เรื่องเบาะๆ ตอน เบาะรีวิว ภาคสาม Selle Anatomica, Tune, Charge, WTB

ถ้าเป็นรถหรืออุปกรณ์ที่ออกแบบมาเป็นของ"รถพับ" โดยเฉพาะ เชิญเข้าห้องนี้ครับ

เรื่องเบาะๆ ตอน เบาะรีวิว ภาคสาม Selle Anatomica, Tune, Charge, WTB

โพสต์ โดย rain_mx2 » 23 ก.ย. 2013, 00:23

ขอขี้นกระทู้ใหม่ เป็นภาคสามนะครับ

ตามอ่านเรื่องเบาะๆ ภาคแรก เรื่อง Sit Bone การทำ เบาะ Fitting Brooks, Specialized, Fizik, San Marco, Selle Royale ได้ที่ viewtopic.php?f=63&t=789947

เรื่องเบาะๆ ภาคสอง Selle Italia, Selle SMP, Prologo ตามอ่านได้ที่ viewtopic.php?f=63&t=795490

วันนี้มาคุยกันเรื่องเบาะหนังล้วนๆกันบ้างครับหลังจาก รีวิว Brooks ไปตั้งแต่กระทู้แรก เบาะที่จะมาพูดวันนี้คือเบาะ Selle Anatomica ครับ ผมรู้จักเจ้า Selle Anatomica ครั้งแรกนานแล้วครับ พอดีไปเจอเข้าตอนอ่านรีวิว Brooks แล้วมีคนเทียบ Brooks กับ Selle Anatomica ที่สนใจตอนนั้นก็คือคนที่รีวิวนี่ปรกติใช้ Brooks อยู่ แต่พอได้ลอง Selle Anatomica (ขอเรียกว่า SAA นะครับ สั้นหน่อย) แล้วมีการย้ายค่ายครับ ก็เลยจำได้ติดเลยทีเดียวว่ามันน่าจะต้องมีดีบ้างละน่า แต่ตอนที่เห็นตอนแรกนั้นผมเห็นว่าหน้าตามันคล้ายๆเบาะรุ่น Imperial ของ Brooks ก็เลยไม่ใด้สนใจเท่าใหร่ครับ

ตอนที่ผมช้อปปิ้งเบาะรอบแรกนี่ ตอนนั้นต้องการอะไรที่แทน Brooks B17 ได้แต่เบากว่าแยะพอควรครับ SAA ไม่ค่อยตอบโจทย์เรื่องเบาผมเท่าไหร่ ก็เลยไม่ใด้ลองค้นคว้าต่อ แต่ตอนที่ผมอ่านเรื่องของ SMP มีหลายคนให้ความเห็นว่า SAA นี่มีหลักการออกแบบเบาะอยู่สองสามอย่างที่คล้าย SMP ครับ เลยกลับมาอ่านใหม่ว่าที่มันคล้ายมันคล้ายตรงใหนบ้าง แต่เดี๋ยวเกริ่นประวัตินิดนะครับ มีอะไรที่น่าสนใจพอสมควร

Selle Anamotica จริงๆเป็นบริษัทอเมริกาครับ แม้ว่าจะตั้งชื่อฟังเหมือนกับเป็น Italy ก็ตาม คนก่อตั้งบริษัทเป็นวิศวกรชื่อ Tom Milton คุณ Tom นี่ตอนแรกแกก็ขี่จักรยานปรกติเหมือนเราๆท่านๆนี่ละครับ แต่ว่าเนื่องจากว่ามีภรรยาเป็นหมอ ก็คงปรับทุกข์กันเรื่องความไม่สบายของเบาะนั่งนี่ละครับ คุณ Tom นี่เป็นผู้ใช้ Brooks มาก่อน แต่ก็คงเห็นข้อเสียหลายอย่างก็เลย ทำการผ่าตัด Brooks เองโดยทำออกแบบแนว Cut Out ของตัวเองครับ แต่แทนที่จะออกแบบ Cut Out ให้มันหลบ อวัยวะส่วนอ่อนนุ่มอย่างเดียว คุณ Tom แกก็ปรีกษาภรรยาและออกแบบ Cut Out ให้มันแบ่งเบาะเป็นสองซีก และยังทำให้ทั้งสองซีก สามารถเคลื่อนใหวได้เป็น อิสระจากกัน (คุณ Tom ตอนนี้แกเสียไปแล้วนะครับ หัวใจวายขณะกำลังแข่ง Century อยู่ บริษัทก็ซวนเซไปพักใหญ่ ตอนนี้น้องสาวกับ ภรรยาเป็นคนช่วยทำบริษัทต่อครับ)

การทำแบบนี้มันมีหลักการอยู่ครับ ถ้ายังจำกันได้จากการริวิว เบาะ SMP ว่าเวลาคนเรานั่งเรามีการเปลี่ยนน้ำหนักกันตามมุมของสะโพกของเราครับ มารื้อฟื้นความจำกันนิดครับ ด้วยรูปข้างล่างนี้จะเห็นว่า ถ้าเรายิ่งเอียงตัว มุมของน้ำหนักที่ลงกับ กระดูกส่วนรับน้ำหนักก็จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆครับ

pelvic_angle.jpg


แต่ว่าอย่าลืมว่าเราดูรูปนีในมุมของการนั่งนิ่งๆอยู่ครับ ลองนีกภาพตอนกำลังปั่นครับ บางทีเราเปลี่ยนเกียร์ให้รถเร็วขี้น หรือขี้นสะพานขี้นเขา เราบางครั้งจำเป็นต้องเอียงตัวไปข้างหน้าเพิ่มขี้นเพื่อเพิ่มน้ำหนัก ซึ่งโดยปรกติเราจะทำกันเป็นอัตโนมัตินะครับ ทีนี้ในจังหวะที่เราทำเนื่องจากกลไกของจักรยานมันต้องมีการสลับขาซ้ายขวา มุมสะโพกของเรามันก็จะเอียงสลับไปมาตามจังหวะครับ ซี่งถ้าเป็นเบาะปรกติที่ไม่สามารถให้ตัวได้ เราก็ต้องใช้การปรับตัวเข้ากับเบาะแทน แต่จากมุมของ SAA เขาทำให้เบาะซ้ายขวาปรับตามผู้ใช้งานได้ ก็เลยตามหลักการน่าจะดีกว่าครับ ลองดู Video ของ SAA ครับ น่าจะเข้าใจง่ายยิ่งขี้น วีดีโอนี่เข้าเรียกว่า Butt Cam นะครับ หรือ เอากล้องจ่อก้นกันเลยนั่นเอง



ในวีดีโอนี่แบ่งเป็นสามตอนนะครับ ตอนแรกถ่ายตอนกำลังขี้นเขา เราจะเห็นการเคลื่อนของกระดูกจุดลงน้ำหนักตามจังหวะการซอยขากันได้ชัดพอสมควรครับ ส่วนตอนที่สองจะเป็นการถ่ายให้เห็นตอนที่ขี่ถนนที่ขรุขระให้เห็นการให้ตัวของเฟรม (ผมว่าตอนนี้ผมดูไม่ค่อยจะออกครับ แต่เห็นมุมลงน้ำหนักชัดกว่า ตอนแรก) ส่วนตอนสุดท้ายนี่ เป็นวีดิโอที่ทาง SAA บอกว่าคนแต่ละคนลงน้ำหนักไม่เท่ากันเป็นธรรมชาติในแต่ละข้าง โดยในคลิปนี่คนขี่ลงข้างซ้ายมากกว่าครับ โดยบอกว่าเนื่องจากเบาะแยกเคลื่อนใหวได้ซ้ายขวา ดังนั้นต่อให้คนนี้ลงน้ำหนักไม่สมดุล ร่างกายอีกข้างก็จะไม่มีผลกระทบทำให้ไม่รู้สีกเจ็บหรือชาไปพร้อมๆกัน สิ่งที่น่่าสนใจเรื่องซ้ายขวานี่ก็คือหลักการปรับเบาะของ Selle Anatomica มีการปรับเบาะเอียงซ้ายเอียงขวาเพื่อปรับสมดุลของการใช้งานด้วยนะครับ เอาไว้ผมจะมาเล่าให้ฟังอีกทีละกัน เพราะน่าจะใช้กับเบาะธรรมดาได้ด้วย

