☆☆☆ คำภีร์เสือภูเขา-เสือหมอบ ฯลฯ ☆☆☆

สอบถามเทคนิคการฝึกซ้อม/สุขภาพ/อาหาร เชิญห้องนี้เลย

Re: ☆☆☆ คำภีร์เสือภูเขา ☆☆☆

โพสต์ โดย อู๊ด-พีระ » 07 ก.พ. 2011, 08:52

รูปภาพ ball ยังไม่แน่ เขียน:เป็นประโยชน์อย่างมากครับ ต้องกลับมาอ่านซ้ำบางข้อครับ (คิดว่ายังทำไม่ได้หรือลืม) และจะรออ่านเรื่องใหม่ๆด้วยครับ ขอบคุณมากครับ

ครับผม!...อ่านเรื่องใกล้ตัว...ที่มีประสบการณ์...ให้ได้ประโยชน์สูงสุดครับรูปภาพ


Re: ☆☆☆ คำภีร์เสือภูเขา ☆☆☆

โพสต์ โดย อู๊ด-พีระ » 07 ก.พ. 2011, 10:07

77.เทคนิคการปั่นจักรยานขึ้นเขา

รูปภาพ

หากจะพูดถึงทางขึ้นเขา จะมีนักจักรยานน้อยมากที่จะมีความพึงพอใจในผลงานของตัวเอง เพราะการปั่นทางขึ้นเขานั้นนอกจากต้องใช้พละกำลังอันมหาศาลแล้ว ยังจะต้องมีเทคนิคต่าง ๆ มาเสริมในการปั่น โดยเฉพาะการใช้เกียร์นั้นเป็นเรื่องสำคัญมากที่เราควรศึกษาและฝึกฝนตัวเองให้ชำนาญ เพราะหากไม่มีเทคนิคในการเปลี่ยนเกียร์ นอกจากจะทำให้การขี่ขึ้นเขาจะเป็นปัญหาใหญ่หลวงเหมือนที่เขาเรียกว่า "หนักกว่าเข็ญครกขึ้นเขาเสียอีก" ก็ยังจะทำให้ชิ้นส่วนของรถจักรยานของท่านเสียหายได้เช่นกัน
การเปลี่ยนเกียร์ในการขี่ขึ้นเขา
ในการขี่จักรยานขึ้นเขา ไม่เป็นที่น่ายินดีสำหรับคนขี่จักรยานเท่าใดนัก ทุกครั้งที่เห็นเส้นทางข้างหน้าที่เป็นเนินเขาทำให้หลาย ๆ คนบ่นอยู่ในใจเสมอ ๆ ว่า ต้องออกแรงอีกแล้ว บางคนถึงกับถอดใจเอาเสียดื้อ ๆ บางคนต้องทำใจดีสู้เสือ เสียงดีดชิปเตอร์ดังป๊อกแป๊ก ๆ สนั่นหวันไหวเพื่อเปลี่ยนเกียร์ให้เบาลง จะมีน้อยคนนักที่ยังใช้เกียร์เดิมแถมไม่ท้อแท้กับเส้นทางที่มีเนินอยู่ข้างหน้า เขาจะพุ่งเสือสุดที่รักของเขาขึ้นไปอย่างรวดเร็วตามลำดับ ฉะนั้นเทคนิคการใช้เกียร์ในช่วงนี้อาจจะเป็นตัวชี้ว่าจะแพ้หรือชนะก็ย่อมเป็นได้ ท่านลองฝึกหัดตามเทคนิคเหล่านี้ดูนะครับ
1. เมื่อท่านขี่อย่างเร็วมาถึงเส้นทางที่มีเนินไม่ควรเปลี่ยนเกียร์ให้เบาลงทันทีทันใด
2. ให้ขี่มาด้วยเกียร์เดิมจนท่านมีความรู้สึกว่ารอบขาของท่านเริ่มลดลงจากเดิมก็เปลี่ยนเกียร์ให้เบาลงทีละหนึ่งชั้นเฟือง โดยเริ่มเปลี่ยนจากเฟืองหลังก่อน
3. เมื่อเฟืองหลังได้เปลี่ยนมาจนอยู่ในระดับเฟืองที่ 5 หรือ 4 แล้ว หากรอบขาในการปั่นช้าลง ก็ให้เริ่มเปลี่ยนจานหน้า ลงไปหนึ่งชั้นเฟือง แต่ในขณะเดียวกันเมื่อเปลี่ยนจานหน้าลง รอบขาเริ่มเบาลง ให้เปลี่ยนเฟืองหลังเพิ่มขึ้นอีก 1 ชั้นเฟือง
4. ไม่ควรใช้เกียร์เบามาก ๆ ในการขึ้นเขา และเปลี่ยนให้เป็นเกียร์หนักขึ้นเล็กน้อยเพื่อเร่งความเร็วเมื่อใกล้ ๆ จะถึงยอดเขา
5. ควรคำนึงถึงรอบขาในการปั่นให้มากที่สุดในการใช้เกียร์แต่ละครั้ง
6. ไม่ควรเปลี่ยนเกียร์กระทันหันเมื่อรอบขาไม่สามารถปั่นต่อไปได้ หรือรถเริ่มหยุดการเคลื่อนที่ เพราะจะทำให้ชิ้นส่วนจักรยานเสียหายได้ โดยเฉพาะปัญหาเกี่ยวกับโซ่ขาดจะพบเห็นได้บ่อย ๆ ในขณะขึ้นเขา
แก้ไขล่าสุดโดย อู๊ด-พีระ เมื่อ 08 พ.ค. 2011, 14:19, แก้ไขไปแล้ว 2 ครั้ง.

