☆☆☆ คำภีร์เสือภูเขา-เสือหมอบ ฯลฯ ☆☆☆

สอบถามเทคนิคการฝึกซ้อม/สุขภาพ/อาหาร เชิญห้องนี้เลย

Re: ☆☆☆ คำภีร์เสือภูเขา ☆☆☆

โพสต์ โดย อู๊ด-พีระ » 25 ธ.ค. 2010, 08:05

41.ฝึก “ปั่น” จักรยานกันเถอะ

เมื่อคุณได้มีโอกาสเป็นเจ้าของจักรยานเสือภูเขาดีๆซักคัน รับรองได้เลยว่ามากกว่าร้อยละ 90 จะต้องลองขี่กันให้สมใจอยาก …ผลที่ได้หรือ ? สนุกแน่ แต่ระบม…ใช่หรือเปล่าเอ่ย ? บางคนถึงกับเดินขาถ่างเป็นอาทิตย์ก็มีมาแล้ว ใครที่ยังไม่มีประสพการร้ายๆอย่างนั้น และได้มีโอกาสอ่านตำราจักรยาน หรืออย่างน้อยก็ข้อเขียนนี้ ก็ขอให้จำไว้เป็นบทเรียนด้วยค่ะ ว่าในครั้งแรกที่คุณได้มีโอกาสขี่จักรยานที่ได้รับการปรับตำแหน่งในการขี่ที่ถูกต้อง ห้ามใช้เวลาอยู่บนอานจักรยานเกินกว่าครึ่งชม. ไม่มีการยกเว้นแม้แต่คุณจะใส่กางเกงขี่จักรยานโดยเฉพาะก็ตาม เนื่องจากสรีระของทุกคนจะต้องอาศัยเวลาในการปรับตัวให้เข้ากับเบาะและตำแหน่งนั่งบนจักรยาน อย่าเพิ่งตะบี้ตะบันขี่นานๆ นอกจากจะเจ็บตัวแล้ว ยังทำให้เกิดอาการแหยงไม่อยากขี่จักรยานอีก