สรุบคือ SAA นี่ใช้หลักการด้านกายวิภาคของคนเรา ที่ร่างกายจะลงน้ำหนักไม่เหมือนกันในมุมการขี่ต่างๆกัน เหมือนๆกับที่เป็นแนวทางการออกแบบของ SMP ครับ แต่คิดลึกมากกว่าอีกชั้นหนึ่งก็คือ มองในมุมระหว่างการเคลื่อนใหวด้วย คุณ Tom แกคิดรูปแบบ Cut Out แบบนี้ได้ก็ดีใจครับ เอาการตัด Cut Out แบบนี้ไปจดสิทธิบัตรไว้ด้วยเรียบร้อย และหลังจากนั้นก็เริ่มทำเบาะของตัวเองแทนที่จะเอาเบาะ Brooks มาตัดครับ (SAA ยังมีการเสนอ ทางเลือกให้ลูกค้าที่ชอบใช้ เบาะ Brooks แต่อยากได้ Cut Out แบบนี้ว่าสามารถส่งเบาะมาให้ทำการผ่าตัดให้ก็ได้นะครับ แต่ค่าผ่าตัดนี่เพิ่มอีกไม่เท่าใหร่ก็ซื้อเบาะ SAA ได้แล้วครับ)

มีเกร็ดที่น่าสนใจนิดหน่อยครับว่าหลังจาก SAA เอาเบาะของตัวเองออกสู่ตลาดแล้ว Brooks ก็ได้กลับไปเอา เบาะ Brooks แบบ Imperials ที่เป็นรุ่นเก่าแก่ซึ่งตอนแรกเลิกทำไปแล้วมาออกใหม่ครับ คนรีวิวบางเจ้า ก็บอกว่าเป็นการตอบสนองด้านการตลาดกับ SAA อันนี้ก็ไม่ทราบว่าจริงเท็จประการใดครับ แต่ที่น่าสนใจก็คือถ้าเราเอา Imperial มาเทียบกับ SAA จะเห็นได้ชัดว่า Cutout ต่างกันครับ Cutout ของ SAA จะคล้ายๆ SMP ก็คือลากยาวตั้งแต่ข้างหลังมาจนถีงข้างหน้าจมูกเบาะเลยครับ และก็มีมุมเว้าพิเศษที่ทำให้มันมีการให้ตัวแยกกันได้ดีกว่า ตัวบนขวาคือ SAA นะครับ

saa_vs_brooks_imperial2.jpg


ไอ้เจ้าร่องนี้ก็ไม่ได้มีข้อดีไปเสียทั้งหมดนะครับ ถ้าสังเกตจากวีดีโอจะเห็นว่าในคนแรก ตัวขอบหนังมันเข้ามาใกล้กันมากซึ่งอาจจะทำให้ เกิดอาการเจ็บขึ้นมาได้ครับ ทางแก้มีสองทางก็คือปรับให้หนังมันตีงขี้นจากจุดปรับที่หัว หรือให้ตัวแทนจำหน่ายเบาะทำการแต่งเบาะให้ขอบมันบางลงครับ

ข้อดีข้อที่สองที่ก็ยังเหมือนกับ SMP ก็คือ SAA ให้ขาเบาะยาวพิเศษครับทำให้สามารถปรับมุมเดินหน้าถอยหลังเบาะได้ง่ายกว่าเบาะปรกติ SAA ให้รางเบาะมายาวถีง 100 mm เลยทีเดียวครับ ซี่งมากกว่าเบาะธรรมดาถีง 3 cm.

ตัววัสดุทำเบาะของ SAA เป็นหนังนะครับ แต่มีสองแบบให้เลือก แบบแรก SAA เรียกว่า Watershed ครับ คือง่ายๆว่าเป็นหนังเคลือบสารกันน้ำ เป็นชั้นบางๆเคลือบผิวเบาะอยู่ ลักษณะการทำงานก็ต้องบอกว่าเป็นรุ่นน้ำไม่เกาะครับ สามารถขี่ลุยฝนได้สบายๆ แต่ถ้าจะจอดรถตากฝนไว้นานๆ นี่ SAA ก็ไม่แนะนำเหมือนกันครับ บอกว่าหนังก็คือหนัง ความชื้นยังไงก็ซึมเข้าได้ ใต้เบาะของ SAA จะมีการเคลือบ ลามิเนตครับ ซึ่งทำหน้าที่เพิ่มโครงสร้างให้กับตัวเบาะ และอนุญาติให้เบาะสามารถให้ตัวได้พอดี และก็ยังกันน้ำจากด้านล่างได้อีกด้วย เจ้าการเคลือบชั้น Laminate นี่ก็เป็นจุดแข็งของ SAA อีกอย่างครับ เพราะมันทำให้ SAA เป็นเบาะหนังที่ไม่ต้องการ Break In มาก โดยเฉพาะรุ่นหนัง Watershed นี่ ถีงกับนั่งปุ้ปสบายกันเลยทีเดียวครับ ข้อเสียของเจ้า Watershed นี่อาจจะมีอย่างเดียวครับ คืออาจจะทำให้เบาะเสียทรงได้เร็วกว่า ทำให้ต้องมาปรับความตีงที่ตัวปรับหัวเบาะ บ่อยกว่าครับ รูปนี้เป็น เบาะรุ่น Titanico watershed ครับ สีกราไฟต์

saa_watershed_graphite.jpg


นอกจากหนังแบบ Watershed แล้ว SAA ยังมีหนังอีกแบบนะครับ เรียกว่า TruLeather ซี่งจริงๆก็คือหนังจริงๆเลยแต่ผ่านกรรมวิธีพิเศษครับ ทำให้ได้เบาะที่ Break In ได้เร็วกว่าเบาะหนังแบบอื่นๆ SAA เคลมว่า Break In ในระดับเดือนเดียวครับ ข้อดีก็คือ มีความทนทานต่อแรงดีงแยะกว่าทำให้เบาะไม่เสียทรงช้ากว่าแบบ Watershed ครับ เจ้า Truleather นี่ก็มี ชั้นลามิเนตนะครับ โครงของเบาะจะถูกยึดด้วยเฟรมคล้ายของ Brooks ครับโดยมีตัวรั้งปรับความตีงอยู่ข้างหน้า และก็มีหมุดช่วยยีดรอบตัวเบาะ มีสีให้เลือกสองสีครับสำหรับหมุด ว่าจะเอาเป็นทองแดง หรือจะเอาเป็น เหล็กรมควันเหมือนสีปืน (Gun Metal) แปะรูปเบาะรุ่น Titanico-X สีธรรมชาติรุ่น Truleather ครับ

saa_x_truleather_na.jpg


เบาะของ Selle Anatomica มีแค่ตระกูลเดียวครับ คือ Titanico แต่มีด้วยกันสามรุ่นครับ ก็คือ Titanico ธรรมดา, Titanico-X และก็ Titanico NSX ครับ
เจ้า Titanico กับ Titanico-X นี่จริงๆคือเบาะตัวเดียวกันเลยครับ ต่างกันที่ชั้นลามิเนตเท่านั้น โดย Titanico-X จะมีชั้นลามิเนตหนากว่าครับ ทำให้โครงสร้างของเบาะแข็งแรงกว่าและสามารถรับน้ำหนักคนนั่งได้ตั้งแต่ประมาณ 80-120 kg เลยครับ ในขณะที่เจ้า Titanico ทำมาสำหรับคนน้ำหนักตัวน้อยโดยห้ามมีน้ำหนักเกิน 80 kg ครับ แต่ถ้าต้องการเบาะที่ทนถีก อาจจะซื้อรุ่น Titanico-X ก็ได้ครับ ส่วนเจ้า รุ่น NSX นี่เป็นรุ่นใหม่ของ Titanico เลยครับ จะว่าไปก็คือรุ่นไม่เจาะร่องกลางเท่านั้นเอง แต่ส่วนวัสดุการใช้งานโครงเบาะก็ยังเหมือนกันครับ แค่หดความยาวขารางลงมาให้อยู่แค่ 80 mm ครับเพื่อความแข็งแรงในการรับน้ำหนัก NSX นี่เหมาะกับคนน้ำหนักตัวแยะครับ รองรับได้ถีง 120 Kg เลยทีเดียว เบาะทุกรุ่นของ Anatomica ต้องปรับมุมเบาะขี้น 0.5-1 องศานะครับ