Re: ☆☆☆ คำภีร์เสือภูเขา ☆☆☆

โพสต์ โดย อู๊ด-พีระ » 07 ก.พ. 2011, 14:56

แก้ไขล่าสุดโดย อู๊ด-พีระ เมื่อ 10 พ.ค. 2011, 14:36, แก้ไขไปแล้ว 2 ครั้ง.

Re: ☆☆☆ คำภีร์เสือภูเขา ☆☆☆

โพสต์ โดย อู๊ด-พีระ » 07 ก.พ. 2011, 14:57

78.เทคนิคการหายใจสำหรับนักปั่นจักรยาน (ฉบับ 2)

รูปภาพ

เทคนิคการหายใจ 1. ขณะขี่แข่งขันถือว่าเป็นหัวใจสำคัญที่จะนำไปสู่ชัยชนะในการแข่งขัน: ทำได้ดังนี้ ถ้าคุณหายใจไม่ทันขณะที่ปล่อยตัวออกไปอย่างรวดเร็ว คุณต้องฝึกการหายใจเข้า - ออกทุกๆ วันก่อนออกฝึกซ้อม
มีวิธีฝึกดังนี้
1. ฝึกหายใจเข้าทางจมูกให้เต็มปอด และ เป่าลมออกทางปากจนหมดปอด จังหวะการหายใจให้หายใจลึกๆ ( ยาว ) ช้าๆก่อนทั้งเข้า - ออก
2. ฝึกหายใจเข้า-ออกทั้งทางปากและจมูกพร้อมๆกัน จังหวะการหายใจเหมือนแบบที่ 1.
3. รวมการหายใจแบบที่ 1+2 เข้าด้วยกันแต่เน้นจังหวะการหายใจที่หนักหน่วงแรงและเร็วเหมือนแข่งขันฯประมาณ 15-20 สะโตก( เข้า - ออก ) แล้วผ่อนการหายใจยาวๆเป็นแบบที่หนึ่งหรือสองจนกว่าจะรู้สึกว่าหายเหนื่อยดีแล้วก็ให้กลับมาเริ่มฝึกหายใจแบบที่สามอีก คือหนักหน่วงแรงและเร็ว ทำสลับกันอย่างนี้ใช้เวลาประมาณ 5 - 10 นาที แล้วก็ออกไปฝึกซ้อม


