*-* ห้องสุขภาพนักปั่น*-*

Moderator: Ligor007

*-* ห้องสุขภาพนักปั่น*-*

โพสต์ โดย chayen » 28 พ.ค. 2009, 15:11

ห้องนี้ เกิดขึ้นมาได้ เนื่องมาจาก ไปร้าน A-Bike สอบถามเรื่อง จักรยาน ทั่วไป
คุยไปคุยมา พี่เอ (ร้าน A-Bike) ฝากถาม เรื่อง ห้องสุขภาพนักปั่น จากห้องคุณป้า
ซึ่งพี่เอได้อ่านแล้วรู้สึกว่ามีความรู้ดีมาก ๆ อยากให้ทางชมรมจักรยานนครศรีธรรมราช ได้มีความรู้เพิ่มมากขึ้น(ปกติ มีมากอยู่แล้ว ยิ่งมากไปอีก) จึงได้สอบถามทาง ว่าเราสามารถ เอาความรู้ มาลงได้ไหม --*--
คำตอบ คือ สามารถเอาความรู้เหล่านี้มาเผยแพร่ได้ โดยให้เกียรติทางเจ้าของความรู้สักนิด อาจจะอ้างอิงให้ในเว็บว่ามีที่มาที่ไปอย่างไรนะค่ะ

หน้าเกร็ดความรู้ ห้องคุณป้า ----- viewtopic.php?f=132&t=50854

และมี Link เกี่ยวกับเรื่อง แคลเซียมกับกระดูกพรุน
http://gotoknow.org/blog/health2you/56988
http://women.thaiza.com/detail_71647.html
http://www.elib-online.com/doctors2/ort ... sis06.html
ลองอ่านกันดูนะค่ะ มีประโยชน์มากมาย สำหรับ คนรักการปั่น ทุกท่าน

*** ใครมีข้อความดี ๆ มีความรู้เรื่องสุขภาพ ช่วยกันโพส กันนะค่ะ**

*-* ขอขอบคุณ พี่เอ (ร้าน A-bike) ที่ช่วนแนะนำ
และเกร็ดความรู้จาก ห้องคุณป้า *-*

Re: *-* ห้องสุขภาพนักปั่น*-*

โพสต์ โดย Ligor008 » 28 พ.ค. 2009, 21:47

:lol: :lol: สงสัย นอมินี :lol: แต่ว่า ใช้ได้ ดีมากเลย เย็นชา

Re: *-* ห้องสุขภาพนักปั่น*-*

โพสต์ โดย chayen » 31 พ.ค. 2009, 13:46

วันงดสูบบุหรี่โลก

ตั้งแต่ปี ๒๕๓๑ องค์กรอนามัยโลก ได้กำหนดให้วันที่ ๓๑ พฤษภาคม ของทุกปี เป็นวันงดสูบบุหรี่โลก ทั้งนี้เพื่อกระตุ้นให้ทุกประเทศตระหนักถึงอันตราย และความสูญเสียทั้งทางสุขภาพ เศรษฐกิจ และสังคมที่เกิดจากการสูบบุหรี่ ได้ประกาศให้มีการรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ โดยใช้ชื่อว่า World Spidemic หรือการสูบบุหรี่เป็นโรคระบาดที่ระบาดอยู่ทั่วโลก
และประกาศเตือน เยาวชนที่เริ่มสูบบุหรี่ เมื่ออายุยังน้อย และสูบเป็นประจำ จะเสียชีวิตก่อนอายุขัยปกติ (ประมาณ ๗๐-๘๐ ปี) ถึง ๒๒ ปี
ดังนั้นรัฐบาลไทย ได้ตระหนักถึงความสูญเสียชีวิตของประชากร ที่เกิดจากการสูบบุหรี่อย่างต่อเนื่อง มาเป็นเวลาหลายปี ให้รับทราบถึงอันตราย โทษของการสูบบุหรี่ ซึ่งก็เป็นที่รู้ๆ กัน แต่จะให้เลิกสูบเลย เป็นเรื่องที่ยากมาก สำหรับผู้ที่ติดบุหรี่แล้ว
จึงได้มีการรณรงค์ให้เลิกสูบบุหรี่ และกำหนดมาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลนำมาใช้ โดยการดูแลของกระทรวงสาธารณสุข ผ่านหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และบุคลากรสาธารณสุข ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ผู้สูบบุหรี่ พยายามเลิกสูบบุหรี่ไม่ว่าจะเลิกได้สำเร็จหรือไม่ก็ตาม ดังเช่น เมื่อเร็วๆนี้ กระทรวงสาธารณสุข ประกาศบังคับใช้ มาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. ๒๕๓๕ ให้มีการพิมพ์ คำเตือน โทษของการสูบบุหรี่ที่ข้างซอง มีผลบังคับใช้ ตั้งแต่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๔๘ เป็นต้นไป ตัวอย่างดังภาพ ข้างล่าง
รูปภาพ
สูบแล้วแก่เร็ว