Width 168 mm
Length 285 mm
Weight 460g -- Titanico, 500g -- Titanico-X, 510 NSX
ราคา ประมาณ $160 USD

แปะรูปเบาะ NSX สีดำ watershed หมุด ทองแดงครับ

saa_nsx_black.jpg


ข้อดี: ออกแบบมาตรงตามการเคลื่อนใหวของกระดูกในการเอียงมุมสะโพก, รางขาเบาะยาวปรับแต่ง เบาะ fitting ง่าย, ระยะเวลาในการ Breakin สั้น นั่งสบายตั้งแต่วันแรกที่ซื้อเบาะ (Watershed), สามารถใช้งานในหน้าฝนได้ (Watershed อย่างเดียวครับ) อันสุดท้ายนี่ตรงใจผมมาก

ข้อเสีย: หนักทัดเทียม Brooks, บางคนอาจจะรู้สีกว่า ร่อง Cut Out เวลาใช้งานอาจจะมากดอวัยวะอ่อนนุ่มตอนใช้งานได้

จากการมาค้นคว้าอีกรอบนี่ เบาะของเจ้า Selle Anatomica นี่ก็น่าสนใจทีเดียวครับ ถ้าใครมองหาเบาะ style Brooks B17 หรือ Imperial อยู่ตัวนี้ก็ถือว่าเป็นตัวเลือกที่ถือว่าทัดเทียมได้ครับ ตัวผมเองเดี๋ยวว่าจะลองสั่งมาลองเหมือนกันครับ เริ่มอยากรู้ว่าที่บางคนบอกว่าเบาะนี้นั่งสบายที่สุดในโลกตัวนีงนี่มันเป็นยังไง

วันนี้ขอลาครับ เดี๋ยวพรุ่งนี้จะมาเขียนเรื่องเบาะ Tune ให้อ่านกันครับ
แก้ไขล่าสุดโดย rain_mx2 เมื่อ 05 ม.ค. 2014, 01:30, แก้ไขไปแล้ว 4 ครั้ง.
เรื่องเบาะๆ viewtopic.php?f=63&t=789947
วิธีอ่านค่ายางและวงล้อ + รายชื่อยาง 451 viewtopic.php?f=63&t=766119&p=9528969#p9528969

Re: เรื่ื่องเบาะๆ ตอน เบาะรีวิว ภาคสาม Selle Anatomica

โพสต์ โดย Wita » 23 ก.ย. 2013, 13:51

ตามมาอ่านต่อครับ ขอขอบคุณที่แบ่งปันความรู้มาให้ด้วยนะครับ

Re: เรื่ื่องเบาะๆ ตอน เบาะรีวิว ภาคสาม Selle Anatomica

โพสต์ โดย rain_mx2 » 23 ก.ย. 2013, 22:23

ในกระทู้ภาคสอง พี่ Cookie Bike เข้ามาแนะนำว่ายังมีเบาะอีกยี่ห้อที่ขี้นชื่อว่านั่งสบายครับ บอกว่าชื่อ ยี่ห้อ Tune ซึ่งบอกกันตรงๆว่าผมเพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรกครับ วันสองวันที่ผ่านมาก็เลยทำการอ่านค้นคว้าเกี่ยวกับเบาะและ บริษัทนี้มาพอสมควร วันนี้เลยจะแวะมาเล่าให้ฟังนิดหน่อยครับ

บริษัท Tune นี่เป็นบริษัทผลิต อุปกรณ์จักรยานเจ้าใหญ่เจ้าหนึ่งของเยอรมันครับ ตั้งมาแล้วถีง 15 ปีด้วยกัน อุปกรณ์ที่ Tune ผลิตมีสารพัดครับ ตั้งแต่ดุมล้อ ล้อ ขาจาน เสาหลังอาน เสตม โอ้ยแยะครับ รวมไปถีงเบาะ ด้วย เอาเป็นว่าแค่อุปกรณ์อย่างเดียวนี่ก็ละลานตาแล้วครับ Tune ก่อตั้งโดยวิศวกรชื่อ Euer Uli Fahl ครับ ตอนผมลงมืออ่านเรื่องราวเกี่ยวกับ Tune นี่ค้นพบว่าแกไม่ธรรมดาครับ ตอนแรกมันก็เป็นแค่ความรู้สีกตอนเห็นจำนวนผลิตภัณท์ที่ Tune ทำ แต่พอค้นๆไป ความรู้สีกของผมก็โดนยืนยันด้วยรูปนี้ครับ

tune_founder.jpg


ไม่ธรรมดาจริงๆใช่มั้ยครับ :-) อีตา Euer Uli Fahl นี่ก็คือคนในรูปครับ เป็นโปรเจ้กทดลองส่วนตัวของแกครับ เป็นรถพับ Birdy ติดเครื่องยนต์จรวดที่ที่แกได้มาจาก เครื่องบินบังคับแบบไอพ่นครับ แกเคลมว่าทำได้ถีง 80 km/h เลยทีเดียวโดยยังรู้สีกว่า Stable ฮ่าๆ คนแบบนี้ละครับ ถีงจะคุมให้บริษัททำอะไรน่าสนใจออกมาได้ แอบนึกถีง Steve Jobs นะครับ ขอแปะอีกรูปครับ อันนี้เป็น Birdy ตัวถัง Hydroforming
แล้ว สังเกตนะครับว่ามีการทำ Air frame ลงมากันส่วนล่างเพื่อจัดระเบียบลมด้วย

tune_folding.jpg


ก่อนที่เราจะกลายเป็นกระทู้ รถพับติดเครื่องยนตร์จรวด ขอดีงกลับมาเรื่องเบาะครับ Tune คิดเรื่องการทำเบาะตอนแรก โดยการออกแบบแล้วส่งไปให้ไต้หวันทำครับ แต่ปรากฎว่าไม่ผ่าน standard ของทาง Tune เอง Tune ก็เลยดีงกลับมาทำเอง โดยคนที่คุมเรื่องออกแบบเบาะนี่ชื่อ Jurgen Mikus ครับ โดยเบาะรุ่นแรกที่ Jurgen ออกแบบให้คือรุ่น Speed Needle ครับ Jurgen หลังจากออกแบบเบาะแล้วให้คนอื่นทำแล้ว แกก็ยังไม่ถูกใจครับ แกเลยลงมือทำเองเลย โดยแกทำเบาะรุ่น Speedneedle ได้ ประมาณ 36 เบาะต่ออาทิตย์ครับ และเบาะแต่ละเบาะนี่ใช้เวลาตั้งแต่เริ่มต้นจนเสร็จประมาณสามวัน ตัวโครงเบาะของ Speedneedle เป็น คาร์บอนครับ โดยมีขาเบาะทำจาก คาร์บอนผสม Aramid หรือ Kevlar นั่นเอง โดยปรกติ Aramid มันจะให้ตัวได้มากกว่าคาร์บอนนิดหน่อยครับแต่เหนียวกว่า เลยเดาว่าเอามาทำโครงขาเบาะเผื่อให้มีการให้ตัวนิดนีงตอนติดตั้งเบาะ จะได้ทำให้แน่นขี้นครับ

speedneedle_mar2.jpg


เบาะ Speedneedle มีวัสดุหุ้มส่วนหัว และส่วนท้ายเบาะครับ โดยปล่อยตรงกลางให้โล่ง มีอยู่ สามรุ่นด้วยกัน คือรุ่น Speedneedle ALC Speedneedle LE และ Speedneedle Marathon ครับ สองรุ่นแรกขนาดจะแคบกว่ารุ่น Marathon เจ้าตัว ALC นี่หุ้มด้วย Alcantara ครับซึ่งเป็นหนังเทียมเกรดดีหน่อยครับ ลักษณะเหมือนหนังด้าน สามารถหาดูได้ตามเบาะรถยุโรป ทั่วๆไปครับ พวก BM/Benz นี่จะมี Option สั่งเบาะที่เป็น Alcantara หรือ Alcantara ผสมหนังได้ทั้งนั้นครับ ส่วน Speed Needle ตัว LE นี่ใช้หนังแท้หุ้มครับ เฉพา่ะของรุ่นเบาะหนังนี่มีสีให้เลือกกันถีง 5 สีครับ ก็เลือกกันตามชอบ ของ ALC นี่มีแต่ดำด้านเท่านั้นครับ ส่วนรุ่น Marathon นี่ออกแบบมาให้กว้างกว่าอีกสองรุ่น 10 mm ครับ บอกว่าเหมาะกับเสือภูเขามากกว่า ลักษณะเบาะที่เว้าลงตรงกลางทำให้เวลานั่งจะทำมุมพอดีไม่เลื่อนใหลครับ Speed Needle นี่เป็นรุ่นสร้างชื่อของ Tune ในเรื่องเบาะครับ มีแต่คนรีวิวว่านั่งสบายมาก มีรุ่นนี้อยู่รุ่นเดียวมาหลายปีพอควรถีงจะออกอีกสองรุ่นตามมา รูป Speedneedle ข้างบนเป็นรุ่น Marathon นะครับ เบาะ Speed Needle ได้ชื่อว่างานเนี้ยบมากโดยเฉพาะการบุส่วนที่เป็นหนัง หรือ Alcantara ครับ Speedneedle เป็นรุ่นท้อปของ Tune นะครับ

width 125 mm, 135 mm -- Marathon
Length 255 mm
Weight 83g ALC, 89g Leather, 109 g Marathon
ราคา: $270-$320