หมายเหตุ: การฝึกแรกๆระวังหน้ามืดเป็นลม ต้องค่อยเป็นค่อยไป เมื่อร่างกายปรับตัวได้ดีแล้วคุณจะเห็นคุณค่าและประโยชน์ของการหายใจว่า " นี่คือหัวใจของความอึด " ในการปั่นเสือที่คุณชอบครับ การฝึกหายใจเป็นประจำทำให้ปอดขยายใหญ่ขึ้น พร้อมกับฝึกประสาทควบคุมการหายใจให้รับรู้วิธีการหายใจในขณะแข่งขันฯ ทำให้คุณผ่านพ้น " ภาวะอึดอัด " ( หายใจไม่ทัน )ไปได้ ซึ่งจะเป็นผลดีในการปั่นแข่งขัน มากกว่าคนที่ไม่เคยฝึกเทคนิคการหายใจครับ แต่ทุกๆคนต้องหายใจเพื่อชีวิตเพียงแต่ว่าคุณหายใจได้ดีแค่ไหน ? โดยเฉพาะอากาศออกซิเจนที่คุณต้องการน่ะมากพอหรือยังครับ

เทคนิคการหายใจ 2.( การหายใจที่นุ่ม-ลึก )
เราเรียนรู้การหายใจมาพอสมควรแล้ว ต่อไปนี้เราจะใช้จังหวะการหายใจในการขี่แต่ละแบบดังนี้
1. การหายใจในการขี่ทางเรียบ : จะใช้การปั่นแบบ 8 สะโตก คือเมื่อหายใจออก( เร็วปานกลาง ) กดลูกบันไดให้ได้ 4 ครั้ง และเมื่อหายใจเข้า ( ช้ากว่าหายใจออกเล็กน้อย ) ให้ดึงหัวเข่าขึ้นให้ได้ 4 ครั้ง จังหวะการหายใจออกถีบ 1 2 3 4 ครั้ง หายใจเข้าดึงเข่าขึ้น 5 6 7 8 ครั้ง
2.การหายใจขณะขี่ทางขึ้นเขา : จะใช้การปั่นแบบ 4 สะโตก คือ เมื่อหายใจออก ( เร็วขึ้น ) ให้ถีบลูกบันไดให้ได้ 2 ครั้ง และเมื่อหายใจเข้า ( ช้าปานกลาง )ให้ดึงหัวเข่าขึ้นให้ได้ 2 ครั้งเช่นกัน จังหวะการหายใจ ( 1 2 - 3 4 )
3. การหายใจขณะขึ้นเขาชัน : จะใช้การปั่นแบบ 2 สะโตก คือเมื่อหายใจออก( เร็วกว่า )ให้ถีบลูกบันไดลงหนึ่งครั้ง และดึ่งหัวเข่าขึ้นหนึ่งครั้งเมื่อหายใจเข้า( เร็วกว่า ) จังหวะการหายใจ ( 1-2 )แบบนี้จะสัมพันธ์กับการปั่นลูกบันไดตลอดเวลา
4.การหายใจขณะสปริ้นท์ : จะเป็นการปั่นลูกบันไดแบบ2 สะโตกเช่นกันแต่การหายใจจะเร็วกว่าทุกๆแบบที่กล่าวมาข้างต้น

หมายเหตุ : การหายใจที่นุ่มนวลตลอดเวลาต้องอาศัยสมาธิและการฝึกฝน ( นุ่ม-ลึก ) ทำให้ประสิทธิภาพการปั่นจักรยานดีขึ้น ถ้ารู้จักการใช้จังหวะการปั่นลูกบันไดให้สัมพันธ์กับการหายใจเข้า - ออกข้างต้น
แก้ไขล่าสุดโดย อู๊ด-พีระ เมื่อ 08 พ.ค. 2011, 14:20, แก้ไขไปแล้ว 2 ครั้ง.

Re: ☆☆☆ คำภีร์เสือภูเขา ☆☆☆

โพสต์ โดย can@klein » 07 ก.พ. 2011, 15:16

จะเข้ามาอ่านเรื่อย ๆ ขอบคุณมากมายค่ะ
ต้วมเตี้ยม เตาะแตะ เดี๋ยวแวะ เดี๋ยวหยุด


Re: ☆☆☆ คำภีร์เสือภูเขา ☆☆☆

โพสต์ โดย อู๊ด-พีระ » 08 ก.พ. 2011, 09:19

แก้ไขล่าสุดโดย อู๊ด-พีระ เมื่อ 10 พ.ค. 2011, 14:37, แก้ไขไปแล้ว 2 ครั้ง.