ควันบุหรี่จะทำร้ายลูก
รูปภาพ
สูบแล้วจะมีกลิ่นปาก
รูปภาพ
สูบแล้วถุงลมพองตาย
รูปภาพ
ควันบุหรี่ฆ่าคนตายได้
รูปภาพ
ควันบุหรี่ ทำให้เกิด มะเร็งปอด
รูปภาพ

ข้อมูลทั่วไป ของบุหรี่ (Cigarette)
ขอขอบคุณข้อมูลจากเว็บ
http://www.lib.ru.ac.th/journal/may/may31_worldno-tobaccoday.html


Re: *-* ห้องสุขภาพนักปั่น*-*

โพสต์ โดย chayen » 15 มิ.ย. 2009, 09:24

เวลาการทำงานของร่างกายขณะหลับ

รูปภาพ


ทราบหรือไม่ว่าขณะหลับ เวลาไหนที่ร่างกายทำงานอะไรบ้าง วันนี้มีเรื่องนี้มาฝาก...



- สามทุ่มถึงสี่ทุ่ม
เป็นช่วงเวลาที่ร่างกายเตรียมพักผ่อน ความดันเลือดและการเต้นของหัวใจลดลง ให้ฟังเพลงช้า ๆ เบา ๆ เตรียมตัวเข้านอน


- ห้าทุ่มถึงตีสาม
เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการนอนหลับ หากไม่นอนช่วงนี้จะส่งผลกระทบต่อการทำงานตับและไม่อาจจะชดเชยด้วยช่วงเวลาการนอนที่เหลือได้ ดังนั้นจึงควรนอนหลับในช่วงเวลานี้


- ตีสามถึงตีห้า
เป็นช่วงเวลาที่ปอดทำงานเต็มที่ คนเป็นหวัดจึงมักสะดุ้งตื่นขึ้นมาไอในช่วงนี้ ก่อนนอนควรดูแลห้องให้อากาศถ่ายเท ไม่ชื้นเกินไป จะได้นอนหลับอย่างเต็มที่และไม่เป็นหวัด


- ตีห้าถึงเจ็ดโมงเช้า
เป็นช่วงที่ควรจะตื่นนอน ร่างกายจะเริ่มขับถ่ายของเสีย จึงควรดื่มน้ำอุ่นสักแก้ว ออกกำลังกายแบบเอโรบิกเพื่อกระตุ้นการขับถ่าย หากขับถ่ายคล่องทำให้ไม่มีสารพิษสะสมในร่างกายเป็นผลดีต่อสุขภาพ


- เจ็ดโมงเช้าถึงเก้าโมงเช้า
เป็นช่วงเวลาที่ลำไส้เล็กดูดซึมสารอาหาร ดังนั้นจึงควรกินอาหารเช้า เพราะอาหารที่กินช่วงนี้เมื่อย่อยแล้วจะถูกดูดซึมได้ง่าย การกินอาหารเช้าส่งผลดีต่อสุขภาพ



รู้อย่างนี้แล้ว ควรจะหลับนอนให้เป็นเวลา เพื่อสุขภาพที่ดี.