รูปภาพ

คำแนะนำสำหรับการฝึกปั้นจักรยาน
จักรยานของคุณมีกี่เกียร์ลืมไปก่อนเลย ใช้เกียร์ที่แนะนำให้ไปก่อน อย่าเพิ่งเล่นเกียร์
เวลาขี่ให้หลังตรงอยู่เสมอ แล้วโน้มตัวไปหาแฮนด์ด้วยการใช้สะโพกเป็นจุดหมุน อย่าให้หลังค่อม
ดื่มน้ำทุก 15 นาที น้ำหนึ่งกระติก (เล็ก) ควรจะหมดในเวลาหนึ่งชั่วโมง
เพื่อป้องกันอาการเดินขาถ่าง ถ้าหาวาสลินได้สะดวก ก็จัดการทาให้ทั่วขาหนีบ แล้วค่อยใส่กางเกง
หลังจากการขี่จักรยานทุกครั้งให้รีบอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า กางเกงจักรยานที่เพิ่งใช้ให้ซักทันที อย่าทิ้งข้ามวันข้ามคืน ใช้น้ำยาฆ่าเชื้อโรคซักด้วยก็ดี แล้วตากให้แห้งสนิท(ไม่ควรตากแดด)ก่อนเก็บเสมอ
บทเรียนที่1
ใช้นาฬิกาตั้งเวลาไว้15นาที แล้วก็ขี่จักรยานออกไปเรื่อยๆ ครบ15นาทีตรงไหนก็ขี่กลับเส้นทางเดิม ถ้าไม่แวะไปที่ไหนก็จะใช้เวลาขี่ราวๆครึ่งชั่วโมงพอดี เราจะใช้เวลาบนจักรยานวันละครึ่งชั่วโมงนี้ประมาณ 4-6 วันติดๆกันเลยก็ดี แต่หลังจากหมด 4-6 วันแรกนี้แล้วขอบังคับให้หยุดขี่ เอาโซ่ล่ามจักรยานไว้เลย 1-2 วันเพื่อเป็นการพักร่างกาย
หลักการปั่นจักรยาน
ตามสูตรที่ฝึกต้องซอยขากันเร็ว 80 รอบ/นาที วิธีหัดก็คือขี่จักรยานด้วยเกียร์ต่ำ (ออกแรงขาน้อย แต่จักรยานไม่ค่อยวิ่ง ถ้าจักรยานของคุณมีเลขบอกเกียร์ที่มือสับเกียร์ ก็ลองปรับให้มือสับข้างซ้ายอยู่เลข 2 มือสับข้างขวาอยู่เลข 3) ขี่จักรยานด้วยความเร็วพอสมควร แล้วเริ่มจับเวลา (ด้วยนาฬิกาข้อมือ, มาตรวัดความเร็วที่ติดจักรยาน)
ใช้หัวเข่าขวาเป็นหลัก ทุกครั้งที่เข่าขวาขึ้นมาสุดก็ให้นับ 1 ขึ้นมาสุดอีกครั้งนับ2 ไปเรื่อยๆ จนครบ 15 วินาที นับได้กี่ครั้งก็คูณด้วย 4 จะได้จำนวนครั้งต่อนาทีที่ขาเราปั่นจักรยาน ดูว่าถ้าเกิน 80 ก็ชะลอขาลงหน่อยแล้วก็นับใหม่อีก 15 วินาที หรือน้อยกว่า80ก็ซอยขาปั่นเร็วขึ้นอีกหน่อยแล้วก็นับใหม่อีก 15 วินาที ลองจนกว่าจะนับเข่าขวาขึ้นมาสุดได้ 20 ครั้งใน 15 วินาที(ก็เท่ากับ 80 รอบต่อนาที) ก็ให้ปั่นด้วยความเร็วคงที่ขนาดนั้นไปให้ตลอดโดยไม่มีการเปลี่ยนเกียร์ ถ้าใครไม่มีมาตรวัดความเร็วติดจักรยานก็คอยเช็คด้วยการจับเวลานับหัวเข่าอยู่เรื่อยด้วย เพราะหัดปั่นขาเร็วขนาดนี้สำหรับคนไม่เคยจะบอกกันเป็นเสียงเดียวว่า “เหนื่อยจัง” แล้วก็จะผ่อนความเร็วลงไปเพราะความไม่ชิน(ซึ่งเป็นกันทุกคน โดยเฉพาะช่วงสัปดาห์แรกนี้) แต่เชื่อไหมว่าคนที่ใช้หลักสูตรนี่ เดี๋ยวนี้ปั่นกันเป็นปรกติที่ 85-90 รอบต่อนาทีกันทุกคน โดยไม่มีใครบ่นว่าเหนื่อยหรือเร็วไปซักคนเลย ขอให้ตั้งใจทำความเคยชินกับการซอยขาที่ 80 รอบต่อนาทีนี้ให้ได้นะเพราะสำคัญมาก ซึ่งโดยส่วนใหญ่ถ้าตั้งใจก็จะคุ้นเคยในเวลาแค่ไม่เกินสัปดาห์ ขาเราก็จะเคยชินกลายเป็นความจำโดยอัตโนมัติ คราวนี้แทบไม่ต้องนับหัวเข่ากันเลย
การปฏิบัติบทเรียนที่1
1.เลือกใช้เกียร์ให้ถูกต้อง(มือสับเกียร์ข้างซ้ายเลข2-จานกลาง/มือสับเกียร์ข้างขวาเลข2หรือ3) แล้วก็ใช้เกียร์นั้นไปตลอดโดยไม่มีการเปลี่ยนเกียร์
2.ปั่นขาที่80รอบต่อนาทีให้ตลอดเวลา โดยไม่มีการฟรี หรือ หยุดรถ(ถ้าไม่จำเป็น)จนกว่าจะครบเวลา (ในสัปดาห์แรกนี้ก็คือครึ่งชั่วโมง) หัดปั่นในทางราบ ไม่มีเนินเขา จะได้ไม่ต้องเปลี่ยนเกียร์ สามารถปั่นขาที่ความเร็วคงที่,ออกแรงได้คงที่ ได้ตลอดเวลา ออกไปฝึกปั่นแต่ละครั้งอย่าใช้เวลามากกว่าครึ่งชั่วโมงสำหรับสัปดาห์แรกนี้ ถ้าระบมเดี๋ยวจะฝึกขี่กันได้ไม่ต่อเนื่อง
ให้เวลาในการฝึกช่วงแรกนี้ 4-6 วัน ถ้าสามารถฝึกติดต่อกันได้ทุกวันจะทำให้ร่างกายชินกับจักรยานได้เร็วขึ้น จากนั้นพักการฝึก 1-2 วันโดยไม่มีการขึ้นขี่จักรยานเลย เป็นการจบการฝึกในช่วงแรก
3.สัปดาห์ที่สองใช้เกียร์เดิม ปั่นขาที่ 80 รอบ/นาทีเท่าเดิม แต่เพิ่มเวลาในการขี่เป็นวันละไม่เกิน 1 ชม.(อย่าน้อยกว่า 45 นาที คงจะเจียดเวลาได้) ฝึก 4-6 วันเหมือนเดิม แล้วก็หยุดพัก 1-2 วัน เป็นอันจบบทเรียนที่หนึ่ง
บทเรียนที่2
ผ่านการฝึกมา 2 ยกแล้ว ถึงตอนนี้ร่างกายของแต่ละคนก็ควรจะชินกับท่าทางในการปั่นจักรยานกันแล้ว ระบบการทำงานต่างๆในร่างกายก็ควรจะดีขึ้นด้วย กล้ามเนื้อขาที่ใช้ในการปั่นขาจาน(หรือถีบลูกบันได)ก็ได้รับการโปรแกรมให้ปั่นที่ความเร็วรอบสูงแล้ว คราวนี้เรามาเริ่มออกกำลังกันจริงๆล่ะ ที่ผ่านมาสองสัปดาห์นั่นแค่อุ่นเครื่องเท่านั้นเอง
หัดใช้เกียร์
ผ่านโปรแกรมฝึกแล้วคราวนี้เล่นไม่ยาก เพราะขาเราจะชินกับการปั่นที่ 80 รอบ/นาทีกันแล้ว ก็ยึดรอบขานี้ไว้เป็นหลัก ไม่ว่าเราจะอยู่ที่เกียร์ไหน-ความเร็วเท่าไร ก็ให้รักษารอบการปั่นไว้เท่านี้เสมอ
แล้วจะใช้ยังไงบ้าง? ก็ต้องมาทำความเข้าใจกับการทำงานของอุปกรณ์ติดจักรยานของเรากันก่อน มาดูกันที่มือสับเกียร์ทั้งข้างซ้ายและขวา ตัวเลขน้อยคือเกียร์ที่ใช้กับความเร็วต่ำ(แต่ใช้แรงน้อย) ตัวเลขมากใช้กับความเร็วสูง(แต่ต้องออกแรงมาก) มือสับข้างขวาจะใช้ในการเปลี่ยนแนวโซ่ไปยังเฟืองขนาดต่างๆที่ล้อหลัง เฟืองเล็กคือเกียร์สูง(ตัวเลขมาก-ต้องออกแรงมาก) เฟืองใหญ่คือเกียร์ต่ำ(ตัวเลขน้อย-ออกแรงน้อย) การเปลี่ยนเกียร์ด้วยมือขวานี้จะให้ความเร็วในแต่ละเกียร์ไม่กระโดดต่างกันมาก ซึ่งการเปลี่ยนเกียร์ในการขับขี่โดยทั่วไปแล้วเราจะใช้มือขวานี้เป็นหลัก
มือเกียร์ขวา
เราจะเปลี่ยนเกียร์ด้วยมือขวาตามความเร็วของจักรยาน เช่น จากหยุดอยู่กับที่เริ่มออกตัวก็ควรจะใช้เกียร์1 พอขี่ไปหน่อยเริ่มมีความเร็วก็เปลี่ยนเป็นเกียร์2 เร็วขึ้นอีกก็เปลี่ยนเป็นเกียร์3 ไปเรื่อยๆ เวลาลดความเร็วลงมาก็ให้เปลี่ยนเกียร์ต่ำลงมาด้วยเช่นกัน จนรถหยุดก็จะอยู่ที่เกียร์1 เหมือนตอนเริ่มต้นขี่ แต่เวลาใช้งานจริงๆแล้วเกียร์หนึ่งนี่จะเบามากเกินไป เรามักจะเริ่มออกรถกันที่เกียร์สอง หรือ สาม กันมากกว่า