Re: ☆☆☆ คำภีร์เสือภูเขา ☆☆☆

โพสต์ โดย อู๊ด-พีระ » 08 ก.พ. 2011, 09:34

79.เทคนิคการทำ บันนี่ ฮอป (Bunny Hop)

บันนี่ ฮอป (Bunny Hop)
เป็นเทคนิคการกระโดดให้ล้อทั้งสองลอยอยู่กลางอากาศ เพื่อข้ามสิ่งกีดขวาง เช่น ท่อนไม้หรือก้อนหินเทคนิคนี้ต้องใช้กำลังมาก เเละรักษาสมดุลในการควบคุมจักรยาน

เพื่อน ๆ ลองศึกษาดูและฝึกตามตัวอย่างใน VDO นี้นะครับ..



สำหรับเพื่อน ๆ ที่หมั่นฝึกฝนเทคนิคต่าง ๆ อย่างคล่องแคล่วแล้ว การออกทริปปั่นจักรยานกับกลุ่มเพื่อน ในโอกาสต่อไปจะทำให้การปั่นสนุกสนานยิ่งขึ้นกว่าเดิมแน่นอนครับ ยังไงก็อย่าขี้เกียจซ้อมนะครับ...
แก้ไขล่าสุดโดย อู๊ด-พีระ เมื่อ 08 พ.ค. 2011, 14:21, แก้ไขไปแล้ว 1 ครั้ง.

Re: ☆☆☆ คำภีร์เสือภูเขา ☆☆☆

โพสต์ โดย อู๊ด-พีระ » 09 ก.พ. 2011, 07:27

แก้ไขล่าสุดโดย อู๊ด-พีระ เมื่อ 10 พ.ค. 2011, 14:38, แก้ไขไปแล้ว 2 ครั้ง.



Re: ☆☆☆ คำภีร์เสือภูเขา ☆☆☆

โพสต์ โดย อู๊ด-พีระ » 09 ก.พ. 2011, 10:41

80.เทคนิคการโดดเนินขั้นพื้นฐาน

ทักษะการขี่จักรยานที่หลากหลาย คงไม่แตกต่างจากการเดินทางที่ได้พบปะพูดคุยกับผู้คนมากหน้าหลายตา เรียนรู้กันไปตามครรลองของวัฒนธรรมใจแต่ละท้องถิ่น ภูเขาแต่ละแห่งที่ท่านได้สัมผัสขับผ่านขึ้นลง ตามภูมิประเทศ สร้างโจทย์ท่านนักปั่นเสือภูเขาได้ขบคิดแก้ปัญหา เกือบตลอดเส้นทาง ซึ่งทำให้นักปั่นรู้สึกอ่อนล้าบ้าง หากแต่ว่าเปี่ยมไปด้วยความสุข ในรูปแบบของกีฬา Extreme ซึ่งปัจจุบันนี้มีผู้นิยมค่อนข้างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรูปแบบของจักรยานเสือภูเขาประเภทดาวน์ฮิลล์


ต่อไปนี้เราจะเสนอเทคนิค การโดดเนินขึ้นพื้นฐาน เพื่อใช้เป็นแนวทางในการฝึกฝนบังคับรถคู่กาย ผ่านเส้นทางที่ท้าทายอยู่เบื้องหน้าได้อย่างปลอดภัย แต่เร้าใจตลอดเส้นทาง

การโดดเนิน ก็คือ การใช้ความเร็วของรถพุ่งชน สิ่งกีดขวางที่เป็นรูปทรงลิ่ม ส่งให้รถลอยสู่อากาศชั่วขณะหนึ่ง จากนั้นจึงตกลงมาตามแรงดึงดูดของโลก สำหรับท่านที่เริ่มหัดโดด ขอแนะนำว่าควรจะเริ่มจากเนินที่มีขนาดเล็กเสียก่อน ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัย อีกทั้งยังสร้างความคุ้นเคย ซึ่งจะมีผลทำให้เกิดความมั่นใจ และเกิดทักษะในเบื้องต้น และกล้าที่จะเล่นเนินโดดที่มีขนาดใหญ่ขึ้นต่อไป

ดังนั้น จึงขอแบ่งเทคนิคการโดดเนิน ออกเป็น 6 ขั้นตอน คือ

1. เริ่มต้นจุดสตาร์ทให้มีระยะห่างจากเนิน ให้มีระยะที่ไกลพอที่จะมีแรงส่งให้รถวิ่งชนเนิน แล้วลอยได้