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

Re: *-* ห้องสุขภาพนักปั่น*-*

โพสต์ โดย louis04 » 01 ก.ค. 2009, 21:57

ฝืนใจอ่านเรื่องยาวๆสักนิดก็ดีนะครับ เผื่อได้ระมัดระวังในการใช้ยาสามัญประจำบ้านประสบการณ์ตรงจากคนไข้ อันตรายจากยาที่หลายคนคาดไม่ถึง " Paracetamol "

เป็นเรื่องเศร้าที่พึ่งเกิดขึ้นกับคนไข้ของผม ซึ่งพึ่งเสียชีวิต
เมื่อสักครู่ใหญ่ๆ หลังจากผมและทีมพยายามช่วยชีวิตและพยายามทำทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ใน ICU มาตลอดทั้งคืน


คนไข้ท่านนี้อายุ 46 ปี มีปัญหาเรื่องเป็นไข้ตลอดทุกๆวันมาตลอดหนึ่งเดือน
แต่ไม่ได้ไปพบแพทย์ รักษาตนเองโดยทานยาลดไข้
paracetamol ที่ใครๆเรียกว่าพารา เป็นตัวเดียวกับยาที่มีชื่อทางการค้าคุ้นหูขึ้นต้นด้วย ท. ที่โฆษณาเป็นชาวต่างชาติพูดไทยไม่ชัดมาขอซื้อยา ปัญหาก็คือผู้ป่วยท่านนี้ทานวันละ 8-10 เม็ดมาตลอด 1เดือนถึง 1 เดือนครึ่ง !!!!

ญาติตัดสินใจนำผู้ป่วยส่งโรงพยายบาล ด้วยปัญหาคือผู้ป่วยมีเลือดออกจากทางเดินอาหารจานวนมาก (ถ่ายดำ + อาเจียนป็นเลือด ) หลังจากตรวจอย่างละเอียดแล้วพบปัญหาดังนี้

1.มีจุดเลือดออกอยู่ที่ทางเดินอาหารส่วนบน
2.ภาวะการทำงานของตับล้มเหลวรุนแรง
3.การแข็งตัวของเลือดผิดปกติดอย่างรุนแรงจาก ภาวะการทำงานของตับล้มเหลว
4.พบก้อนกดเบียดจากด้านนอกของหลอดอาหารและทางเดินอาหาร ได้ทำการตัดชิ้นเนื้อไปตรวจ


หลังจากทำการรักษาที่พยายามหยุดการไหลของเลือดในทางเดินอาหาร ชดเชยเลือดที่เสียไป และรักษาการทำงานที่ผิดปกติของตับ จากตับวาย คนไข้อาการทรุดลงเรื่อยๆจากภาวะไตวาย น้ำท่วมปอด ภาวะเลือดเป็นกรดอย่างรุนแรง

ผลตรวจชิ้นเนื้อพบว่าคนไข้เป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดรักษาให้หายได้ด้วยยา ซึ่งเป็นสาเหตุของไข้เรื้อรังมาตลอดเดือนถึงเดือนครึ่ง และทำให้คนไข้ต้องกินยาลดไข้มาตลอด
แต่ปัญหาก็คือขณะที่ผู้ป่วยมาที่โรงพยายบาลผู้ป่วยมีภาวะการทำงานของตับและไตล้มเหลวแล้ว (ตับวาย ไตวาย ) จึงเป็นอุปสรรคต่อการรักษาและทำให้อาการคนไข้ทรุดลงเรื่อยๆ จนเสียชีวิตในเช้าวันนี้ ในที่สุด


โดยสรุปก็คือหากอาการป่วยของคนไข้ครั้งนี้ไม่มีภาวะตับวายจากพิษของยา Paracetamol (ไตวายเป็นภาวะที่เกิดจากตับวายอีกที) การรักษาโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนี้จะไม่ใช่เรื่องยุ่งยากเลย เป็นโรคที่รักษาหาย และอัตราเสียชีวิตต่ำมาก

ยา Paracetamol โดยปกติจะถูกทำลายที่ตับ โดยขนาดที่เป็นพิษคือทาน > 150 mg/Kg ใน 24 ชั่วโมง หรือคิดง่ายๆคือ ขนาด 500 mg 15 เม็ด ในคนน้ำหนัก 50 Kg ใน 24 ชั่วโมง