ข้อดี: เบามาก, นั่งสบาย และมั่นคง ส่วนหุ้มเบาะด้านหลังคอยกันการเคลื่อนตัว, โครงคาร์บอนให้ตัวได้
ข้อเสีย: ขอบข้างคมมากอาจจะมีปัญหากับผู้ขับขี่บางคนครับ (มีคนรีวิวแยะพอควรครับที่มีปัญหาเรื่องนี้), ราคา

tune_komm-vor_giftgruen.jpg


หลังจากออกรุ่น Speedneedle มาซักพัก Tune ก็พยายามทำ line production ของเบาะครับ โดยออกแบบเบาะใหม่ให้ผลิตง่ายขี้น ตั้งชื่อรุ่นว่า Komm-Vor ซี่งแปลเป็นอังกฤษ เท่ากับ Come On ครับ ซี่งถ้าเอาเป็นไทยอีกทีก็คงจะประมาณ มามะๆ ทำนองนั้นครับ เจ้า Komm-Vor นี่ถูกออกแบบให้จมูกเบาะแบนลงครับ และลดการใช้โฟมบุข้างในส่วนที่เป็นหนังทำให้เบาะออกมาดูแบนๆเสมอกันหมดครับ Komm-Vor มีแต่รุ่นหุ้มหนังครับ ซึ่งก็เป็นข้อดีเพราะสามารถเลือกการเล่นสีได้มากมายเลยทีเดียว Komm-Vor ออกแบบรางเบาะให้เป็นรางขนาดปรกติครับทำให้ใส่กับแกนหลังอานได้หลากหลาย ตัวรางเป็น คาร์บอนผสมใยโลหะ เพิ่มความแข็งแรง Komm-Vor ถูกออกแบบมาให้ใช้กับเสือภูเขาแบบ Endurance นะครับ ขี่ใกลๆหน่อย หรือพวก Cyclocross

Width 130 mm
Length 255 mm
Weight 99 g
ราคา $250-$275

ข้อดี: ถูกที่สุดของ Tune, สีสันสดใส, นั่งสบาย, ขอบหนังช่วยยีดเกาะไม่ลื่นหลุดง่าย
ข้อเสีย: ขอบคม, มีเสียงเสียดสีตอนปั่นน่ารำคาญ, โครงมีเสียงเอียดอ้าดจากน้ำหนักโครงสร้าง

Tune-Komm-Vo-Carbonsattel-Tune-Sattel-Tune-Rennradsattel-Race-bikesaddle-Carbon-saddle_b2.jpg


รุ่นสุดท้ายของ Tune ก็คือ รุ่น "Komm-Vor +" หรือ คอมหวา พลัส ครับ ถูกออกแบบมาสำหรับรถถนนเท่านั้น Komm-Vor + มีชั้นใยคาร์บอนหนาน้อยกว่าทุกรุ่นของ Tune ทำให้มีการให้ตัวได้มากกว่า ตัวรางเบาะเป็นคาร์บอนล้วนรูปวงรีนะครับ ขนาด 8x9 mm ดังนั้นคงต้องดูกันนิดหน่อยว่าจะใช้แกนหลังอานตัวใหนถีงจะใส่ใด้ เนื่องจากไม่มีทั้ง Kevlar หรือใยโลหะ Komm-Vor+ นี่น่าจะมีขาเบาะอ่อนแอกว่าพอสมควรครับ ก็ตามเป้าที่จะเอามาทำแต่ รถถนนนั่นละครับ ส่วนตัวโครงสร้างเบาะ เจ้า Komm-Vor+ ไม่มีการหุ้มเบาะแยะเหมือน Komm-Vor ครับแต่มีการหุ้มในส่วนขอบเบาะด้านท้ายเผื่อกันการขีดข่วนนั่นเองตัวหุ้มส่วนท้ายนี่เลือกสีได้นะครับ

Width 130 mm
Lenght 255 mm
Weight 79 g
ราคา $280-$320

ข้อดี: เบามากๆ, นั่งสบายที่สุดเพราะ คาร์บอนบางที่สุด
ข้อเสีย: เนื่องจากบาง โครงสร้างก็จะส่งเสียงเอี้ยดอ้าดเหมือน Comm-Vor, ลื่นไถลได้ง่ายที่สุดเพราะผิวบนเป็นคาร์บอนลื่นๆเกือบหมด

ลืมบอกครับว่าเบาะ Tune ทุกรุ่น รับน้ำหนักได้ไม่เกิน 90 kg นะครับ

พอดีผมทำงานด้าน Composite หรือ พวกคาร์บอนนี้อยู่ด้วยครับ เลยขอออกความเห็นส่วนตัวมาตอบ comment ของ พี่ Cookie Bike กับคุณ Bluewhite หน่อยครับ ตอบกันข้ามกระทู้เลยนะครับ

BlueWhite เขียน:เสิร์ชแล้วแพงจริงๆ มันแพงที่วัสดุหรือยังไงกัน คิดค่าแฮนด์เมดก็ถือว่าน่าดู ดูข้างใต้เหมือนไม่ค่อยเรียบร้อยยังไงไม่รู้ แต่ขายได้ก็คิดว่าต้องมีดีแล้วคุณ Cookiebike ก็ลอบแล้วด้วย สำหรับผมราคานี้คิดหนักเลย ขอบคุณข้อมูลครับ


มันแพงหลายอย่างครับ วัสดุก็แพงครับ พวกเรซิน สารเคมีผสมที่ให้คุณสมบัติตามที่เราต้องการก็ราคาไม่ค่อยถูกเท่าใหร่ครับ ตัวใยคาร์บอน ใย aramid นี่ก็ต้นทุนสูง แล้วงานทำ Composite นี่มันกึ่งๆงานฝีมือครับเพราะการควบคุม ยังไงๆก็ต้องมีคนดูอยู่ดี ทำเป็นแบบอัตโนมัติได้ยากครับ ของ Tune เล่นเอาคนเยอรมันทำนี่ก็คงยิ่งค่าแรงแพงไปใหญ่ครับ ส่วนข้างใต้ไม่เรียบร้อยอันนี้เป็นของธรรมดาของงานคาร์บอนแบบนี้ครับ โดยปรกติถ้างานที่ไม่สนใจเรื่องน้ำหนักมากเขาจะมีการทำผิวมาเคลือบอีกครั้ง หรือไม่ก็ทำ mould แบบสองหน้ามาประกบกันครับ แต่งานทำเบาะนี่ใช้การทำ mould แบบหน้าเดียว ดังนั้นอีกหน้าจะไม่เรียบแบบนี้แน่นอนครับ แต่ข้อดีก็คือมันเบากว่าแยะ และผมคิดว่าเขาต้องการให้เบาด้วยครับ

จริงๆ วิธีที่เขาทำคาร์บอนของเบาะตัวนี้ยังไม่สุดในเชิงการทำคาร์บอนนะครับ น่าจะทำให้เบากว่านี้ได้อีก 10-15% ถ้าใช้ แผ่นคาร์บอนแบบพิเศษที่เขาเรียกว่า Prepeg แต่พวกนั้นมันแพงมหัศจรรย์ครับ ทั้งต้นทุนและวิธีการเก็บรักษา (แผ่น prepreg ส่วนใหญ่ต้องเก็บในอุณหภูมิระดับ 15 celcius ครับ และแผ่นนีงก็ใหญ่ประมาณโต้ะกินข้าวใหญ่ๆตามโรงอาหาร ตู้เก็บแผ่น Prepeg นี่ก็หลักล้านแล้วครับ)