2. เมื่อได้ระยะความห่าง จากจุดสตาร์ทจนถึงเนินเรียบร้อยแล้ว เมื่อปั่นออกจากจุดสตาร์ทมาแล้ว ก่อนถึงเนินประมาณ 2-3 เมตร ให้หยุดนิ่งแล้วย่อตัวเล็กน้อย คุมรถให้นิ่ง (เปิดศอกเล็กน้อย) สายตามองไปที่ปลายเนิน หรือหัวเนิน

3. จากนั้นปล่อยให้รถไหล วิ่งชนเนิน พอรถไต่ถึงปลายเนินหรือหัวเนินให้ท่านดึงหน้า หรือหิ้วหน้ารถเล็กน้อย จะช่วยป้องกันไม่ให้หน้าลง อันอาจทำให้หัวทิ่ม ตีลังกาได้ครับ

4. อย่าลืมว่าในขณะที่อยู่บนรถ ก่อนจะโดดเนินขาบันไดทั้ง 2 ข้าง จะต้องขนานกับพื้นเสมอ โดยใช้เท้าข้างที่ถนัดอยู่ด้านหน้าครับ

5. ท่านจะรู้สึกสนุกเมื่อรถลอยสู่อากาศ ซึ่งตอนลงก็ไม่เป็นปัญหาเพียงแต่ขอให้ท่านคุมแฮนด์ และให้ล้อหน้าตรงเข้าไว้ รับรองว่าการลงสู่พื้นสวยงามแน่นอน ภาษารถเรียกว่า “มุมพอดี...เนียน”

6. สำหรับรถที่มีโช้คหลัง เวลาลงสู่พื้นจะรู้สึกนุ่มนวล สบายมากแต่หากเป็นพวกหางแข็ง (Hard tail) เวลาลงสู่พื้นคงจะกระแทกมาก หากไม่ย่อตัวช่วย ดังนั้นจึงควรย่อตัวเวลารถลงสู่พื้นด้วย ภาษารถเขาเรียกว่า “อุ้มรถ” ช่วย จะทำให้การลงสู่พื้นนุ่มนวลขึ้น

สำหรับเทคนิคการโดดเนินเบื้องต้น ก็มีเพียงเท่านี้ หวังว่าคงจะพอเป็นประโยชน์ให้เพื่อน ๆ ได้เพิ่มดีกรีความระห่ำ ปั่นเจ้าสองล้อคู่กาย ท้าทายอุปสรรคที่อยู่เบื้องหน้า อย่าลืมว่า “ใคร ๆ ก็บินได้” ครับ
แก้ไขล่าสุดโดย อู๊ด-พีระ เมื่อ 08 พ.ค. 2011, 14:23, แก้ไขไปแล้ว 1 ครั้ง.

Re: ☆☆☆ คำภีร์เสือภูเขา ☆☆☆

โพสต์ โดย อู๊ด-พีระ » 11 ก.พ. 2011, 09:26

แก้ไขล่าสุดโดย อู๊ด-พีระ เมื่อ 10 พ.ค. 2011, 14:38, แก้ไขไปแล้ว 2 ครั้ง.