ปัญหาก็คือ
1. เมื่อทานปริมาณมากพอสมควรติดต่อกันแม้จะไม่กี่เม็ดต่อวัน
(ในเด็กหรือผู้มีน้ำหนักน้อยจะยิ่งแย่ เนื่องจากปริมาณยาต่อน้ำหนักตัว )
จะทำให้เกิดถาวะตับวายได้ จะเห็นได้จากที่ฉลากหรือข้างกล่องจะมีข้อความเตือนว่าไม่ควรทานติดต่อกันเกิน 5 วัน

2.หลายๆคนใช้เป็นยาประชดฆ่าตัวตาย เพราะคิดว่าเป็นแค่ยาลดไข้ ไม่รุนแรงมั่นใจว่า "ไม่ตาย " ........ แต่ปัญหาก็คือหลายๆครั้งการรักษาก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จทุกครั้ง จากโรคประจำตัวของผู้ป่วย หรืออาจจะมีโรคที่ทำให้ตับทำงานไม่ดีอยู่แล้ว หรืออื่นๆ และหากมาพบแพทย์ช้ากว่า 24 ชั่วโมงหลังทานยา การล้างท้องและการให้ยาต้านพิษของ Paracetamol ก็แทบจะไม่มีประโยชน์เลย
คนไข้มักจะลงเอยด้วยอาการตับวายอย่างรุนแรงและเสียชีวิตในที่สุด

(หลายๆท่านคงเคยพบคนที่กินเยอะมาก ไปพบแพทย์ก็ช้า แต่ไม่สียชีวิต ก็มาจากการที่อาเจียนทำให้ปริมาณยาที่ได้รับลดลง หรือ ทานไม่มากจริง หรืออื่นๆ )

ผมเคยพบคนไข้ที่ตัวเหลืองเข้มทั้งตัวจากภาวะตับวาย จากการที่ทาน Paracaetamol ประชดพ่อแม่ แต่มาถึงโรงพยาบาลช้า คนไข้ท่านนั้นร้องให้กับผมบอกว่า "หนูไม่อยากตาย หนูแค่คิดจะประชด " ผมสะทือนใจกับความไร้เดียงสาและความไม่รู้ของคนไข้อย่างมาก จนจำภาพติดตามาจนถึงทุกวันนี้
ผมพยายามรักษาอย่างสุดความสามารถและด้ส่งคนไข้ต่อไปยัง รพ. ที่ใหญ่กว่า
แต่สุดท้ายคนไข้ท่านนั้นก็เสียชีวิตในที่สุด


ที่ตั้งกระทู้นี้ขึ้นมา ก็เพราะอยากจะเตือนให้ทุกท่านที่ได้อ่านกระทู้นี้
ทานยา Paracetamol ด้วยความระมัดระวัง ทานเมื่อจำเป็น อย่าเห็นว่าเป็นแค่
"ยาลดไข้ "และควรไปพบแพทย์เสียแต่เนิ่นๆ เมื่ออาการป่วยของท่านไม่ดีขึ้น

และอย่าลืมหันมองดูการกินยาของคุณพ่อคุณแม่และคนใกล้ตัวด้วยนะครับ


ขอบคุณครับ

Re: *-* ห้องสุขภาพนักปั่น*-*

โพสต์ โดย louis04 » 01 ก.ค. 2009, 22:02

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 เวลา 20:28:53 น. มติชนออนไลน์