เรื่องที่ต้องจำตรงนี้คือระบบเกียร์ของจักรยานส่วนใหญ่จะทำงานต่อเมื่อมีการขับโซ่ให้หมุนไปข้างหน้าเท่านั้น เวลาชะลอความเร็วแล้วต้องเปลี่ยนมาเป็นเกียร์ต่ำก็ให้ปั่นบันไดเดินหน้าไปด้วย
มือเกียร์ซ้าย
มือสับเกียร์ข้างซ้ายจะเปลี่ยนแนวโซ่ไปยังจานโซ่ซึ่งมี 3 ขนาด เล็ก-กลาง-ใหญ่ จากขนาดที่ต่างกันมากนี้ทำให้ความเร็วของแต่ละเกียร์ต่างกันมากด้วย การที่จะเลือกใช้จานโซ่ไหนก็ขึ้นอยู่กับสภาพเส้นทางที่เราจะไป เช่น
จานเล็ก(เกียร์หมายเลข 1) ใช้ในทางที่ไปได้ด้วยความเร็วต่ำแต่ต้องการกำลังมากๆ ช่วงขึ้นเขา หรือ ลุยโคลนลึกๆ
จานใบกลาง(เกียร์หมายเลข2) สภาพ ทั่วๆไปเราก็จะใช้ เป็นหลัก
จานใหญ่(เกียร์หมายเลข3) ใช้ช่วงที่ต้องการความเร็วสูง เช่น ตอนลงเขา และสำหรับทางในป่า
ถ้าใครใช้รถยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อ ก็ให้นึกง่ายๆว่าจานเล็กสุดก็คือเกียร์ 4L จานกลางก็คือเกียร์ 4H หรือ Full Time 4WD ส่วนจานใบใหญ่ก็คือเกียร์ 2H นั่นแหละค่ะ ใช้เหมือนกันเลยทีเดียวแหละ
การปฏิบัติบทเรียนที่2
เริ่มด้วยการใช้จานโซ่ขนาดกลาง (มือสับเกียร์ข้างซ้ายชี้เลข2) มือสับข้างขวาชี้เลข2เช่นกัน เราจะใช้แต่เกียร์ที่มือขวาเท่านั้น
มือสับเกียร์ข้างซ้ายปล่อยทิ้งไว้อย่างนั้นไม่ต้องไปยุ่งอะไร
ออกรถปั่นไปจนกว่าขาจะซอยอยู่ที่ 80 รอบ/นาทีหรือมากกว่า แล้วเปลี่ยนเกียร์ที่มือขวาเป็นเกียร์3 รอบขาของเราจะตกลงมาต่ำกว่า 80 รอบต่อนาที เร่งซอยขาจนได้ 80 รอบ/นาทีหรือมากกว่า แล้วเปลี่ยนเป็นเกียร์4 รอบขาจะต่ำกว่า 80 รอบอีกแล้ว เร่งซอยขาจนได้ 80 รอบต่อนาทีหรือมากกว่า แล้วเปลี่ยนเป็นเกียร์5 พยายามซอยขาขึ้นมาที่ 80 รอบ/นาทีอีก แล้วคงความเร็วขนาดนั้นไว้ซักพัก ถึงตรงนี้คุณจะมีทางเลือก 3 ทาง
1. คุณยังมีแรงเหลือเฟือแล้วก็อยากไปเร็วขึ้นอีก ก็เปลี่ยนเป็นเกียร์สูงขึ้นได้เรื่อยๆ
2. คุณอยากปั่นด้วยความเร็วขนาดนี้แหละ ก็รักษารอบขาไว้ประมาณนี้
3. คุณรู้สึกเหนื่อยและต้องออกแรงที่ขามาก ก็ให้ลดเกียร์ต่ำลงมาหนึ่งเกียร์ และพยายามคงรอบขาไว้แถวๆ 80 รอบ/นาที
ใช้วิธีซอยขาให้ได้ประมาณ 80-90 รอบ/นาทีนี้ แล้วถามความรู้สึกของขาคุณเองว่าเกียร์ที่ใช้อยู่นั้นหนักไป(ใช้เกียร์สูงไป) หรือ เบาไป(ใช้เกียร์ต่ำไป) แล้วก็เปลี่ยนเกียร์ขึ้นหรือลงทีละ 1 เกียร์ให้พอดีกับแรงขา
ดื่มน้ำทุก 10-15 นาที พอ1/2 ชม.ก็จอดพักซักหน่อย แล้วก็เริ่มปั่นกลับบ้าน
การฝึกในช่วงสัปดาห์ที่3นี้ พยายามใช้เวลาให้ได้ 60-90 นาที/วัน ครบ 4-6 วันแล้วก็อย่าลืมพักเต็มๆอีกวันก่อนการฝึกในช่วงที่4ด้วย ฝึกความชำนาญในการเปลี่ยนเกียร์ด้วยมือขวานี้ให้คล่องในทุกๆเกียร์
คำแนะนำสำหรับการหัดใช้เกียร์
มือสับเกียร์ข้างซ้ายอย่าเพิ่งไปเล่น ใช้สมาธิกับการใช้เกียร์ที่มือขวาก็พอแล้ว
พยายามใช้ให้หมดทุกเกียร์(มือขวา) จับความสัมพันธ์ของเกียร์กับความเร็วในแต่ละเกียร์ และกับแรงที่ต้องใช้
รักษารอบขาให้อยู่ในช่วง 80-90 รอบ/นาทีตลอดการฝึก
จะเลือกใช้เกียร์ไหนก็ให้ถามขาของคุณเอง ว่าเบาไป หรือ หนักไป
เวลาเปลี่ยนเกียร์ทุกครั้งให้ผ่อนแรงถีบบันไดลง แต่อย่าหยุดปั่น จะทำให้การเปลี่ยนเกียร์นุ่มนวลขึ้น
อย่าเพิ่งขึ้นเขา รอให้ฝึกสำเร็จก่อนค่ะ
บทเรียนที่3
เรามาลองใช้มือสับเกียร์ข้างซ้ายกันบ้าง ขาของแต่ละคนก็น่าจะมีแรงพอจะปั่นด้วยจานโซ่ใบใหญ่สุดได้สบายๆ ช่วงนี้เราจะค่อนข้างฟรีสไตล์ ขอให้คุณๆทำความรู้จักกับจักรยานเสือภูเขาของคุณให้ได้มากที่สุด เวลาในการขี่ในแต่ละวันไม่จำกัด ขออย่าน้อยกว่า 90 นาทีเป็นใช้ได้
การปฏิบัติบทเรียนที่3
ปั่นจักรยานด้วยความเร็วพอสมควรในเกียร์ 3 หรือ 4 แล้วใช้มือซ้ายเปลี่ยนเกียร์จาก 2 ไป 3 ผ่อนแรงถีบบันไดเล็กน้อย สังเกตดูรอบขาด้วยนะคะว่าตกมาเยอะแค่ไหน ลองซอยขาขึ้นไปที่ 80-90 รอบ/นาทีลองเปลี่ยนเกียร์ที่มือขวาให้สูงขึ้นเรื่อยๆ ออกแรงปั่นเยอะหน่อย ดูว่าที่เกียร์สูงสุดนั้นคุณจะยังปั่นขาที่ 80 รอบ/นาทีได้มัย ?
ถ้าได้-นานแค่ไหน ? ก่อนจะหมดแรง ลองเปลี่ยนเป็นเกียร์ต่ำดูบ้าง เปลี่ยนเกียร์ไปที่เลข1 ทั้งสองข้าง ชะลอความเร็วลงมาจนเกือบหยุด ลองปั่นขาดู ลองเกียร์ให้ครบทุกตำแหน่งว่ารู้สึกอะไรบ้าง การเปลี่ยนเกียร์ยาก-ง่ายแค่ไหน? การออกแรงขาเป็นอย่างไร? เลี่ยงภูเขา ดื่มน้ำ พักผ่อน เหมือนที่เคยฝึกกันมา
เมื่อจบช่วงที่สี่นี้ก็เท่ากับว่าคุณๆทั้งหลายได้ปูพื้นฐานที่ดีสำหรับการเป็นนักเล่นจักรยานเสือภูเขาอย่างเต็มตัวแล้วนะคะ คุณๆจะมีทักษะและกำลังขาในการปั่นจักรยานไปไหนๆได้สบาย ใครที่ติดมาตรวัดระยะทางไว้ด้วยก็ลองดูซิคะว่าคุณใช้ระยะทางไปทั้งหมดเท่าไหร่ในการปูพื้นฐานให้ขาของคุณ และหลายๆคนที่ฝึกแบบเต็มที่ส่วนใหญ่จะได้ระยะทางมากกว่า 1,000กม. ในเวลาแค่เดือนเดียว! อย่าลืมว่าการฝึกขั้นพื้นฐานเป็นเรื่องสำคัญมากในการก้าวขึ้นไปสู่ขั้นที่สูงขึ้น อย่างใครที่เคยเรียนเทนนิสอย่างถูกต้องก็คงจำได้นะคะว่าต้องรำไม้เปล่าๆกันอยู่ตั้งหลายนานกว่าจะได้ลงตีลูกจริงๆ หรืออย่างนักกอล์ฟก็ต้องหมั่นซ้อมวงสวิงกันอยู่ตลอด เพราะพื้นฐานที่ถูกต้องเหล่านี้แหละที่จะนำเราไปสู่การพัฒนาระดับฝีมือที่สูงขึ้นค่ะ แต่ละอาทิตย์ถ้าไม่มีเวลาที่จะขี่จักรยานกันได้ทุกวัน ก็ขอให้ใช้วันหยุดของคุณไปในการปั่นจักรยานไกลๆ (มากกว่า 60กม.) ซักวัน เพื่อรักษาสภาพความพร้อมของร่างกายไว้ให้ได้มากที่สุด