Re: ☆☆☆ คำภีร์เสือภูเขา ☆☆☆

โพสต์ โดย อู๊ด-พีระ » 11 ก.พ. 2011, 13:21

81.เทคนิคการขี่เสือภูเขาฝ่าดงหิน

รูปภาพคาดว่าชาวเสือภูเขาทั้งครอสคันทรี่และดาวน์ฮิลล์คงต้องเคยเจอบริเวณที่เต็มไปด้วยหินก้อนเขื่อง ๆ บ้างระหว่างทางที่พากันไปขี่เล่นหรือแข่งขัน เจ้าหินพวกนี้ฝรั่งเขาเรียกว่า “หินหัวเด็ก” (baby head) นับว่าเป็นคำเปรียบเปรยที่ใช้ได้เลยสำหรับภาพของก้อนหินก้อนใหญ่ ๆ ที่ต้องเคลื่อนที่ผ่านไป ซึ่งขนาดใหญ่พอ ๆ กับหัวเด็กทารก บางคนที่มีทางเลือกเพราะวางเส้นทางเอาไว้อย่างดีแล้วก็จะหลีกเลี่ยงบริเวณเหล่านี้ แต่ก็มีอีกหลายคนที่ไม่หลีกเลี่ยงทั้งที่จงใจและไม่ได้ตั้งใจ อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าคุณจะพบกับมันด้วยความตั้งใจหรือเพราะด้วยความเร็วที่พุ่งมาจนหมดทางเลี่ยง ควรจะรู้วิธีเอาตัวรอดจากมันเอาไว้เพื่อความสนุกสนานยามได้แก้ปัญหา และเพื่อลดอุบัติเหตุจากการล้ม ซึ่งสามารถทำให้บาดเจ็บเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้ไปจนถึงแข้งขาหัก หัวร้างข้างแตก

ถ้าคุณยังไม่เคยพบกับสถานการณ์แบบนี้ เรามีวิธีแก้ปัญหามาฝาก หรือถ้าคุณพบกับมันบ่อย ๆ ระหว่างการสนุกในซิงเกิลแทรก ก็ลองเปรียบเทียบดูว่าวิธีการแก้ปัญหาจะเหมือนกับที่เราเสนอหรือไม่

1. จงสร้างแรงส่งด้วยแรงเฉื่อย

ถ้าเคยควบจักรยานเสือภูเขาฝ่าดงหินมาแล้ว คุณจะรู้ว่าต้องใช้พลังงานมากกับการฝ่ามันไปให้ได้ และจะยิ่งใช้พลังงานมากขึ้นอีกถ้าแรงส่งจากระยะทางก่อนหน้านี้มีน้อยหรือไม่มีเลย เมื่อเข้าใจที่มาแห่งปัญหาแล้วก็ต้องแก้ด้วยวิธีการตรงกันข้าม นั่นคือถ้าทราบว่ามีดงหินอยู่ข้างหน้าก็ต้องสร้างความเร็วให้ได้ระดับหนึ่งก่อนจะฝ่ามันไป พึงระลึกไว้เสมอว่าความเร็วนั้นต้องไม่มากพอจะทำให้ตัวเองตีลังกาข้ามแฮนด์เอาตัวไปฟาดหิน แต่ต้องมากพอที่จะส่งให้รูดล้อผ่านมันไปได้อย่างปลอดภัย ไม่ว่าจะด้วยการออกแรงปั่นมากกว่าปกติหรือด้วยการลื่นไหลลงมาจากที่สูงก็ตาม

การปั่นจักรยานเสือภูเขาระหว่างดงหินนั้นควรใช้ความเร็วไม่มากไปกว่าการวิ่งจ็อกกิ้ง คุณควรเห็นมันได้ในระยะไกลพอสมควร ไกลพอที่จะเร่งความเร็วจนเมื่อถึงบริเวณแล้วความเร็วนั้นกลายเป็นแรงเฉื่อยส่งรถไปได้ พอถึงตรงนั้นจึงเปลี่ยนเป็นเกียร์ต่ำ ตามที่ผู้มีประสบการณ์ได้แนะนำเอาไว้คือควรจะใช้เฟืองหลังประมาณตัวกลาง ๆ กับจานหน้าใบเล็กสุด

การใช้เฟืองหลังใบกลางจะช่วยให้เปลี่ยนเกียร์ได้อย่างรวดเร็วเมื่อสถานการณ์ตรงนั้นเปลี่ยนไป ท่าทางที่เหมาะสมคือนั่งอยู่บนอาน ไม่จำเป็นต้องลุกขึ้นยืนโยกซึ่งจะทำให้เสียหลักพลาดท่าได้ง่ายกว่า ในการนี้รถแบบฟูลซัสฯ จะได้เปรียบกว่าพวกฮาร์ดเทล เพราะมันลดแรงสั่นสะเทือนและเกาะเส้นทางได้ดีกว่า