"มะกัน"เล็งห้ามขายยา2ตัวทำตับพัง อย.สั่งตรวจสอบด่วน

สำนักข่าวเอพีรายงานเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ว่า เมื่อวันที่ 30 มิถุนายนที่ผ่านมา คณะกรรมการที่ปรึกษาของสำนักงานอาหารและยา (เอฟดีเอ) ของสหรัฐอเมริกา มีมติ 20 ต่อ 17 เสียง เสนอให้เอฟดีเอมีคำสั่งห้ามขายยา "เพอร์โซเซ็ท" (Percocet) และ "ไวโคดิน" (Vicodin) ยาแก้ปวดชื่อดังที่จ่ายให้ตามใบสั่งแพทย์ทั่วโลก เนื่องจากมีส่วนผสมของอะเซตามิโนเฟน (พาราเซตามอล) ที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อตับ และอาจทำให้ตับเสียหายหรือตับวายได้ นอกจากนี้ ยังเสนอให้ลดปริมาณยาต่อโดส หรือต่อครั้งของการรับยา "ไทลีนอล" (Tylenol) จาก 1,000 มิลลิกรัม เหลือ 650 มิลลิกรัมต่อโดส และกำหนดให้ผู้รับยาในปริมาณ 1,000 มิลลิกรัมต้องเป็นไปตามแพทย์สั่งเท่านั้น


ดร.ซานดรา แอล. ควีเดอร์ จากสำนักงานนิวดรักส์ เอฟดีเอ แถลงหลังการประชุมเพื่อลงมติว่า พบอะเซตามิโนเฟนในยาแก้ปวดที่วางขายทั่วไป อย่าง ไทลีนอล เอ็กซ์เซดริน และไนควิล หากเอฟดีเอไม่สั่งห้ามขายยาเหล่านี้ คณะกรรมการได้แนะนำให้สั่งลดปริมาณของอะเซตามิโนเฟนในยาลง และหาทางทำให้ผู้ใช้ยาทราบถึงอันตรายต่อตับ หรือติดคำเตือนข้างกล่อง


สำหรับผลการศึกษาของเอฟดีเอระบุว่า ผู้ใช้ยารักษาอาการปวดและลดไข้ต้องเข้ารับการรักษาตัวในห้องฉุกเฉินถึง 56,000 ราย เข้าโรงพยาบาล 26,000 ราย และเสียชีวิตอีก 458 ราย ในแต่ละปี ตลอดช่วงทศวรรษ 1990 อีกทั้งปริมาณอะเซตามิโนเฟนที่มากเกินไปส่งผลให้มีผู้เกิดอาการตับวายรุนแรงถึงราว 1,600 คนต่อปี


ด้านนางลอรีน แคสซิดี้ โฆษกของบริษัท แอ๊บบ็อต แลบอราทอรี ผู้ผลิตยาไวโคดิน ระบุว่า ทางเอฟดีเอจะเป็นผู้ตัดสินชี้ขาดครั้งสุดท้าย และทางแอ๊บบ็อตจะดำเนินการตามแนวทางดังกล่าว ขณะที่บริษัท จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน ผู้ผลิตยาไทลีนอล ออกแถลงการณ์ไม่เห็นด้วย เพราะจะทำให้ผู้บริโภคหันไปใช้ผลิตภัณฑ์ยาตัวอื่น เช่น แอสไพริน และแอดวิล เป็นต้น


ทางด้านท่าทีของไทย นพ.พิพัฒน์ ยิ่งเสรี เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า ยาที่มีปัญหามีชื่อสามัญเท่าที่ทราบ 2 ชนิด คือ ยาไวโคดิน (Vicodine) และยาไพรโลเซ็ก (Prilosec) ชื่อสามัญ โอเมพราโซล (Omeprazole) เป็นยาที่อยู่ในรายการยาซึ่งไมเคิล แจ๊กสัน ราชาเพลงป๊อปกินต่อเนื่องเจนเสพติด อย.ต้องตรวจสอบตำรับยาทั้ง 2 ชนิด ว่ายื่นขอขึ้นทะเบียนในไทยหรือไม่ ตำรับยามีส่วนประกอบใด และมีส่วนผสมเดียวกับยาแก้ปวดชื่อสามัญ พาราเซตามอลชนิดหนึ่งที่มีขายในประเทศไทยด้วยหรือไม่ อย.จะหารือในอนุกรรมการพิจารณาผลข้างเคียง หากพบข้อมูลว่ามีอันตรายสามารถเพิกถอนตำรับยาได้

