะไรดีกว่ากันก็ต้องบอกว่าอะไหล่ 10 สปีดที่มาใหม่ย่อมประสิทธิภาพดีกว่าเพียงแต่ว่าอะไหล่ 9 สปีดนั้นมันได้พิสูจน์ตัวเองตลอดช่วงเวลา 10 ปีที่ผ่านมาว่าเพียงพอและพอเพียงกับการใช้งานการที่ผู้ผลิตพัฒนาเป็นระบบอะไหล่ 10 สปีดก็เพราะเป็นกลยุทธทางการตลาด นอกจากนั้นยังเป็นการปรับปรุงสินค้าให้รองรับการเพิ่มขึ้นของรถจักรยานเสือภูเขาล้อ 29 นิ้ว [จักรยาน เสือภูเขา]
แล้วในบ้านเราใครควรใช้อะไหล่ 9 สปีดหรือ 10 สปีด คำตอบมันค่อนข้างจะชัดเจนอยู่แล้ว่าสำหรับผู้ที่จะเริ่มซื้อรถใหม่หรือประกอบรถใหม่ ควรจะเป็นผู้ที่ใช้อะไหล่ 10 สปีด ส่วนผู้ที่มีอะไหล่ 9 สปีดใช้อยู่แล้ว ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีอะไหล่ไว้ให้ใช้ไม่ว่าจะเป็น โซ่ หรือเฟือง ผู้ผลิตยังคงมีการผลิตอะไหล่ไปอย่างต่อเนื่องสักระยะหนึ่งและสินค้าที่มีค้างอยู่ในท้องตลาดก็ยังพอมีให้เลือกหากันได้สักระยะเหมือนกัน “การเปลี่ยนจาก 9 สปีดไปใช้ 10 สปีด เพียงเพื่อตอบสนองความต้องการของตัวเอง จึงไม่มีความจำเป็น” [จักรยาน เสือภูเขา]
ในวิกฤตก็ยังมีโอกาส เพราะขนาดบอกว่าการเปลี่ยนจากอะไหล่ 9 สปีดไปเป็น 10 สปีดเพียงเพื่อตอบสนองความต้องการของตัวเอง ไม่ใช่สิ่งจำเป็น เชื่อว่าก็ยังคงมีหลายท่านทนต่อแรงยั่วยุทั้งจากตัวเองและเพื่อน ๆ เปลี่ยนไปใช้อะไหล่ 10 สปีดอย่างแน่นอน ซึ่งตรงจุดนี้ก็เป็นโอกาสให้ผู้ที่ยังคงรักที่จะใช้อะไหล่ 9 สปีดได้หาซื้ออะไหล่ 9 สปีดมือสองราคาย่อมเยา จากความนิยมไปใช้อะไหล่ 10 สปีด การใช้อะไหล่ให้คุ้มค่าตั้งแต่แรกเริ่มดูจะเป็นสิ่งที่ให้ความคุ้มค่ามากกว่าการที่เลือกซื้ออะไหล่แบบพอใช้งานไปก่อนแล้วไปอัพเกรดทีหลัง ซึ่งนอกจากจะเป็นการลงทุนทีเดียว อย่างคุ้มค่าแล้ว ยังไม่เป็นการขาดทุนจากการเร่ขายอะไหล่ที่ถอดในราคาต่ำ ๆ เพื่อจูงใจให้คนซื้อต่อ มาถึงจุดนี้หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ท่านที่ใช้อะไหล่ 9 สปีดมองเห็นอนาคตและทิศทางของอะไหล่ในอนาคตของ 9 สปีดว่าจะเป็นไปในทิศทางใด...
แก้ไขล่าสุดโดย อู๊ด-พีระ เมื่อ 08 พ.ค. 2011, 14:36, แก้ไขไปแล้ว 1 ครั้ง.



ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: 18 และ บุคคลทั่วไป 0 ท่าน