รูปภาพ รูปภาพ

2. ใช้ทางตรงดีที่สุด

ทิศทางที่ดีที่สุดจะรอดจากตรงนี้คือเส้นตรง คุณต้องหมายตาบริเวณนี้ไว้ก่อนจะมาถึง ต้องมองไกลก่อนจะเข้าพื้นที่ ถ้าขี่เป็นเส้นตรงไม่ได้ก็ควรให้คดเคี้ยวให้น้อยที่สุด ถึงดงหินเมื่อไหร่ให้มองข้างหน้าในระยะอย่างน้อย 10 ฟุตหรือประมาณ 5 เมตร วางแผนเอาไว้ในใจอย่างรวดเร็วก่อนจะปั่นข้ามมันไปตรง ๆ พยายามหลีกเลี่ยงหินก้อนใหญ่มาก ๆ ให้ได้ หลุดไปตรงนั้นเมื่อไหร่มีสิทธิ์จอดหรือไม่ก็จานหน้าพังเอาง่าย ๆ เพราะมันปีนไม่พ้น พยายามฝ่าหินก้อนเล็กเท่าที่หาได้ในเส้นตรงนั้นแล้วปั่นข้ามมันไปอย่างต่อเนื่อง พยายามให้รอบขาปั่นเป็นวงกลมทั้งผลักและยกเหมือนเป็นมอเตอร์ซึ่งเคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลา การพยายามเคลื่อนที่อยู่ตลอดนั้นจะทำให้บางครั้งสามารถผ่านบริเวณที่ยากที่สุดไปได้ด้วยแรงเฉื่อย ในดงหินแบบนี้หยุดเมื่อใดหมายถึงจอดเมื่อนั้น

3. หมอบเข้าไว้ ผ่านได้สะดวก

การวางตำแหน่งของตัวเองนับว่าสำคัญมากในการฝ่าดงหิน สาเหตุที่นักจักรยานเสือภูเขาล้มกันมากในบริเวณนี้เพราะส่วนใหญ่ลืมความสำคัญของจุดศูนย์ถ่วงไป เป็นที่ทราบกันอยู่นานแล้วในกฎของวิทยาศาสตร์ที่ว่าจุดศูนย์ถ่วงของวัตถุนั้นยิ่งต่ำวัตถุนั้นก็ยิ่งล้มยาก คุณจะเลื่อนจุดศูนย์ถ่วงของตัวเองให้ต่ำลงได้ก็ต้องด้วยการพยายามทำตัวให้ต่ำที่สุด ด้วยการโน้มตัวไปข้างหน้ามาก ๆ ขณะเดียวกันก้นยังติดอยู่กับอาน ลดแรงสะเทือนด้วยการงอแขนเล็กน้อย ไม่เกร็งร่างกายท่อนบนปล่อยให้เคลื่อนที่เพื่อรักษาสมดุลได้อย่างอิสระ ให้นึกภาพว่ากำลังบดก้อนหินตรงหน้าให้แหลกด้วยล้อหน้า ไม่จำเป็นต้องเร่งเครื่องหรือลุกขึ้นโยกให้ความเร็วสูงขึ้นเลย ทำอย่างนั้นมีแต่จะล้มลูกเดียว และจะเบี่ยงเบนตัวคุณออกจากแนวตรงที่วางไว้ในใจด้วย

เทคนิคที่จะรอดได้ตรงนี้คือปั่นด้วยรอบขาสม่ำเสมอเกียร์ต่ำพอประมาณ สายตาจับจ้องมองอุปสรรคข้างหน้า อย่ามองล้อ ปล่อยให้ตะเกียบราคาแพงของคุณได้ทำงานเต็มที่สมราคาที่จ่ายเพื่อมัน แล้วจะผ่านตรงนี้ไปได้

4. ขี่จักรยานเสือภูเขาให้เหมือนจูงหมา

ถ้านักจักรยานเสือภูเขาท่านใดเคยเลี้ยงหมาอยู่แล้วพามันไปเดินเที่ยงบ้างเป็นครั้งคราว จะทราบดีว่าบ่อยครั้งที่คุณอยากพามันเดินตรง ๆ แต่เจ้าหมากลับพาเฉไฉออกนอกเส้นทางบ่อย ๆ คุณอาจจะยอมให้มันลากไปทางนั้นทางนี้ได้บ้างแต่ในที่สุดก็ต้องตะล่อมมันกลับมาในแนวทางที่คุณต้องการเหมือนเดิม