Re: *-* ห้องสุขภาพนักปั่น*-*

โพสต์ โดย chayen » 02 ก.ค. 2009, 10:25

อืม เป็นสิ่งที่เรามองข้าม จริง ๆ ดังนั้น ต้องหันมารักการปั่น
เพราะไม่ต้องทานยา

Re: *-* ห้องสุขภาพนักปั่น*-*

โพสต์ โดย Ligor008 » 15 ธ.ค. 2009, 07:24

ลองอ่านดู ครับ เข้าทางคนแก่ และ ผู้ป่วย จริง ๆ
viewtopic.php?f=109&t=119896

Re: *-* ห้องสุขภาพนักปั่น*-*

โพสต์ โดย LIGOR 006 » 15 ธ.ค. 2009, 08:11

ระงับการจามเมื่อเวลาที่ไม่อยากจะให้จามได้ด้วยนิ้วมือของเราเองก็ได้

การที่คนเราเกิดอาการจามขึ้นมานั้นก็เป็นด้วยว่า ได้มีพวกเศษขี้ฝุ่นหรือขี้ผงเล็ก ๆ
ซึ่งเป็นเสมือนสิ่งแปลกปลอมที่ร่างกายของเราไม่ต้องการได้เกิดหลงเข้าไปอยู่ข้างในรูจมูกของเรามากเกินไป
หรือจะเรียกอีกอย่างให้ง่าย ขึ้นก็ว่าเกิดมีขนาดมากเกินโคต้าอะไรทำนองนั้น...
และทีนี้เมื่อเป็นเช่นนั้น มันสมองของเราตอนนั้นก็จะออกคำสั่งไปที่เส้นประสาท
ที่จมูกให้ทำอาการที่เรียกว่าจาม...นั้นออกมา เพื่อหมายที่จะไล่หรือล้างเศษขี้ฝุ่นหรือ ขี้ผงเล็ก ๆ เหล่านั้นให้กับเรานั่นเอง....
และเส้นประสาทตรงจมูกของเรานี้ก็จะมีความยาวมาจนถึงตรง ขอบปากของเรานั่นเลยทีเดียว
ตรงนี้ที่เราบอกให้ใช้นิ้วสองนิ้ว ยกขึ้นไปสัมผัสตรงจุดที่อยู่ติดปรือใต้จมูกอย่างกระทันหันนั้น...
จึงเป็นผลที่จะทำ ให้มันสมองซึ่งกำลังจะออกคำสั่งหรือบงการอยู่ว่าจงจามออกมา และด้วย แรงกระทบอย่างกระทันหันนี้นี่เอง...
มันสมองจึงเกิดการลังเลและสั่งให้ยกเลิก การจามครั้งนั้นเสียในทันที ว่ามาอย่างนี้นี่เองแหละ...
แต่จะว่าไปการจามออกมานั้นเป็นสิ่งที่ดีเพราะจะได้ช่วยไล่พวก เศษขี้ฝุ่นและขี้ผงเล็ก ๆ ที่หลงเข้ามาอยู่ในรูจมูกให้กับเรานะคะ
ไม่ได้มีผลเสียแต่อย่างใด...พวกเด็ก ๆสมควรที่จะปล่อยให้จาม กันได้อย่างอิสระเสรีนั่นแหละดี อย่าไปฝืนดีกว่า...ว่าไหมเอ่ย??
เคล็ดอันนี้คิดว่าคงจะเหมาะกับผู้ที่กำลังจะทำธุระ หรือพบปะผู้คนที่สำคัญๆ หรือเวลาที่ไม่อยากให้มีอาการจามเกิดขึ้นแล้วละก็
วิธีนี้คงจะสามารถช่วยท่าน ได้อะไรทำนองนั้นนะคะ....

Re: *-* ห้องสุขภาพนักปั่น*-*

โพสต์ โดย LIGOR 006 » 15 ธ.ค. 2009, 08:12

วิธีทำส้มที่มีรสเปรี้ยวให้หวาน

ถ้าเกิดไปซื้อส้มมาแล้วเกิดเป็นส้มเปรี้ยวเข้าหล่ะ !! **วิธีที่จะบอกนี้สามารถทำให้ส้มเปรี้ยวนั้นมีรส หวานขึ้นมาได้ค่ะ..
************************
...ส้มเป็นผลไม้ที่มีวิตามิน c มากใช่ไหม?..ส้มเปรี้ยว บางคนก็อาจชอบ แต่ถ้าเกิดไม่ชอบขึ้นมาหละก็..
เชิญทำส้มเปรี้ยวให้หวานขึ้นมาเองด้วยวิธีนี้ดูสิคะ..