Cookiebike เขียน:เบาะคาร์บอนน้ำหนักขนาดนี้แพงราวๆ (ต่ำกว่า 100 กรัม) นี้เป็นปกติทุกตัวครับ ทุกยี่ห้อด้วย อย่าง fizik แพงกว่านี้อีก ยกเว้นของจีน แต่มันไม่ยืดหยุ่นเท่านี้
ที่ผมยก tune ให้ดูเพราะมันไม่มีเบาะตัวไหนทำคุณสมบัติได้เท่านี้ครับ ลองหาข้อมูลดูได้เลยไม่มีจริงๆ


ขอเสริมว่ามันพอมีครับพี่ Cookie Bike ตอนที่อ่านๆไล่ของ tune นี่ มีเบาะคาร์บอนตัวอื่น ที่เขาว่าดีพอๆกันอยู่หลายตัวครับ ตัว Prologo ที่ผมเล่าให้ฟังกระทู้ก่อนเขาก็ว่านั่งสบายสูสีกันนะครับ จริงๆแล้วเบาะของพวก Fizik หรือ San Marco นี่ส่วนใหญ่โครงก็เป็นคาร์บอนหุ้มหนังทั้งนั้นครับ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผมว่าเบาะนี่มันเกี่ยวกับสรีระแต่ละคนพอควรครับ กว้างยาว มุม ทั้งหลายมีผลทั้งนั้น คนเราสร้างมาไม่เท่ากันครับ

วันนี้ขอจากลาครับ เดี๋ยวมาต่อกันด้วย WTB ตอนหน้าครับ
แก้ไขล่าสุดโดย rain_mx2 เมื่อ 24 ก.ย. 2013, 03:51, แก้ไขไปแล้ว 1 ครั้ง.
เรื่องเบาะๆ viewtopic.php?f=63&t=789947
วิธีอ่านค่ายางและวงล้อ + รายชื่อยาง 451 viewtopic.php?f=63&t=766119&p=9528969#p9528969


Re: เรื่ื่องเบาะๆ ตอน เบาะรีวิว ภาคสาม Selle Anatomica, Tune

โพสต์ โดย rain_mx2 » 23 ก.ย. 2013, 23:25

Bluewhite เขียน:ขอบคุณมากครับ


ยินดีครับ แต่น่าเสียดายที่งบไม่พอซื้อเบาะทุกเบาะมาลองได้ครับไม่งั้นจะเขียนประสพการณ์ตรงให้อ่านด้วย ถ้าคนขายเจ้าใหนอยากให้ผม ทดสอบเบาะมาเขียน เชิญเลยนะครับ ฮ่าๆ
เรื่องเบาะๆ viewtopic.php?f=63&t=789947
วิธีอ่านค่ายางและวงล้อ + รายชื่อยาง 451 viewtopic.php?f=63&t=766119&p=9528969#p9528969

Re: เรื่ื่องเบาะๆ ตอน เบาะรีวิว ภาคสาม Selle Anatomica, Tune

โพสต์ โดย Cookiebike » 24 ก.ย. 2013, 02:59

โลกของพวกลดน้ำหนักอย่างบ้าคลั่งนี่วัดกันเป็นหลักหน่วยกรัมเลยทีเดียว ในราคาขนาดนี้ น้ำหนักระดับที่ 1-2 ของโลก สำหรับ tune ผมว่าคุ้มสุด มีเบากว่านี้ก็แค่ ax lightness เท่านั้น แต่ไม่เคยเห็นใครบอกว่าดีกว่า tune ครับ อีกอย่างคือน้ำหนัก tune ตรงตามจริงแทบไม่คลาดเคลื่อนเลยบวกลบแค่ 1- 2 กรัม ซึ่งสินค้าหลายตัวหลายยี่ห้อในเว็บลงไว้เบาๆ มาชั่งจริงไม่ตรงซะเยอะทั้งนั้น เป็นปัญหาของพวกแต่งเบาเจอแล้วเหมือนโดนหลอกขายครับ (แค้นมากๆ เลยล่ะ)

อวย tune มาซะเยอะ จริงๆ ผมก็ซื้อของเขาไม่ไหวเหมือนกันแหละ มีแค่ขากระติกอันเดียวที่หนัก 7 กรัมเองครับ (เห็นว่ารุ่นนี้เลิกทำไปแล้วด้วย) นอกนั้นไม่มีเลย ที่มาบอกเรื่องเบาะ tune เพราะมันเป็นของชิ้นนึงในผลิตภัณฑ์เด่นของเจ้านี้ที่พวกแต่งเบาหลายคนใช้กัน แล้วว่ากันว่าดีแบบพิศวง คนไม่เคยใช้ก็ข้องใจกันมากว่ามันนั่งได้เป็นร้อยโลแบบไม่เจ็บจริงๆ หรือกับเบาะคาร์บอนเบาระดับนี้ คนทั่วไปมักคิดว่ายิ่งเบายิ่งเจ็บแข็งเหมือนไม้กระดานนั้นมันไม่จริงเสมอไปครับ (แต่ก็อยู่ที่ก้นแต่ละคนด้วยนะ) พอดีผมสนใจมานานแล้ว เคยแต่ไปบีบๆ กดๆ ที่ร้านก็ยังข้องใจไม่กล้าซื้อ วันนึงได้โอกาสยุน้องมือใหม่คนนึงที่ทำรถเบาๆ ให้ลองดู สรุปน้องเขาปั่นมา 3 เดือนแบบไม่ใส่กางเกงจักรยานแล้วติดใจใช้ยาวเลย ผมเลยได้โอกาสลองรถของน้องคจนี้มั่งก็พบว่าดีใช้ได้จริงๆ เลยมาบอกกันครับ (ตัว kom vor+)

* ขอชม จขกท ว่าข้อมูลละเอียดมากๆ ชอบๆ พึ่งเคยเห็นหน้าตาเจ้าของ tune ก็วันนี้เอง มิน่าคนประหลาดๆ ถึงคิดของประหลาดๆ ออกมาได้ สินค้าของแกมีชื่อแปลกๆ เสมออย่างดุมคิงคองงี้ ผมก็ว่าเหมือนสตีฟ จ๊อบจริงๆ แหละ
แก้ไขล่าสุดโดย Cookiebike เมื่อ 24 ก.ย. 2013, 09:51, แก้ไขไปแล้ว 1 ครั้ง.
viewtopic.php?f=774&t=839658
เทสต์กล้อง Gopro Hero 3+ Black Edition /Garmin Edge 510/DashWare

Re: เรื่ื่องเบาะๆ ตอน เบาะรีวิว ภาคสาม Selle Anatomica, Tune

โพสต์ โดย rain_mx2 » 24 ก.ย. 2013, 03:44

Cookiebike เขียน:ถ้าเรื่องคุณสมบัติเบาะคาร์บอนแล้วนุ่มได้ผมเชื่อว่ามีเพราะมักจะหุ้มหนังทับ แต่ถ้าถึงขนาดรีดน้ำหนักสุดๆ ขนาดนี้แล้วยังให้ตัวได้ดีนี่ผมว่าน้อยมากๆ ส่วนใหญ่ราคาแพงกว่าหนักกว่าทั้งนั้น tune นี่เขาเป็นเจ้าแห่งของเบาระดับท็อบของโลกครับ ถ้านับเพอร์ฟอแมนซ์ทนทานควบคู่ด้วยผมเชื่อว่าน่าจะที่ 1 ของโลกอยู่หลายชิ้นเลย แถมเล่นสีสันสวยจริงๆ

โลกของพวกลดน้ำหนักอย่างบ้าคลั่งนี่วัดกันเป็นหลักหน่วยกรัมเลยทีเดียว ในราคาขนาดนี้ น้ำหนักระดับที่ 1-2 ของโลก tune ผมว่าคุ้มสุด มีเบากว่านี้ก็แค่ ax lightness เท่านั้น แต่ไม่เคยเห็นใครบอกว่าดีกว่า tune ครับ อีกอย่างคือน้ำหนัก tune ตรงตามจริงคลาดเคลื่อนแทบไม่มี หลายตัวหลายยี่ห้อในเว็บบอกอย่าง มาชั่งจริงไม่ตรงซะเยอะทั้งนั้น เป็นปัญหาของพวกแต่งเบามากๆ เหมือนโดนหลอกขายครับ แค้นมากๆ เลยล่ะ