การขี่จักรยานเสือภูเขาฝ่าดงหินนี่ก็เหมือนกัน แม้คุณจะพยายามวางแนวขี่ให้ตรงแล้วก็ตาม แต่สภาพของหินแต่ละก้อนก็สามารถบังคับให้ไถลออกนอกเส้นทางนั้นได้ ไม่ต้องตกใจถ้าจะถูกแนวหินบังคับให้เฉไปได้เป็นครั้งคราว ที่สำคัญคือคุณต้องทรงตัวบนอานให้ดีที่สุด โยตัวเพื่อรักษาสมดุลเอาไว้เพื่อให้กลับมารักษาแนวไว้ได้เหมือนเดิม ถ้าต้องไถลออกนอกแนวบ้าง เพราะแนวหินบังคับก็ไม่เป็นไร รักษาสมดุลให้ได้เป็นพอ

5. ต้องเชื่อมั่นในจักรยานเสือภูเขาของคุณ

ถ้าทำได้ทั้งสี่ข้อที่กล่าวมาแล้วรอดตัวไปได้ ตอนนี้ก็มาถึงข้อสุดท้ายแล้วคือคุณต้องเชื่อมันในประสิทธิภาพของจักรยานตัวเอง ข้อนี้ไม่ได้เกี่ยวกับราคาค่างวดหรือวัสดุที่ถูกนำมาสร้างเลย มันเป็นเรื่องของการกะยะยะทางเรขาคณิตล้วน ๆ

ขณะที่คุณกำลังเพลิดเพลินกับการไต่ก้อนหินใหญ่น้อยอย่างเมามันอยู่นั้น อยู่ ๆ ก็ปรากฏว่ามีก้อนหินใหญ่โผล่ขึ้นสายตา มันใหญ่กว่าทุกก้อน ใหญ่จนมองผ่าน ๆ ไม่คิดว่าจะพาตัวเองข้ามไปได้ เมื่อเห็นอย่างนี้แล้วทางเลือกของคุณคืออะไรล่ะ จะยอมลงจากจักรยานแล้วจูงผ่านไป หรือว่าจะหลีกเลี้ยวอ้อมมันไปทางด้านข้าง ทำทั้งหมดสองอย่างนี้มีแต่จะทำลายแรงเฉื่อยที่ส่งมาจากต้นทางทั้งนั้น ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือปั่นข้ามมันไป แต่ด้วยข้อแม้ว่าเจ้าหินหัวเด็กก้อนนั้นต้องไม่สูงเกินกว่าระดับหัวกะโหลกหรือดุมล้อ

ด้วยความสูงเท่านี้ถ้าข้ามไปได้ อย่างไรเสียมันก็ไม่กระแทกกับฟันเฟืองจานหน้าแน่นอน แรงเฉื่อยที่ส่งมาประกอบกับแรงปั่นในช่วงต้น ๆ จะช่วยให้ล้อหน้าหมุนข้ามมันไปได้ อย่าพยายามยกล้อหน้าเพราะจะเสียหลักล้ม ให้พากเพียรปั่นไปก่อนในอันดับแรก ถ้าข้ามไม่ได้จริง ๆ แล้วค่อยหาทางทำอย่างอื่น ทางเลือกหลังจากนี้มีมากมายแม้แต่ต้องลงจากอานเพื่อเข็นถ้าหมดหนทางจริง ๆ

นักจักรยานเสือภูเขาทั้งหลายที่ยังไม่เคยเจอดงหินแบบนี้เราหวังว่าคุณคงพอจะนึกออกว่าจะจัดการยังไงกับมัน ถ้าคุณอ่านก่อนทำแล้ว ปรากฎว่ายังพาตัวเองข้ามมันไปไม่ได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าเราเขียนมั่วหรือว่าคุณเองนั้นไร้ความสามารถเพราะความสามารถนั้นจะเกิดได้จากการทำซ้ำ ๆ เพื่อให้เกิดประสบการณ์ ยิ่งมีประสบการณ์มากเท่าใดคุณก็จะยิ่งเอาตัวรอดได้มากเท่านั้น แล้วความสนุกสนานกับความภูมิใจก็จะตามมา
แก้ไขล่าสุดโดย อู๊ด-พีระ เมื่อ 08 พ.ค. 2011, 14:29, แก้ไขไปแล้ว 1 ครั้ง.


ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: 2 และ บุคคลทั่วไป 0 ท่าน