ทำไมต้องซอยขาที่ 80 รตน.หรือมากกว่า ? เหตุผลมีหลายอย่างค่ะ
1.เพราะต้องการให้หัวเข่าปลอดภัยจากอาการบาดเจ็บ อย่าลืมว่าต้องปรับตำแหน่งและความสูงของเบาะให้ถูกต้องด้วยนะคะ เพราะถ้าหากปรับเบาะไม่ถูกต้องแล้ว การซอยขาเร็วก็ช่วยอะไรไม่ได้มากนัก การปั่นซอยขาได้เร็วเป็นตัวชี้ว่าขาเราออกแรงไม่มากจนเกินไป แรงกดที่กระทำต่อกระดูกหัวเข่าชิ้นต่างๆจึงไม่มากนักด้วย การสึกหรอก็น้อยตาม และจากการตั้งตำแหน่งเบาะที่ถูกต้องกับรอบขาที่สูงโดยที่แรงกดไม่มากนี้จะทำให้ชิ้นส่วนต่างๆของหัวเข่าได้ขัดถูกันอย่างดี การเคลื่อนไหวของหัวเข่าก็จะราบลื่นตามไปด้วย
2.ลดหรือเลี่ยงอาการบาดเจ็บ หรืออาการอักเสบของกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นของขา จากเหตุที่ว่าขาเราไม่ต้องออกแรงมากไงคะ กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นทั้งหลายก็พลอยสบายไปด้วย ผลพลอยได้จากการที่กล้ามเนื้อไม่ต้องออกแรงเค้นมาก และการซอยขาที่สม่ำเสมอไม่มีการกระแทกกระทั้นเหมือนกีฬาอย่างอื่น ทำให้กล้ามเนื้อขาของนักจักรยานที่ฝึกตามสูตรนี้มีรูปทรงที่สวย ไม่ปูดโปนอย่างนักฟุตบอลหรือนักวิ่งแน่นอนค่ะ(สาวๆทั้งหลายสบายใจได้)
3.มาจากห้องวิจัยด้านกีฬา(ของฝรั่ง)ว่า การซอยขาปั่นจักรยานที่ 80-90 รตน.นี้เป็นช่วงที่เราได้ประสิทธิภาพโดยรวมจากร่างกามากที่สุด คือได้กำลังจากขามากแต่ขณะเดียวกันก็ใช้พลังงานจากกล้ามเนื้อน้อย และการขจัดกรดแลคติคที่เป็นของเสียจากการออกกำลังของกล้ามเนื้อก็มีอัตราที่สูง พูดง่ายๆว่าถ้าให้ใครซักคนทานอาหารที่ปริมาณเท่าๆกันแล้วปั่นจักรยาน การใช้รอบขา 80-90 รตน.นี้จะไปได้ไกลที่สุดก่อนจะหมดแรงหรือล้าจนปั่นไม่ไหว เมื่อเทียบกับการที่ใช้รอบขามากหรือน้อยกว่า
4.มาจากห้องแล็บ คือว่าการปั่นขาที่ 80-90 รตน.นี้จะสามารถเร่งความเร็วขาขึ้นไปที่รอบสูงได้ดีกว่าการปั่นขาที่รอบต่ำกว่านี้ และสามารถส่งต่อเกียร์ที่สูงขึ้นได้ดีกว่า พูดง่ายๆว่าเร่งแซงได้เร็วขึ้นกว่าการปั่นขาที่รอบต่ำ ถ้าเทียบเป็นรถยนต์ก็ลองดูสิคะว่าจากความเร็ว 60 กม./ชม.ขึ้นไปที่ความเร็ว 100 กม./ชม.นั้น ถ้าใช้เกียร์สี่จะกินเวลาเท่าไหร่? แล้วลองใช้เกียร์สามที่ต้องใช้รอบสูงขึ้นจะใช้เวลาน้อยลงแค่ไหน พอจะเห็นภาพกันหรือเปล่าคะ?
5.เป็นการถนอมระบบขับเคลื่อนของจักรยานคันเก่งของเราให้ทนขึ้น ซึ่งก็คล้ายกับเหตุผลข้อแรกนั่นแหละค่ะแต่มาประยุกต์ใช้กับจักรยานแทน แค่ห้าข้อนี่ก็น่าจะจูงใจให้มาหัด “ซอยยิกๆ” กันบ้างแล้วนะคะ
ทำไมต้องดื่มน้ำเยอะ?กีฬาจักรยานเป็นกีฬาที่มีอะไรแปลกๆหลายอย่าง คือเรื่องดื่มน้ำนี่แหละ คนที่ขี่จักรยานส่วนใหญ่ถ้าแดดไม่ร้อน หรือขี่อยู่แค่ใกล้ๆก็จะไม่ค่อยนึกถึงเรื่องกระหายน้ำกัน เหตุก็เพราะขณะที่เราขี่จักรยานฝ่าอากาศไปนั้น ลมที่มาปะทะตัวเราจะพาเหงื่อให้ระเหยไปอย่างรวดเร็ว เราจึงไม่รู้สึกร้อน แล้วก็พลอยไม่กระหายน้ำไปด้วย ไม่เหมือนกีฬาอย่างอื่นที่เล่นอยู่กับที่และการเคลื่อนที่ผ่านอากาศก็ไม่ต่อเนื่องเช่น เทนนิส บาสเกตบอล ฯลฯ ที่พอหยุดเคลื่อนไหวแล้วจะรู้สึกร้อนวูบขึ้นมาทันที ก็เลยต้องหาน้ำดื่มคลายร้อนกันโดยอัตโนมัติ แต่อย่าลืมว่าขณะที่เราออกแรงปั่นจักรยาน ร่างกายก็ต้องเกิดความร้อนขึ้นเช่นกัน แล้วความร้อนนี้ก็ถูกควบคุมโดยน้ำในร่างกายที่ออกมาเป็นเหงื่อ เราจึงต้องทดแทนน้ำส่วนที่เป็นเหงื่อนี้ด้วยการดื่มน้ำเพิ่มเข้าไปเช่นกัน ไม่เช่นนั้นหากเสียน้ำในรูปของเหงื่อหรือปัสสาวะมากเกินไปก็จะเกิดอันตรายได้ ดังนั้นจึงควรฝึกดื่มน้ำในขณะขี่จักรยานให้เยอะๆไว้จนเป็นนิสัยค่ะ
ทำไมต้องมีวันหยุดพัก,ฝึกปั่นทุกวันไม่ได้หรือ? ก็มีหลายเหตุผลอีกแหละค่ะ หนึ่งคือเพื่อเป็นการปรับร่างกายให้เคยชินกับการฝึก จากการทดลองของฝรั่งเค้าพบว่า ถ้าตะบี้ตะบันฝึกทุกวันแล้ว อัตราการก้าวหน้าในการปรับตัวของร่างกายจะไม่ค่อยดี สู้ฝึกๆหยุดๆไม่ได้ ซึ่งจากการทดลองก็เลยพบเหตุที่สองคือสภาพที่เรียกว่า “โอเวอร์เทรนนิ่ง” (Overstraining) คือ อาการโทรมจากการฝึกซ้อมมากเกินไปสภาพนี้จะทำให้ประสิทธิภาพของร่างกายตกต่ำลงอีกต่างหาก และอาจเกิดอันตรายด้วยหากยังดันทุรังฝึกหนักต่อไป ไว้จะมาแจงรายละเอียดกันเมื่อมีโอกาสหรืออาจต้องขอความรู้จากนักวิชาการตัวจริงให้มาช่วยวิสัชนากันหน่อย
ทำไมต้องให้รีบซักชุดที่ขี่จักรยาน? เหตุผลก็คือไม่ให้เป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคไงคะ เพราะทั้งเหงื่อ ทั้งฝุ่น ทั้งขี้ไคล ขี้โคลน ฯลฯ จะทำให้ชุดเก่งของคุณๆเป็นแหล่งอาหารอันสมบูรณ์ของแบคทีเรียทั้งหลาย ไม่เชื่อก็ลองทิ้งไว้ไม่ซักสิคะ ไม่เกิน3วันเท่านั้นแหละ…เป็นศพ..เอ๊ย!..กลิ่นตลบ คราวนี้ถ้าซักไม่สะอาดจริงชุดของคุณโดยเฉพาะเป้ากางเกงก็จะเป็นบ้านอันแสนสุขของเหล่าแบคทีเรีย เวลาปั่นจักรยานครั้งต่อไปเมื่อขาหนีบของคุณเสียดสีกัน ไม่ต้องถึงกับเป็นแผลหรอกค่ะ แค่เป็นรอยถลอกบางๆเท่านั้นแหละ เจ้าแบคทีเรียทั้งหลายก็จะเข้าไปยังชั้นใต้ผิวหนังของคุณ แล้วก็ขยายตัวก่อให้เกิดอาการอักเสบ-ระบมขึ้นไง
ผมเล่นจักรยานมานานแล้ว จำเป็นที่จะต้องมาเริ่มโปรแกรมปั่นพื้นฐานของมือใหม่นี้ด้วยหรือเปล่า?
โปรแกรมนี้มีจุดประสงค์ที่จะปูพื้นฐานที่ถูกต้องให้กับผู้ที่รักจะเล่นจักรยาน(ทุกชนิด)ในแบบที่ถูกต้อง ก็ลองถามตัวคุณเองดูนะคะว่าคุณได้เริ่มต้นเล่นจักรยานมาอย่างถูกต้องหรือเปล่า? โดยการดูว่า 1) ร่างกายของคุณปรับตัวเข้ากับจักรยานได้ดีหรือไม่? 2) ในการขี่จักรยานโดยปรกติคุณใช้รอบขาสูง 80-90 รตน.หรือไม่? 3) คุณใช้เกียร์ได้คล่องและถูกต้องหรือไม่? ถ้าคุณตอบ “ไม่ ” ตั้งแต่หนึ่งข้อขึ้นไปแล้วคุณอยากจะเล่นจักรยานให้ได้ดีไม่มีการบาดเจ็บจากการออกกำลัง ก็คิดว่าคุ้มค่าที่คุณจะมาเริ่มฝึกใหม่ตามโปรแกรม
ขณะฝึกตามโปรแกรม จะหยุดพักได้บ่อยแค่ไหน? หยุดพักได้เมื่อคุณขี่ได้ครึ่งหนึ่งของเวลาที่คุณตั้งใจจะขี่ค่ะ อย่างเช่นถ้าคุณอยู่ในช่วงแรกของบทเรียนที่หนึ่ง คุณก็จะหยุดพักได้เมื่อขี่ไปแล้ว 15 นาที แต่ในขณะที่ปั่นอยู่ใน15นาทีนั้น อย่าหยุดปั่นขาบ่อยหรือไม่ควรหยุดปั่นขาเลย (ยกเว้นในจุดที่ต้องชะลอความเร็ว เช่น ตามทางแยก หรือ ต้องเหล่หนุ่ม-เหล่สาว ฯลฯ) เพราะการซอยขาตลอดเวลาจะทำให้กล้ามเนื้อขาของเรา “จำ” การซอยขาที่ 80 รตน.นี้ได้เร็วขึ้น และทำให้ระบบการหายใจ, การเผาผลาญอาหาร ฯลฯ ของร่างกายทำงานได้คงที่ด้วยซึ่งจะเป็นผลดีต่อร่างกายของเราเองค่ะ แต่ทุกอย่างย่อมมีข้อยกเว้นเสมอ ดังนั้น จงหยุดพักได้บ่อยเท่าที่คุณอยากจะพักนั่นแหละค่ะ ไม่มีใครจะรู้ดีไปกว่าตัวคุณเองหรอก
แก้ไขล่าสุดโดย อู๊ด-พีระ เมื่อ 07 พ.ค. 2011, 15:37, แก้ไขไปแล้ว 1 ครั้ง.