อวย tune มาซะเยอะ จริงๆ ผมก็ซื้อของเขาไม่ไหวเหมือนกัน มีแค่ขากระติกอันเดียวที่หนัก 7 กรัมเองครับ (เห็นว่ารุ่นนี้เลิกทำไปแล้วด้วย) นอกนั้นไม่มีเลย ที่มาบอกเรื่องเบาะ tune เพราะมันเป็นของชิ้นนึงในผลิตภัณฑ์ประหลาดๆ ของเจ้านี้ที่พวกแต่งเบาหลายคนใช้กัน แล้วว่ากันว่าดีเหมือนไสยศาสตร์ ข้องใจกันมากว่ามันนั่งได้เป็นร้อยโลแบบไม่เจ็บจริงๆ หรือกับเบาะคาร์บอนเบาๆ คนทั่วไปมักคิดว่ายิ่งเบายิ่งเจ็บแข็งเหมือนไม้กระดานนั้นมันไม่จริงเสมอไปครับ (แต่ก็อยู่ที่ก้นแต่ละคนด้วย)

* ข้อมูลละเอียดมากๆ ชอบๆ พึ่งเคยเห็นหน้าตาเจ้าของ tune ก็วันนี้เอง มิน่าคนประหลาดๆ ถึงคิดของประหลาดๆ ออกมาได้ สินค้าของแกมีชื่อแปลกๆ เสมอ ผมก็ว่าเหมือนสตีฟ จ๊อบจริงๆใแหละ


เพิ่มเติมครับ ถ้าเอาเบาด้่วยสบายด้วยก็คงสู้ยากพอควรครับสำหรับเบาะยี่ห้ออื่นๆ อาจจะมียกเว้่นอยู่ก็แค่ตัว AX Lightness ตัวเดียวครับ เพราะที่อ่านๆ ผมก็เจอคนเทียบกับ Tune อยู่เหมือนกัน แต่มีคนเปลี่ยนไป AX Lightness แยะพอสมควร โดยส่วนใหญ่จะเป็นพวกที่ใช้ Tune มาประมาณปี สองปีแล้วไม่พอใจ ลองเปลี่ยนเป็น AX ครับ แต่ถ้าจะเอาเบานี่ AX เบากว่าแยะพอควรครับ รุ่น AX 1000 ลงไปถีง 55 g เลยครับ สาเหตุที่ AX Lightness ทำได้เบาขนาดนี้ก็เพราะใช้ วิธีผลิตแบบที่ผมบอกครับ คือใช้ Prepeg Carbon ผสมกับ Aramid ในขณะที่ Tune นี่ ดูจากรอยข้างหลังเบาะ ใช้ระบบยิง resin ผ่านฟิลม์ที่มีความดันอากาศกดอยู่ครับ AX Lightness นี่ก็เป็นเยอรมันเหมือนกันครับ ชกกันแบบสูสีเลยทีเดียว แต่ว่า Tune เห็นราคาแล้วหนาวแล้วนี่ AX นี่คูณไปอีกเกือบสองเท่าเลยทีเดียวครับ

ขอบคุณที่พี่ชอบที่ผมเขียนครับ แต่ต้องขอบคุณพี่มากกว่าที่ทำให้ผมรู้จัก Tune และทำให้รู้จักเบาะอื่นๆในกลุ่มนี้ด้วยครับ ความรู้ทั้งนั้นเลย :-)
เรื่องเบาะๆ viewtopic.php?f=63&t=789947
วิธีอ่านค่ายางและวงล้อ + รายชื่อยาง 451 viewtopic.php?f=63&t=766119&p=9528969#p9528969

Re: เรื่ื่องเบาะๆ ตอน เบาะรีวิว ภาคสาม Selle Anatomica

โพสต์ โดย rain_mx2 » 24 ก.ย. 2013, 03:53

Wita เขียน:ตามมาอ่านต่อครับ ขอขอบคุณที่แบ่งปันความรู้มาให้ด้วยนะครับ


ขอบคุณที่ตามอ่านมาจนถีงไตรภาคครับ หวังว่าผมคงจะจบได้ในภาคนี้ครับ :-)
เรื่องเบาะๆ viewtopic.php?f=63&t=789947
วิธีอ่านค่ายางและวงล้อ + รายชื่อยาง 451 viewtopic.php?f=63&t=766119&p=9528969#p9528969

Re: เรื่ื่องเบาะๆ ตอน เบาะรีวิว ภาคสาม Selle Anatomica, Tune

โพสต์ โดย Cookiebike » 24 ก.ย. 2013, 10:01

ที่บอกว่าเห็นไม่มีใครบอก ax ดีกว่านี่จากแค่ในไทยนะครับ พอดีแวะไปอ่านพวกห้องหมอบแต่งเบาๆ เขาพูดกัน
tune นี่เคยเห็นกับตาว่ามีพี่คนนึงเจอในร้านแกเหมาเบาะไปสามใบเลยหมดร้าน บอกเพื่อนๆ ฝากซื้อใช้กันทั้งกลุ่ม (ของมันมาไทยน้อยพอสมควร) ใช้มาทุกยี่ห้อจนมาจบที่ tune ก็เลยยิ่งสงสัยว่าอะไรจะขนาดนั้น
ทั้งสองยี่ห้อนี้ตัวแทนในไทยเจ้าเดียวกันด้วย สินค้าตีกันตายเลย แต่ของเยอรมันยอมรับเนี๊ยบจริงๆ ในบางทีมากกว่าญี่ปุ่นด้วยซ้ำ ไม่รู้เป็นเพราะวัฒนธรรมหรืออะไรทำให้ประเทศนี้เนี๊ยบขนาดนี้ (เห็นแทบทุกอย่างเลย)
viewtopic.php?f=774&t=839658
เทสต์กล้อง Gopro Hero 3+ Black Edition /Garmin Edge 510/DashWare

Re: เรื่ื่องเบาะๆ ตอน เบาะรีวิว ภาคสาม Selle Anatomica, Tune

โพสต์ โดย khunyod » 24 ก.ย. 2013, 10:20

อยากให้รีวิว เบาะ CHARGE SPOON ดูด้วยครับ

Re: เรื่ื่องเบาะๆ ตอน เบาะรีวิว ภาคสาม Selle Anatomica, Tune

โพสต์ โดย rain_mx2 » 24 ก.ย. 2013, 22:45

khunyod เขียน:อยากให้รีวิว เบาะ CHARGE SPOON ดูด้วยครับ


อืมครับ ไปอ่านมาอีกทีก็น่าสนใจพอสมควร ขอบคุณที่แนะช่องทางครับ เบาะตัวนี้จริงๆผมเคยดูอยู่ครับเพราะเห็นมันถูกดี Jensen ขายอยู่ $26 เท่านั้นตอนแรก แต่ความที่หาซื้อไม่ใด้เลยไม่ใด้สนใจต่อมากครับ ตัวบริษัท Charge เองเป็นบริษัทอังกฤษที่ก็ทำจักรยานขายด้วยครับ มีรถ road bike ทำจากเหล็กท่อ Tange ธรรมดาอยู่ด้วยในราคาที่ถูกมากครับ แต่ Charge ก็ Outsource OEM ออกมาที่ไต้หวันครับ Charge Spoon จริงๆทำโดย Velo นะครับซี่งเป็นบริษัทผลิตเบาะใหญ่อีกเจ้า