...วิธีทำก็มีอยู่ว่า....ให้เอาไปแช่ในอ่างอาบน้ำที่มีอุณภูม 40 องศา..แช่ไว้ประมาณ 10 นาทีเป็นใช้ได้แล้ว
อะไรจะอย่างนั้น..ส้มเปรี้ยวก็จะหวานขึ้นมาอย่างน่า อัศจรรย์จริง ๆ นิดหนึ่งค่ะ..คือส้มที่แช่อยู่ในน้ำร้อนนั้น
เวลานำขึ้นมาจะยังอุ่นอยู่ ให้วางไว้ให้เย็นก่อนนะคะหรือ จะเอาไปใส่ไว้ในตู้เย็นให้เย็นก่อนค่ะ

ทำไม, เมื่อแช่ในน้ำร้อน 40 องศาแค่ 10 นาที รสจึงเปลี่ยนเป็น หวานขึ้นมาได้???
การทดสอบ..ให้นำส้มลูกเปรี้ยวลูกนั้น มาผ่าแบ่งออกเป็น สองซีก..เอาซีกแรกวางไว้ต่างหาก..
แล้วเอาซีกที่สองไปแช่ในน้ำร้อน 40 องศา ซีกที่แช่ในน้ำร้อนรสจะเปลี่ยนเป็นหวานอย่างประหลาด ..จริง ๆ
แล้ว..ส้มไม่ได้เปลี่ยนรสไปหรอกค่ะ..เพียงแต่ความเปรี้ยว โดนทำลายออกไปเท่านั้น...

เพราะเมื่อนำส้มทั้งสองซีกที่ทดลองนั้นมาวัดระดับความหวานเปรี้ยว แล้วจะมีระดับเท่ากันหมด..
แต่ที่หวานขึ้นมานั้นเพราะเมื่อนำไปแช่ในน้ำร้อน นั้นความร้อนจะใช้อุณภูมนั้นทำลายความเปรี้ยวที่มีผสมปนกับความหวานนั้น
จนหมดความเปรี้ยวค่ะ... ส้มจึงหวานขึ้น ข้อระวังน้ำร้อน40องศา นั้นไม่ใช่น้ำเดือดนะคะ บางคนอาจจะเข้าใจผิด..
เดี๋ยวเอาส้มไปต้มในน้ำเดือด ..ส้มจะกลายเป็นส้มต้มไปค่ะ..
เขาบอกว่าน้ำในอ่างอาบน้ำความร้อน 40 องศา ดีที่สุด..ถ้าไม่มีอ่างน้ำก็ต้มน้ำให้เดือด..
แล้ววางพักไว้สักครู่หนึ่งกะว่าสักประมาณ 40องศาค่ะ..ถ้าไม่มีองศาวัดก็ลองใช้มือแตะ ๆดูมือจุ่มลงไปได้ก็กำลังดีค่ะ

Re: *-* ห้องสุขภาพนักปั่น*-*

โพสต์ โดย chayen » 15 ธ.ค. 2009, 09:16

เพิ่งจะรู้เหมือนกันนะค่ะ ต้องไปลองดูแล้วละค่ะ

Re: *-* ห้องสุขภาพนักปั่น*-*

โพสต์ โดย BP ทุ่งสง » 15 ธ.ค. 2009, 21:05

ถ้าหวานแล้วทำให้เปรี้ยวได้มั๊ยจ๊ะ... :mrgreen:
ชีวิตสั้นเส้นทางยาว ถ้าอยากมีชีวิตยาวก็ทำให้เส้นทางสั้น...