Re: ☆☆☆ คำภีร์เสือภูเขา ☆☆☆

โพสต์ โดย อู๊ด-พีระ » 25 ธ.ค. 2010, 08:07

แก้ไขล่าสุดโดย อู๊ด-พีระ เมื่อ 10 พ.ค. 2011, 14:57, แก้ไขไปแล้ว 2 ครั้ง.


Re: ☆☆☆ คำภีร์เสือภูเขา ☆☆☆

โพสต์ โดย Ton TWS » 26 ธ.ค. 2010, 00:20

ได้ข้อมูลความรู้มากเลยครับ ขอบคุณครับ

Re: ☆☆☆ คำภีร์เสือภูเขา ☆☆☆

โพสต์ โดย อู๊ด-พีระ » 26 ธ.ค. 2010, 09:49

42.รักโลก จงอย่าปล่อยให้ยางในจักรยานทำลายโลก

รูปภาพ จักรยานเป็น พาหนะสีเขียว ด้วยความหมายคือมันไม่ก่อมลพิษ ถ้าเราขี่จักรยานได้แค่อาทิตย์ละ 35 ก.ม.
แทนที่จะขับรถกันก็จะลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึงปีละครึ่งตัน
แต่ความจริงที่น่าอึดอัดคือ ในปี 2007 นั้นมีจักรยานใหม่ออกสู่ตลาดประมาณ 130 คันทั่วโลก
และแน่นอนว่ามันต้องใช้ยางในเป็นสองเท่าของตัวเองคือ 260 ล้านเส้น
เอาแค่ครึ่งเดียวที่แบนแล้วถูกเจ้าของโยนทิ้งก็จะมีขยะยางในโลกเพิ่มขึ้นอีกเกือบแสนตัน
มีหลายวิธีที่จะนำเอายางเก่ากลับมาใช้ใหม่
ง่ายที่สุดคือเอายางเก่าโยนให้สถานที่แปลงสภาพกลับมาใช้ใหม่ใกล้บ้าน(ถ้ามี)
แต่วิธีง่ายที่สุดสำหรับเราซึ่งไม่เหมือนอเมริกาที่มีศูนย์รีไซเคิลนั่นคือ
การปะยางซึ่งไม่จำเป็นต้องทำระหว่างกำลังขี่จักรยานเมื่อยางแตก

รูปภาพ

วิธีง่ายๆ คือคุณควรเอายางใหม่ไปเผื่อไว้หากคิดว่า ยางอาจจะแตก
แต่ที่แน่ๆ คือต้องมีกาวปะยางมีกระดาษทรายและแผ่นปะที่หาซื้อได้ทั่วไปในร้านจักรยาน
เมื่อมีทั้งหมดแล้วก็กระทำตามขึ้นตอนดังต่อไปนี้

หารูรั่วให้เจอ ถ้าไม่เจอด้วยตาเปล่าให้สูบยางให้พองเต็มที่แล้วเอามาแนบแก้ม
ค่อยๆ หมุนหารูรั่วไปจนกว่าจะรู้สึกได้ถึงลมรั่วพุ่งปะทะแก้มหรือใบหู ถ้าดูด้วยตาเปล่าหลังจากสูบลมแล้ว
ไม่เจอก็ให้เอายางแช่น้ำทีละนิด เลื่อนไปเรื่อยๆ จนครบวง เมื่อจุ่มน้ำแล้วพบรูรั่วก็เอายางนั้นขึ้นมาเช็ด
หมายตรงรูนั้นไว้ด้วยปากกามาร์คเกอร์ แล้วขัดบริเวณรั่วนั้นด้วยกระดาษทรายให้บางพอประมาณแต่ต้องเรียบและแห้ง
ทากาวบางๆ ที่บริเวณรั่วซึ่งจะต้องใหญ่กว่าแผ่นปะ ต้องทาด้วยความระมัดระวัง ปล่อยให้กาวแห้งจนมันหนืด
นำแผ่นปะมากดในบริเวณทากาว ค่อยๆ กดไล่ไปจนทั่วแผ่นแล้วกดไว้ครู่หนึ่งจนรู้สึกว่าแผ่นปะนั้นติดแน่น
คลำยางนอกหาของมีคมที่ติดฝัง ถ้าเจอให้ดึงออกก่อนเพราะถ้าทิ้งไว้อาจทิ่มยางที่ปะแล้วทะลุต้องงัดออกมาปะซ้ำ
ประกอบยางในเข้ากับล้อแล้วสูบยางด้วยความดันลมเหมาะสมตามปกติ
การปะยางเก่าไว้ใช้เป็นยางสำรองจะช่วยให้คุณประหยัดและที่แน่ๆ คือไม่เพิ่มขยะทำลายสิ่งแวดล้อม
เพียงเท่านี้คุณก็มีส่วนช่วยลดโลกร้อนได้แล้วด้วยวิธีง่ายๆ

ข้อมูลจาก: SPORTS STREET / 141 มีนาคม 2553
แก้ไขล่าสุดโดย อู๊ด-พีระ เมื่อ 11 พ.ค. 2011, 17:39, แก้ไขไปแล้ว 2 ครั้ง.

Re: ☆☆☆ คำภีร์เสือภูเขา ☆☆☆

โพสต์ โดย อู๊ด-พีระ » 26 ธ.ค. 2010, 09:50

แก้ไขล่าสุดโดย อู๊ด-พีระ เมื่อ 10 พ.ค. 2011, 14:58, แก้ไขไปแล้ว 2 ครั้ง.

Re: ☆☆☆ คำภีร์เสือภูเขา ☆☆☆

โพสต์ โดย อู๊ด-พีระ » 26 ธ.ค. 2010, 09:51

43.การเตรียมตัวออกทริปท่องเที่ยวด้วยจักรยาน

รูปภาพ

1. จักรยานไม่ว่าจะใหม่หรือเก่าก่อนออกไปใช้ ควรตรวจตราดูความเรียบร้อยของรถเสมอนะครับ
เช่น เบรกอยู่ในตำแหน่งของมันหรือเปล่า ยางอ่อนไปไหมอุปกรณ์บนตัวรถยังทำงานได้เป็นปกติไหม
พูดง่ายๆก็คือรถต้องพร้อมสมบูรณ์ทุกอย่างนั่นเอง

2. อุปกรณ์ประกอบเมื่อซื้อมาแล้วอย่านำไปวางไว้เฉยๆ ควรนำมาใช้ด้วยไม่ว่าจะเป็นไฟหน้าหลัง
กระดิ่ง หรือพวกเครื่องป้องกันร่างกายเรา เช่น ถุงมือถุงแขน แว่นตา เพราะไม่ว่าทางจะใกล้หรือไกล
มักเกิดอันตรายที่ไม่คาดคิดได้เสมอโดยเฉพาะหมวกกันน๊อคควรสวมใส่ให้เป็นนิสัย

3. ติดตั้งไฟหน้าด้วยสีขาวปรับให้ได้ระดับสายตาของรถคันหน้าแล้วเปิดให้กระพริบตลอดเวลา
ส่วนไฟหลังติดตั้งไฟหลังสีแดงเปิดให้กระพริบตลอดเวลาเช่นกันสำหรับเวลากลางคืน

4. ควรเตรียมอุปกรณ์ปฐมพยาบาลเบื้องต้นและยาสามัญทั่วติดตัวกันไปบ้างเพราะอุบัติเหตุกับ
นักจักรยานมักเลี่ยงกันไม่ค่อยพ้นเช่น ยาใส่แผลสด น้ำยาฆ่าเชื้อ ผ้าก๊อต พลาสเตอร์
ครีมหรือยาแก้เคล็ดขัดยอกยาแก้ไข้ หรือพวกครีมกันแดด เป็นต้น

5. เมื่อรถเราพร้อมสำหรับการที่จะออกทริปแล้วเราก็ควรจะมีการวางแผนในการออกทริป
แต่ละทริปด้วยถ้าเรามีการวางแผนที่ดีศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับเส้นทางหรือสภาพทางที่เราจะต้องขี่รถไป หรือสถานที่ที่เราจะไปเที่ยวไปพักให้พอมีข้อมูลอยู่บ้างถึงแม้จะไม่สมบูรณ์ 100 % ก็ตาม
ตรงนี้ก็จะช่วยเราได้มากเพราะการวางแผนการเดินทางสำหรับจักรยานนั้นมีความสำคัญมาก
ไม่เหมือนกับการเดินทางด้วยรถยนต์ที่เราสามารถเร่งเวลาหรือควบคุมเวลาได้หรือจะเดินทาง
ในเวลากลางคืนก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับรถยนต์ส่วนการเดินทางด้วยจักรยานนั้นหากมีสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
ผิดพลาดระหว่างการเดินทางแล้วจะทำให้เสียเวลาเป็นอย่างมากไม่ว่าจะเป็นการหลงทาง
ยางแตก อุบัติเหตุเล็กๆน้อยๆ หรือรถมีปัญหาดังนั้นควรมีการวางแผนไว้บ้างน่าจะเป็นผลดีต่อการเดินทาง