เบาะ Spoon นี่น่าสนใจตรงที่ มันมีรูปร่างคล้ายกับ Selle Italia Flite Classic ที่เคยรีวิวครับ ทำให้ความสบายของการนั่งสูสีในราคาที่ถูกกว่า ประมาณสามเท่าครับ Spoon นี่รางเบาะเป็นโครโมลี่ครับ โดยที่ถ้าเป็นตัวก่อนหน้าปี 2013 โครงเบาะจะเป็นไนลอน หุ้มโฟมแล้วหุ้ม หนังเทียมอีกที Spoon มีอีกตัวที่รางเบาะเป็นไททาเนี่ยมครับ ซี่งก็จะหุ้ม หนังแทนที่จะเป็นหนังเทียม ทั้งสองตัวใช้่ระบบเอาด้ายเย็บเชื่อมเบาะเหมือนพวกเครื่องหนังชั้นดีครับ ตัว Ti นีแพงกว่าประมาณสองเท่า แต่ถ้านีกว่าได้ราง ไททาเนียมในราคาเท่านี้ก็ต้องบอกว่าราคาดีทีเดียว การที่ใช้่เย็บหนังประกบกันนี่กลายเป็นข้อเสียใหญ่จุดนีงของ Spoon ครับ คือทำให้ด้ายไปเสียดสีกับกางเกงของคนนั่งครับ ในรุ่นปี 2013 เลยเปลี่ยนวัสดุบุมาเป็น microfiber ทั้งหมดครับ ซี่งน่าจะแก้ไขปัญหาได้

อันนี้รูปสมัยก่อนของรุ่น CrMo ครับ

CYP200.comp.owchar-399-75.jpg


อันนี้รูปรุ่นใหม่ครับ

charge2013.jpg


เบาะที่อยู่ในราคาประมาณนี้ที่ดังๆ อีกตัวก็คือ Origin 8 นะครับ ซึ่งมีทั้งตัวที่หน้าตาคล้ายๆ spoon และตัวหุ้มเบาะ แบบ San Marco Regal ครับ ถ้าจะดูตัวนี้ราคานี้ลองดู Origin 8 ด้วยครับ (Origin 8 ก็ไม่ใด้ทำเบาะเองครับ แต่ไม่รู้ว่าจะจ้างให้ Velo ผลิตให้ด้วยหรือเปล่า)


Width 145 mm
Length 280 mm
weight 245g
ราคา รุ่นใหม่นี่ราคาประมาณ $80 ครับไม่ถูกเท่าตัวเก่าแล้ว

ข้อดี ข้อเสียนี่ตามรีวิวของรุ่นเก่าส่วนใหญ่ครับ รุ่นใหม่นี่ไม่มีข้อมูลเลย

ข้อดี ถูกมากๆ, ใช้ Nylon เป็นโครงทำให้มีการให้ตัวสูง โครงเบาะเหมือน Flite Classic ทำให้นั่งสบายครับ
ข้อเสีย ไม่ทนเป็นรอยง่าย ขอบเบาที่เย็บด้วยด้ายมาเสียดสีทำให้เจ็บได้ง่าย (อันนี้น่าจะแก้ไปแล้วครับจากวัสดุหุ้มแบบใหม่นี่) ต้องเสียเวลา break in ประมาณสองอาทิตย์

แค่นี้ก่อนครับวันนี้ ผมงานเข้าเล็กน้อย เดี๋ยว WTB เอาไว้พรุ่งนี้ ก่อนจาก ขอบอกนิดครับว่า WTB รุ่น Pure V นี่ถูกยกขี้นมาเทียบกับ Spoon แยะมาก และส่วนใหญ่คนจะชอบ Pure V มากกว่่าครับ
เรื่องเบาะๆ viewtopic.php?f=63&t=789947
วิธีอ่านค่ายางและวงล้อ + รายชื่อยาง 451 viewtopic.php?f=63&t=766119&p=9528969#p9528969

Re: เรื่ื่องเบาะๆ ตอน เบาะรีวิว ภาคสาม Selle Anatomica, Tune

โพสต์ โดย rain_mx2 » 24 ก.ย. 2013, 23:05

Cookiebike เขียน:ที่บอกว่าเห็นไม่มีใครบอก ax ดีกว่านี่จากแค่ในไทยนะครับ พอดีแวะไปอ่านพวกห้องหมอบแต่งเบาๆ เขาพูดกัน
tune นี่เคยเห็นกับตาว่ามีพี่คนนึงเจอในร้านแกเหมาเบาะไปสามใบเลยหมดร้าน บอกเพื่อนๆ ฝากซื้อใช้กันทั้งกลุ่ม (ของมันมาไทยน้อยพอสมควร) ใช้มาทุกยี่ห้อจนมาจบที่ tune ก็เลยยิ่งสงสัยว่าอะไรจะขนาดนั้น
ทั้งสองยี่ห้อนี้ตัวแทนในไทยเจ้าเดียวกันด้วย สินค้าตีกันตายเลย แต่ของเยอรมันยอมรับเนี๊ยบจริงๆ ในบางทีมากกว่าญี่ปุ่นด้วยซ้ำ ไม่รู้เป็นเพราะวัฒนธรรมหรืออะไรทำให้ประเทศนี้เนี๊ยบขนาดนี้ (เห็นแทบทุกอย่างเลย)


หุๆครับ อันนี้ก็น่าสงสัยอย่างที่พี่ Cookie Bike ว่าจริงๆครับ เริ่มสงสัยขี้นมาบ้างมันจะดีอะไรขนาดนั้น เดี๋ยวผมว่างๆเอาเศษ carbon เหลือๆมาลองหล่อเบาะเล่นดีกว่า :mrgreen: เผื่อจะมี ทูนของสำเนาบ้างครับ

เรื่องคนเยอรมันนี่ ผมว่า Tune นี่คนทำคนออกแบบนี่ละเอียดและเนี้ยบมากๆครับ เยอรมันนี่ เขาเคยว่ากันว่าเพราะเป็นชาติที่ก่อสงครามแล้วแพ้ด้วยมั้งครับ ทำให้คนที่เหลืออยู่อดทนและก็ทำอะไรแบบทุ่มเท แต่เรื่องเนี้ยบนี่ยอมรับครับ ผมเคยเจอรถ Bernds มาหลังจากพี่ Cookie Bike บอกนี่เห็นงานก็เนี้ยบจริงๆเหมือนกันครับ
เรื่องเบาะๆ viewtopic.php?f=63&t=789947
วิธีอ่านค่ายางและวงล้อ + รายชื่อยาง 451 viewtopic.php?f=63&t=766119&p=9528969#p9528969

Re: เรื่ื่องเบาะๆ ตอน เบาะรีวิว ภาคสาม Selle Anatomica, Tune, Charge

โพสต์ โดย rain_mx2 » 26 ก.ย. 2013, 00:55

ผลัดมาหลายวันมาถีงตาของเจ้า WTB บ้างครับ WTB ย่อมาจาก Wilderness Trail Bike ครับ ถ้าจะให้แปลง่ายๆก็คง แปลว่าจักรยานทางวิบาก ครับ WTB มีประวัติยาวนานมาก เรียกว่าก่อตั้งกันมาตั้งแต่สมัย เริ่มจะมี เสือภูเขาใหม่ๆกันเลยทีเดียว โดยบริษัทถูกก่อตั้งที่เมือง Marin ซี่งถือเป็นต้นกำเนิดของการเอาจักรยานขี่ลงเขากัน ซี่งต่อมาก็กลายเป็นเสือภูเขาที่เรารู้จักกันดีครับ แต่ WTB ในสมัยปัจจุบันกลายเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์ต่างๆให้กับ เสือภูเขาเป็นส่วนใหญ่ครับ มีตั้งแต่ ยาง วงล้อ เครื่องแต่งตัว และที่ขาดเสียไม่ใด้ก็คือ เบาะจักรยานนั่นเอง