6. สิ่งของหรืออุปกรณ์ที่จะนำไประหว่างการออกทริปตรงนี้ต้องบอกว่าแล้วแต่ลักษณะการออกทริปของเราว่าเป็นแบบใด เช่นจะใช้เวลาออกทริปกี่วัน จะพักกันแบบไหน พักโรงแรมรีสอร์ทหรือไปกันแบบนกขมิ้นค่ำไหนก็กางเต็นท์กันที่นั่นเมื่อได้รูปแบบการออกทริปแล้วจึงจะมาจัดเตรียมข้าวของเครื่องใช้ รวมทั้งอุปกรณ์ต่างๆแต่ที่ต้องไม่ลืมเลยก็คือชุดเครื่องมือในการซ่อมแซมจักรยานของเราและ อุปกรณ์ปะเปลี่ยนยาง สูบลมแบบติดรถ ยางในสำรองซึ่งตรงนี้ชาวเสือทั้งหลายคงมีติดรถกันอยู่แล้ว แต่หากต้องเดินทางไกลกันจริงๆไปกันหลายวัน หรือสภาพเส้นทางทุระกันดารกว่าปกติเราอาจต้องเพิ่ม เครื่องมือบางอย่างติดรถไปด้วย เช่นตัวตัดต่อโซ่พร้อมสลักหรือข้อต่อสำรอง เครื่องมือถอดและ ขันชุดกระโหลก เป็นต้นส่วนข้าวของเครื่องใช้อย่างอื่นๆ ที่ผู้เขียนมักนำติดตัวไปด้วยเสมอก็เช่น
ไฟฉายไฟแช็ค ( ถึงแม้เราจะไม่สูบบุหรี่ก็ตาม ) มีดพกขนาดเล็ก เชือก ผ้าสักผืนสองผืนน้ำมันหล่อลื่นโซ่ ส่วนใครใคร่จะนำอะไรติดตัวมากไปกว่าที่กล่าวมานี้ก็สุดแล้วแต่ตวามจำเป็นก็แล้วกันครับ
แต่ขอแนะนำสักนิดครับว่าเราเดินทางด้วยจักรยานไม่ใช่รถยนต์น้ำหนักที่เราแบกไปนั้น
ควรจะน้อยที่สุดเอาเฉพาะของที่จำเป็นไปเท่านั้นเพื่อที่เราจะได้ไม่อ่อนล้ากับการแบกน้ำหนักเกินความจำเป็นครับ

7. สำหรับการขี่ออกทริปเป็นหมู่คณะนั้นก็มีข้อดีคือเราสามารถแชร์เรื่องสัมภาระกันได้
โดยที่เราไม่ต้องแบกเครื่องไม้เครื่องมืออยู่เพียงคนเดียวหรือเครื่องมือเครื่องใช้บางอย่างก็สามารถใช้ร่วมกันได้
เช่นพวกเต็นท์ ยางอะไหล่เครื่องมือซ่อมรถทั่วๆไปและการออกทริปเป็นกลุ่มนั้นหากเป็นสมาชิก
ที่รู้ใจกันก็จะทำให้การเดินทางท่องเที่ยวด้วยจักรยานนั้นเป็นไปด้วยความสนุกสนานมากยิ่งขึ้น

การเดินทางท่องเที่ยวด้วยจักรยานนั้นหากเราเดินทางใกล้ๆประเภทไปเช้าเย็นกลับ
หรืออาจต้องมีการค้างแรมแต่มีความสะดวกสบายพอสมควรหาของกินของใช้ได้ง่าย
บางครั้งการสะพายเป้หลังเพียงใบเดียวเอาอุปกรณ์ข้าวของเพียงไม่กี่อย่างติดตัวไปก็พอเพียงแล้วสำหรับ การออกทริปแต่ละทริปแต่สำหรับนักปั่นที่พิศสมัยการเดินทางด้วยจักรยานอย่างจริงจังและยาวนานประเภทที่ว่าขี่ในสไตล์ทัวร์ริ่งเป็นอาชีพการเตรียมตัวอย่างที่กล่าวมาข้างต้นนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับนักปั่นประเภทนี้และการเลือกใช้รถจักรยานก็มีความจำเป็นที่ต้องเลือกประเภทที่เอื้ออำนวยต่อการทัวร์ริ่งเช่นกันเช่นตัวรถต้องมีขนาดพอเหมาะไม่เล็กหรือบอบบางจนเกินไปเพราะเราคง
หลีกเลี่ยงการบรรทุกสัมภาระไม่ได้สำหรับคนที่หันมาท่องเที่ยวด้วยจักรยานอาจจะบรรทุกมากบ้าง
น้อยบ้างแล้วแต่ทริป ซึ่งตัวรถเองก็คงต้องมีการดัดแปลงปรับท่วงท่าหรืออาจติดตะแกรงเข้าไปเพื่อการนี้จักรยานบางคันจึงมองดูเหมือนรถบรรทุกขนาดย่อมๆนี่เอง

นอกเหนือจากการจัดเตรียมข้าวของเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆรวมถึงจักรยานคู่ใจของเราแล้ว
สิ่งสำคัญที่สุดก็คือตัวนักปั่นนั่นเองคงต้องยอมรับกันก่อนว่าการขี่จักรยานนั้นเป็นอะไรที่ไม่ได้
สะดวกสบายอย่างที่หลายๆคนเข้าใจทั้งตากแดด ตากลม บางครั้งตากฝน บางครั้งหนาวเสียจน
แทบอยากจะทิ้งจักรยานมันมีทั้งความเหน็ดเหนื่อย ความอ่อนล้า อันตราย จากรถที่ขับขี่ผ่านเราไปสารพัด แต่ในเมื่อรู้ทั้งรู้และยังมีความต้องการที่จะขี่จักรยานท่องเที่ยวเพื่อที่จะออกทริปได้อย่างสนุก
การเตรียมตัวหรือทำให้ตัวเองแข็งแรงมีความฟิตอยู่เสมอจึงเป็นสิ่งที่นักปั่นทั้งหลายพึงกระทำ
เพราะถ้าเราไม่มีแรงปั่นลูกบันไดแล้วสิ่งที่เราจัดเตรียมมาทั้งหมดก็ถือว่าไม่มีความหมายอันใดพาล
ทำให้เที่ยวไม่สนุกอีกต่างหากแต่ถ้าเราแข็งแรงมีแรงปั่นลูกบันไดได้เป็นวันๆสิ่งที่เราได้จากการขี่จักรยานท่องเที่ยวจะเป็นประสบการณ์ที่ดีที่ไม่รู้ลืมเลยทีเดียวอีกทั้งยังมีความภูมิใจในตัวเองอีกด้วย
บางคนเมื่อมีโอกาสได้ท่องเที่ยวด้วยจักรยานแล้วถึงกับทำให้ไม่อยากขับรถยนต์เที่ยวอีกเลย
เพราะโลกทัศน์ มุมมองต่อสิ่งต่างๆนั้นมองจากมุมของจักรยานแล้วมันจะสวยงามกว่าสัมผัสได้มากกว่าเข้าถึงได้มากกว่า

ในต่างประเทศนิยมแบ่งจัดระดับความยาก-ง่ายของเส้นทางดังนี้

Level 1 A ระยะทางการขี่ 40 - 48 กิโลเมตรต่อวันบนเส้นทางเรียบ
Level 1 B ระยะทางการขี่ 40-48 กิโลเมตรต่อวัน บนเส้นทางเรียบผสมเนินเตี้ย
Level 2 ระยะทางการขี่ 48 - 72 กิโลเมตรต่อวัน บนเส้นทางเนินเตี้ยและเนินชัน
Level 3 ระยะทางการขี่ 72 – 120.5 กิโลเมตรต่อวัน บนสภาพเส้นทางผสมและเป็นเนินสูง
หรือ

New Rider ระยะทางการขี่ 40 - 48 กิโลเมตรต่อวันบนเส้นทางเรียบ
Middle Rider ระยะทางการขี่ 48 - 72 กิโลเมตรต่อวันบนเส้นเรียบผสมทางเนินเตี้ยและเนินชัน
Pro Rider ระยะทางการขี่ 72 – 120.5 กิโลเมตรต่อวัน บนสภาพเส้นทางผสม และเป็นเนินสูง

ขอบคุณ http://touringcorner.blogspot.com/2009/ ... -post.html
แก้ไขล่าสุดโดย อู๊ด-พีระ เมื่อ 13 พ.ค. 2011, 14:10, แก้ไขไปแล้ว 2 ครั้ง.

Re: ☆☆☆ คำภีร์เสือภูเขา ☆☆☆

โพสต์ โดย อู๊ด-พีระ » 26 ธ.ค. 2010, 09:52

แก้ไขล่าสุดโดย อู๊ด-พีระ เมื่อ 10 พ.ค. 2011, 14:58, แก้ไขไปแล้ว 2 ครั้ง.

Re: ☆☆☆ คำภีร์เสือภูเขา ☆☆☆

โพสต์ โดย อู๊ด-พีระ » 26 ธ.ค. 2010, 09:54

44.ก่อนที่จะซื้อ จักรยานเสือภูเขา เสือหมอบ

ก่อนการตัดสินใจซื้อจักรยานเสือภูเขา สักคัน หรือแม้แต่เสือหมอบเองที่ช่วงนี้กระแสเริ่มมาแรงอีกครั้ง ด้วยการออกแบบของแต่ละค่ายที่ดูน่าสนใจ สีสันโดนๆ และโครงสร้างที่แข็งแรง แต่ก็นั่นแหละครับ ของดีๆมาพร้อมกับราคาที่สูง ก็ถือว่าเป็นอะไรที่คุ้มกัน ดังงนั้นก่อนที่จะตัดสินใจซื้อมันมาไว้สักคัน กำลังทรัพถือว่าสำคัญ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นอยากให้คิดด้วยว่าเราจะซื้อไปทำอะไร แข่ง หรือเพื่อออกกำลังกาย แต่ถ้าแค่ออกกำลังกาย การเลือกซื้อสักคันนึง คงไม่ต้องราคาสูงมากก็ได้นะครับ อย่างที่บอกแต่ละคัน ราคาไม่ได้น้อยๆเลย เพราะฉนนั้น เลิกกังวลกับอะไหล่ที่ได้มากับรถเลย ผมเองก็ถือว่านั่นแหละของเดิมๆ ที่ยังงัยก็ดีแน่นอน

รูปภาพ

แต่ถ้าซื้อไปเพื่อแข่งขัน นั่นก็แปลว่าระยะยาวต้องมีการเปลี่ยนอะไหล่กันแน่นอน เผลอๆ เหลือแต่เฟรมที่ใช้ได้ 555 ที่เหลือ ประกอบเอง นั่นอาจจะเป็นการเสียเวลาไปอีก ซึ่งถ้าจะซื้อโดยการสั่งประกอบตั้งแต่แรก คุณก็จะได้ส่วนต่างๆที่ได้ดังใจไปเลยละครับ แต่ก็ต้องสู้ราคาไหวด้วยนะครับ อะไหล่แยก แพงกว่าที่มากะรถแล้วซะอีก

อีกปัญหานึงที่พบได้บ่อยมาก หลายๆคนเวลาซื้อจักรยานเสือภูเขา หรือเสือหมอบ ลืมดูขนาด หรือที่เรียกว่า ไซด์ของจักรยานนั่นเอง บางคนซื้อไปแล้ว พอปั่นไปนานๆรู้สึกว่าแทนที่จะได้กำลังการดีๆ แต่ต้องกลับมานอนปวดตัวปวดหลังไปทั่ว นั่นแหละปัญหานี้เกิดมาจาก ขนาดของจักรยานคู่ใจคันนั้นเอง ง่ายๆครับเวลาจะเลือกซื้อจักรยาน อันดับแรกต้องดูขนาดที่เหมาะสมกับเรา นั่นก็คือส่วนสูงของตัวเอาเองครับ เช่นเราสูง 160 cm เราก็เอา ส่วนสูง มาหารด้วย 10 ผลที่ได้ก็จะออกมาเป็นขนาดของจักรยาน นั่นก็คือ ขนาด 16 นิ้วนั่นเองครับ หากเป็นเศษ ก็ + - 1 ไปครับถือว่าใช้ได้ แต่เตือนว่าถ้าไม่มีขนาดที่เหมาะกับตัวเอง อย่าพยายามฝืนซื้อไปเลยครับ ทางที่ดีรอให้มีของก่อนดีกว่า ไม่งั้นการตั้งใจที่อยากกำลังกายของคุณ มันจะไม่เป็นดังหวังได้นะครับ

รูปภาพ
แก้ไขล่าสุดโดย อู๊ด-พีระ เมื่อ 14 พ.ค. 2011, 14:30, แก้ไขไปแล้ว 1 ครั้ง.

Re: ☆☆☆ คำภีร์เสือภูเขา ☆☆☆

โพสต์ โดย อู๊ด-พีระ » 26 ธ.ค. 2010, 09:55

แก้ไขล่าสุดโดย อู๊ด-พีระ เมื่อ 10 พ.ค. 2011, 14:59, แก้ไขไปแล้ว 2 ครั้ง.

Re: ☆☆☆ คำภีร์เสือภูเขา ☆☆☆

โพสต์ โดย อู๊ด-พีระ » 26 ธ.ค. 2010, 09:56

45.การปั่นเสือหมอบ ในลักษณะเกาะกลุ่มเป็นเส้นตรง

การปั่นเสือหมอบหรือเสือภูเขาในลักษณะเกาะกลุ่มเป็นเส้นตรง
หรือที่เรียกว่าpacelineนั้น เป็นลักษณะของการปั่นเข้ากลุ่ม
ที่ให้ประโยชน์แก่สมาชิกทุกๆคน เพราะการปั่นในลักษณะนี้จะช่วยให้
คนที่ปั่นตามลดแรงปะทะของลม ทำให้ประหยัดพลังงานเฉลี่ยถึง 26-27%
เลยทีเดียว ทำให้สามารถประหยัดพลังงาน และเดินทางได้ระยะทางไกล
กว่าการปั่นเพียงลำพัง อย่างไรก็ตามการปั่นในลักษณะนี้มีความจำเป็นที่จะต้อง
ศึกษาและเรียนรู้ถึงหลักการพื้นฐานเพื่อความปลอดภัยของสมาชิกและของทั้งกลุ่ม

รูปภาพ

...การขี่ในลักษณะpacelines ไม่ใช่เรื่องยากนัก เช่น นักปั่น 5 คน
ได้แก่ E D C B และ A ขี่เรียงกันมา โดยA นำหน้าขบวน เมื่อAเลิกเป็นคนนำ
ก็จะหลบออกทางด้านซ้าย ลดความเร็วลงแล้วไปต่อหลัง E ปล่อยให้ Bขึ้นมาเป็นผู้นำ
จากนั้นเมื่อBเลิกเป็นผู้นำ ก็จะหลบออกทางด้านซ้าย ลดความเร็วลงไปต่อท้ายขบวน
คือ ไปต่อท้าย A ดังแผนภูมิ

E - D - C - B - A ------> A หลบออกข้างไปต่อหลังE
A - E - D - C - B ------> B หลบออกข้างไปต่อหลังA
B - A - E - D - C ------>

รูปภาพ

สรุปก็คือต่างพึ่งพา หมุนเวียนผลัดเปลี่ยนกันไป

http://www.snbike.com/forum/view.php?na ... edge&id=67
แก้ไขล่าสุดโดย อู๊ด-พีระ เมื่อ 29 พ.ค. 2011, 09:54, แก้ไขไปแล้ว 1 ครั้ง.

Re: ☆☆☆ คำภีร์เสือภูเขา ☆☆☆

โพสต์ โดย อู๊ด-พีระ » 26 ธ.ค. 2010, 09:57

แก้ไขล่าสุดโดย อู๊ด-พีระ เมื่อ 10 พ.ค. 2011, 14:59, แก้ไขไปแล้ว 2 ครั้ง.

Re: ☆☆☆ คำภีร์เสือภูเขา ☆☆☆

โพสต์ โดย อู๊ด-พีระ » 27 ธ.ค. 2010, 08:26

46.วิธีเลือกซื้อจักรยานเสือหมอบ

วิธีเลือกซื้อจักรยานเสือหมอบ
1. ต้องถามตัวเองก่อนว่า จะซื้อจักรยานเสือหมอบไปเพื่ออะไร เพื่อขี่ให้ได้สุขภาพดี เพื่อเป็นพื้นฐานของกีฬาอื่น ๆ เพื่อมุ่งมั่นจะเป็นนักกีฬา เพื่อลงแข่งขัน เพื่อความมัน ความสนุก เพื่อแก้เครียด เพื่อความเท่ หรือตามเพื่อน ๆ
2. ถ้าตอบในข้อแรก ได้ก็โอเค ชอบแบบไหน ชอบทางออฟโรด ชอบทางเรียบ ชอบขึ้นเขา ชอบทางราบ ชอบถนนในเมือง ชอบถนนในหมู่บ้าน

ถ้าชอบถนนในเมืองหรือในหมู่บ้าน ก็ไม่ต้องลงทุนมาก รถจ่ายตลาดก็พอ ถ้าชอบทางออฟโรด แบบที่พวกเราชอบกันอยู่ ก็เลือก เมาเท่นไบค์ ชอบทางเรียบก็เลือก โรดไบค์