จักรยานเสือภูเขามีอะไรที่น่าสนใจหลายอย่างเพราะสภาวะการขี่ที่ถือว่าทุรกันดารกว่าจักรยานแบบอื่นๆ การกระแทก น้ำหนักที่ลง หรือความทนทานต่อสภาวะแวดล้อม ก็ทำให้อุปกรณ์ที่ออกแบบมาใช้กับจักรยานเสือภูเขา ต้องมีการออกแบบที่ทนทานและปรับเข้ากับสภาวะแวดล้อมแบบโหดๆได้ดีครับ เบาะ WTB ก็เช่นกันครับ เพราะส่วนใหญ่จะถูกออกแบบมาสำหรับรถ MTB ก่อนเป็นหลัก แต่เนื่องจากลักษณะที่นั่งสบาย ทนทาน ก็ถูกนำไปใช้กับจักรยานประเภทอื่นๆ แยะพอสมควร

wtb_technologies.jpg


WTB มีเทคโนโลยี่ของเบาะที่น่าสนใจหลายอย่างครับ ตั้งแต่ Love Channel ซึ่งเป็นร่องลดความกดดัน เทียบได้กับ cutout ที่ WTB ให้มาอยู่บนเบาะทุกรุ่น ส่วนตัววัสดุบุเบาะของ WTB ก็จะเป็น Memory Foam ที่เข้ารูปตามตัวผู้ใช้ หรือที่ WTB เรียกว่า DNA นั่นเองครับ โดยในบางรุ่นก็จะมีการเพิ่ม จุดที่เรียกว่า Comfort Zone หรือการตัดโครงสร้างเบาะส่วนจมูกเบาะที่ Love Channel ลากมาไม่ถีงนั่นเองครับเผื่อช่วยเพิ่มความสบายยามต้องก้มตัวออกแรงปั่น ส่วนตัวรางเบาะ นี่ก็มีตั้งแต่ คาร์บอน ไททาเนี่ยม ไล่ไปถีง โครงเหล็กแบบผ้าซาติน ของ WTB เอง (Satin Iron) นอกจากนี้ในบางรุ่นยังมีการทำให้โครงเบาะส่วนลงน้ำหนักมี cutout ที่กรุวัสดุบุ Composite ผสมไนลอน ที่ให้ตัวสูง ทำให้เบาะทำตัวคล้ายๆกับ Twinflex ของ Fizik ได้ครับ โครงเบาะของ WTB จะแบ่งตามการให้ตัวได้ดังนี้ครับ จาก มากไปหาน้อย Soft Shell, Tuned Flex Shell, และ Carbon Shell ครับ เบาะ WTB บางรุ่นก็จะมีวัสดุหุ้มกันกระแทกเสียหายบริเวณขอบเบาะด้วยครับ ซี่งมีทั้งแบบเป็น Kevlar และเป็นพลาสติกแข็งที่ WTB เรียกว่า ABR corner เรียกว่าพร้อมป้องกันจากสภาวะทรหด ในทางแบบเสือภูเขาเต็มที่ครับ

wtb_pure_v_.jpg


เรามาดูรุ่นของเบาะ WTB ที่น่าสนใจกันดีกว่าครับ เบาะตระกูลแรกของ WTB ที่น่าสนใจ คือเบาะกลุ่ม V ซี่งประกอบด้วย Rocket V, Speed V, Pure V, และ Laser V ครับ โดยมีเจ้าตัว Roket V แคบและแบนที่สุดในขณะที่ Laser V จะกว้างและนุ่มที่สุด เพราะใช้ Soft shell เป็นโครงสร้างครับ เบาะที่ถูกรีวิว ว่านั่งสบายที่สุดของ WTB ก็อยู่ในกลุ่มนี้ด้วยก็คือ ตัว Pure V ซี่งมีความกว้างเบาะ 148 mm ซี่งเท่าๆกับ Laser V แต่ Pure V จะใช้ โครงเบาะ แบบ Tune Flexed Shell ครับ ซี่งทำให้ ไม่นุ่มและไม่แข็งเกินไป ในขณะที่ Laser V ใช้ Soft shell รูปที่แปะข้างบนนี่ก็คือเจ้่า Pure V ครับ ส่วนตัว Speed V นี่เป็นตัวกลางๆครับ ซี่งมีความกว้า่งลดลงมาจาก ตัว Pure และ Laser นิดหน่อย ที่ 145 mm แต่เจ้า Speed ตัวนี้เป็นตัวที่ขายดีที่สุดของ WTB เลยครับ แต่ก็อาจจะเพราะถูกแถมให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐานบนรถเสือภูเขาหลายๆรุ่นก็เป็นได้ ตัว Pure และ Laser นี่บุ memory foam แบบ DNA ทั้งคู่ครับ

Width 127 mm -- rocket, 145 mm -- speed, 148 mm -- Pure/Laser
Length 265 mm -- rocket/speed/laser , 273 mm pure
Weight 215-325 g -- rocket, 275-290 g 330-435g speed, 260-360 g -- pure, 275 - 290 g -- laser
ราคา $40-$130

ขอไม่เทียบข้อดีข้อเสียนะครับ เพราะแต่ละรุ่นข้อดีข้อเสียผสมกันมากๆ

silverado2.jpg


ตระกูลที่สองของ WTB ที่น่าสนใจคือ เบาะที่เป็นทรงกึ่งแบนครับ ซี่งมีกันอยู่ด้วยกัน สี่เบาะด้วยกัน นั่นก็คือ Volcan, Silverado, Deva และ Devo ครับ
เจ้า Valcon และ Silverado นี่ถือเป็นรุ่นท้อปของ WTB นะครับโดยทำการอัดเทคโนโลยี่ทุกอย่างมาอย่างเต็มที่ ยกตัวอย่างเช่นในเบาะ WTB ทั้งหมด ก็จะมีแต่ Valcon และ Silverado ครับที่มีโครงเบาะแบบคาร์บอน โดย Silverado จะมีส่วนท้ายเบาะที่ WTB เรียกว่า Whale Tail หรือหางปลาวาฬ มารองรับน้ำหนักในจังหวะขี้นเขา ในขณะที่ Valcon จะไม่มี Whale Tail ส่วนนี้ครับเพราะถูกออกแบบมาให้ใช้กับรถถนน และ Crosscountry เป็นสำคัญ มีริวิวบางตัวบอกว่า Silverado ไม่ค่อยทนทาน แต่ก็เพราะว่าไม่มีส่วนหุ้มเบาะด้านข้างส่วนหลังครับ แปะรูปองค์ประกอบเบาะของ Valcon ครับ

volcan.jpg


นอกจาก Silverado และ Valcon แล้ว เบาะที่จัดได้ว่าเป็นทรงแบนของ WTB อีกสองเบาะก็คือ Devo กับ Deva ครับ โดย Devo จะเป็นเบาแบบแบนที่มีขนาดเบาะกว้างสำหรับรองรับคนที่มี Sit Bone ใหญ่ ส่วน Deva เป็น Devo รุ่นที่มีเจลครับและจะมีน้ำหนักกว้างกว่าหน่อย

Valcon/Silverado
Width 133mm -- Valcon, 135 mm -- Silverado
Length 274 mm -- Valcon, 280 mm -- Silverado
Weight 165-270g -- Valcon, 179-245g -- Silverado
ราคา $90-250 Valcon, $90-245 Silverado
Devo/Deva
Width 145 mm
Length 260 mm
Weight 215-240g Devo, 220-330g Deva

volt_1_pro.jpg


เบาตัวสุดท้ายที่อยากจะพูดถีงของ WTB ก็คือ Volt ครับ Volt นี่ก็เป็นอีกรุ่นที่มี Whale Tail เหมือนกันกับ Silverado เพียงแต่โครงเบาะจะเป็น Tuned Flex Shell ธรรมดาครับ โดยมีมิติคล้าย Silverado มากแต่จมูกเบาะสั้นกว่า แค่ 265 mm เท่านั้น

เบาะ WTB เป็นเบาะที่ถือว่านั่งสบายและราคาเป็นกันเองครับ ตัวผมเองเคยมี Pure V ใช้อยู่ด้วยในเสือภูเขา ก็ต้องบอกว่านั่งสบายมากๆสำหรับเบาะบุหนังเทียมแบบนี้ นั่งสบายจนสำหรับตอนนี้ ผมตามเอามาติดอยู่บนรถ พับ ล้อ 16" อีกคันที่ตัวเองใช้ประจำเวลาจะไปใหนใกล้ๆครับ ถ้าเพื่อนๆ พี่ๆคนใหนสนใจ เบาะราคามิตรภาพ และคุณภาพใช้ได้นี่ ลอง WTB ดูเลย
ตอนถัดไปจะกลับไป ดู Selle Royal ภาคสองนะครับ
เรื่องเบาะๆ viewtopic.php?f=63&t=789947
วิธีอ่านค่ายางและวงล้อ + รายชื่อยาง 451 viewtopic.php?f=63&t=766119&p=9528969#p9528969

Re: เรื่ื่องเบาะๆ ตอน เบาะรีวิว ภาคสาม Selle Anatomica, Tune, Charge, WTB

โพสต์ โดย beerzero » 19 ต.ค. 2013, 22:40

ความรู้ทั้งนั้นเลย ขอปักไว้ตามอ่านต่อนะครับ
ของเล่นของลูกผู้ชาย...ต้องแลกกับการกินแกลบ



ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: 7 และ บุคคลทั่วไป 0 ท่าน