3. เวลาและความมุ่งมั่น แน่นอน ต้องเจียดเวลามาให้กับจักรยาน บางส่วนก็ต้องเบียดเบียนมาจากเวลาอื่น ๆ เราสามารถจัดการได้และทำใจได้ไหม ถ้าได้ ก็อยู่ที่ความมุ่งมั่น หรือ Commitment เพราะถ้าจะให้ได้ประโยชน์เต็มที่ ต้องอาศัย Strong Commitment และให้เวลาอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3-4 วัน วันละประมาณ 1 ชั่วโมง
4. งบประมาณ เรื่องใหญ่มาก ถ้าเลือกซื้อให้ถูกวิธี รถราคาระดับหมื่น ก็ใช้งานได้ทนทาน และดีไม่แพ้รถราคาระดับแสน โดยเฉพาะถ้าเพิ่งเริ่ม จะไม่เห็นความแตกต่าง จนเมื่อกำลังและทักษะ พัฒนาสูงขึ้น ถึงจะแยกแยะออก อย่างน้อยควรมีประมาณหมื่นต้น ๆ ราคารถใกล้ ๆ หมื่น ปัจจุบันราคาลดลงมามากแล้ว เมื่อก่อนรถอย่างเดียวก็ต้องเริ่มต้นที่หมื่นสาม

รูปภาพ

ที่เหลือเป็น หมวกประมาณ พันต้น ๆ ต่ำกว่าไม่แนะนำ เพราะไม่ผ่านมาตรฐานความปลอดภัย และน้ำหนักมากทำให้ปวดหัว กางเกงและถุงมือ อีกประมาณพันครึ่ง ถึงเกือบสองพัน แล้วแต่รสนิยม กางเกงจำเป็นเพราะมีแผ่นชามัวร์หรือใยสังเคราะห์รองป้องกันการกระแทกเสียดสี ถุงมือเอาไว้กันกระแทกกับแฮนด์ ถ้าพลาดล้มขึ้นมาก็จะป้องกันมือจากการบาดเจ็บ หรือช่วยผ่อนหนักเป็นเบาได้ เสื้อยังไม่จำเป็น ใช้เสื้อยืดไปก่อนได้

ทั้งสี่ข้อเป็นคำถามให้ถามใจตัวเอง ต่อไปเป็นความเหมาะสมของแต่ละท่าน ว่าสมควรจะใช้รถแบบไหนดี ลองอ่านเกี่ยวกับประเภทรถดูแล้วตัดสินใจเอาเองนะว่าแบบไหนเหมาะที่สุด

เทรคคอร์ปอเรชั่น (TREK Corporation) ซึ่งเปรียบเสมือนโตโยต้าของจักรยาน เพราะผลิตจักรยานตั้งแต่สำหรับเด็กเล็ก ๆ ไปจนถึง Madone จักรยานเสือหมอบซึ่งออกแบบในอุโมงลม ให้แลนซ์ อาร์มสตรอง ปั่นจนเป็นแชมป์ ตูร์ เดอ ฟรอง ถึง 6 สมัยซ้อน ได้ระบุไว้ในเวปไซท์ ( http://www.trekbikes.com ) ของเขา โดยแบ่งรถจักรยานเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ 5 กลุ่ม คือ
1. Road สำหรับทางเรียบ Mountain สำหรับออฟโรด
2. City & Bike Path สำหรับใช้ในเมือง ในหมู่บ้าน หรือในบ้านเมืองที่มีเลนจักรยาน
3. Special Bikes รถที่ออกแบบ สำหรับความต้องการพิเศษ
4. Kids & BMX จักรยานสำหรับเด็ก ๆ
5. WSD Woman Specific Design รถจักรยานที่ออกแบบสำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะ.....

ที่มา: http://www.100ways.in.th/board/index.ph ... readid=950
แก้ไขล่าสุดโดย อู๊ด-พีระ เมื่อ 29 พ.ค. 2011, 18:50, แก้ไขไปแล้ว 1 ครั้ง.

Re: ☆☆☆ คำภีร์เสือภูเขา ☆☆☆

โพสต์ โดย อู๊ด-พีระ » 27 ธ.ค. 2010, 08:26

แก้ไขล่าสุดโดย อู๊ด-พีระ เมื่อ 10 พ.ค. 2011, 15:00, แก้ไขไปแล้ว 2 ครั้ง.

Re: ☆☆☆ คำภีร์เสือภูเขา ☆☆☆

โพสต์ โดย อู๊ด-พีระ » 27 ธ.ค. 2010, 08:27

47.การแข่งขันจักรยานทางไกลตูร์เดอฟรองซ์

รูปภาพตูร์เดอฟรองซ์ (ฝรั่งเศส: Tour de France หมายถึง การท่องฝรั่งเศส) หรือบางครั้งเรียกว่า ลากรองด์บูกล์ (La Grande Boucle) และ เลอตูร์ (Le Tour) เป็นการแข่งขันจักรยานทางไกลรอบประเทศฝรั่งเศส ซึ่งจัดขึ้นเป็นเวลา 3 สัปดาห์ในช่วงเดือนกรกฎาคมของทุกปี เริ่มจัดขึ้นตั้งแต่ ค.ศ. 1903 จนถึงปัจจุบัน (เว้นการจัดแข่งขันในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่งและสอง)
รูปภาพ

ตูร์เดอฟรองซ์ เป็นการแข่งขันจักรยานที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในโลก เป็นการแข่งขันจักรยานทางไกลหนึ่งในสามรายการใหญ่ ที่จัดการแข่งขันในยุโรป รวมเรียกว่า แกรนด์ทัวร์ โดยอีกสองรายการคือ

*จีโรดีตาเลีย (Giro d''Italia) จัดในอิตาลี ช่วงเดือนพฤษภาคม-ต้นมิถุนายน
*วูเอลตาอาเอสปันญา (Vuelta a España) จัดในสเปน ช่วงเดือนกันยายน
การแข่งขันครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1903 เกิดขึ้นเนื่องจากการท้าทายกันทางหน้าหนังสือพิมพ์ฝรั่งเศสชื่อ โลโต้ (L''Auto) มีนักแข่งเข้าร่วมจำนวนถึง 60 คน แต่สามารถเข้าเส้นชัยได้เพียง 21 คน ซึ่งกิตติศัพท์ของความยากลำบากในการแข่งขัน ทำให้การแข่งขันนี้เป็นที่สนใจ และมีผู้ชมการแข่งขันช่วงสุดท้ายในกรุงปารีส ตามสองฟากถนนระหว่างทางราว 100,000 คน และกลายเป็นประเพณี ที่การแข่งขันทุกครั้งจะไปสิ้นสุดที่ประตูชัย จตุรัสเดอเลตวล ปารีส

ในปี ค.ศ. 1910 เริ่มมีการจัดเส้นทางแข่งขันเข้าไปในเขตเทือกเขาแอลป์ ปัจจุบันเส้นทางการแข่งขันจะผ่านทั้งเทือกเขาแอลป์ ทางตะวันออก และเทือกเขาพีเรนีสทางใต้ของฝรั่งเศส

การแข่งขันตูร์เดอฟรองซ์จะแบ่งเป็นช่วง (stage) เพื่อเก็บคะแนนสะสม ผู้ชนะในแต่ละช่วงจะได้รับเสื้อ (jersey) เพื่อสวมใส่ในวันต่อไป โดยมีสีเฉพาะสำหรับผู้ชนะในแต่ละประเภท คือ

รูปภาพ
สีเหลือง (maillot jaune - yellow jersey) สำหรับผู้มีคะแนนรวมสูงสุด

รูปภาพ
สีเขียว (maillot vert - green jersey) สำหรับผู้ชนะในแต่ละสเตจ

รูปภาพ
สีขาวลายจุดสีแดง (maillot à pois rouges - polka dot jersey) สำหรับผู้ชนะในเขตภูเขา ซึ่งมีชื่อเรียกเฉพาะว่า จ้าวภูเขา King of the Mountains

รูปภาพ
สีขาว (maillot blanc - white jersey) สำหรับผู้มีคะแนนรวมสูงสุด ที่อายุต่ำกว่า 25 ปี

รูปภาพ
สีรุ้ง (maillot arc-en-ciel - rainbow jersey) สำหรับผู้ชนะการแข่งขันจักรยานชิงแชมป์โลก (World Cycling Championship) ซึ่งมีกฏว่าจะต้องใส่เสื้อนี้เมื่อแข่งขันในประเภทเดียวกับที่ผู้แข่งนั้นเป็นแชมป์โลกอยู่

รูปภาพ
เสื้อแบบพิเศษ สำหรับผู้มีคะแน


http://snbike.com/forum/view.php?name=k ... edge&id=57
แก้ไขล่าสุดโดย อู๊ด-พีระ เมื่อ 02 มิ.ย. 2011, 19:12, แก้ไขไปแล้ว 1 ครั้ง.


ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: 10 และ บุคคลทั่วไป 0 ท่าน