Re: *-* ห้องสุขภาพนักปั่น*-*

โพสต์ โดย dang nakhon » 21 ก.ย. 2011, 20:45

:roll: ห้องดีๆ...เอาขึ้นมาหน่อย... :roll:

:roll: 9 เหตุผลดีๆ ที่ควรออกกำลังกาย :roll:

...ถือเคล็ดเลือกเลขเด็ด "เลข 9" มาเอาใจคนที่ชอบฟิต แอนด์ เฟิร์ม ส่งท้ายปี และถือโอกาส หาเหตุผลดีๆ มาชวนคนขี้เกียจ (ออกกำลังกาย) มา exercise กันเถอะ

ข้อ 1. สนุก ถ้าเอาแต่นั่งๆ นอนๆ รับรองว่า พุงพะโล้ ต้องโย้ออกมาประจานประชาชีแน่ๆ ว่ามั้ย แล้วการออกกำลังกายเนี่ยก็สนุกกว่าการนั่งๆ นอนๆ ตั้งเยอะ (ถ้าคนขี้เกียจคงแย้งตั้งแต่ข้อนี้แล้วล่ะ)

ข้อ 2. แอ๊บแบ๊ว ออกกำลังกายแล้วร่างกายฟิตเปรี๊ยะ ถ้าเป็นหนุ่มๆ ก็สาวๆ มอง ถ้าเป็นสาวๆ ก็หนุ่มๆ มอง เรียกว่าบริหารเสน่ห์ แถมมั่นใจสุดๆ ส่วนคนที่อายุมากแล้วรับรองว่าจะกระฉับกระเฉงดูแอ๊บแบ๊วได้อีกหลายสิบปี

ข้อ 3. หุ่นดี ออกกำลังกายแล้วได้ใส่ชุดสวยแบบพอดีตัวไม่ต้องกลัวเป็นลูกหมู แบบไร้ไขมันไม่อายใคร เพราะการออกกำลังกายช่วยในการควบคุมน้ำหนักตัวและลดไขมัน และลดระดับไขมันในเส้นเลือด

ข้อ 4. ไม่มีโรค เนื่องจากตอนออกกำลังกายจะมีสารความสุขหลั่งออกมา อวัยวะต่างๆ ก็กระปรี้กระเปร่า เรียกว่า เฟิร์มแล้วยังแข็งแรงไม่มีโรค การออกกำลังกายจะช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้กล้ามเนื้อและความทนทานของหัวใจ ช่วยป้องกันหลอดเลือดอุดตัน ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ลดอัตราการเสี่ยงจากการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ ลดอัตราเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมได้ประมาณ 20% ฯลฯ

ข้อ 5. สมาคม ออกกำลังกายแล้วมีเพื่อนๆ เยอะ โดยเฉพาะคนที่ไปออกกำลังกายที่สนามกีฬา ยิม หรือฟิตเนส ถ้าคุณไม่หน้าบึ้งตึง แค่ยิ้มนิดเดียวก็จะมีเพื่อนตรึมเลยล่ะคราวนี้

ข้อ 6. เจริญอาหาร ตอนที่ฟิต แอนด์ เฟิร์ม เสร็จแล้วเนี่ย รับรองท้องร้องจ้อกๆๆ กินอะไรก็อร่อยไปหมด แต่ระวังๆ หน่อยล่ะ เพราะที่กินเข้าไปเนี่ย จะไปสะสมถ้าหยุดออกกำลังกาย

ข้อ 7. หายเครียด แน่นอนว่ากีฬาเป็นยาวิเศษ เมื่อออกกำลังกายแล้วจะหายเครียด แถมยังมีการศึกษาวิจัยอีกนะว่า เมื่อฟิตมาแล้วเรื่องอย่างว่ายังฟิตตามไปด้วย ก็ในเมื่อคุณแข็งแรงขึ้น หุ่นดีขึ้น มันทำให้การมี sex มีสุนทรียภาพมากขึ้น อันนี้เป็นเรื่องที่คาดได้ไม่ยากจริงๆ

ข้อ 8. นอนหลับสนิท ก็มันเหนื่อยนี่นา เมื่อหัวถึงหมอนคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำจึงหลับสนิท แต่ถ้ามีคนนอนข้างๆ ก็อาจกลับไปดูข้อ 7. อีกที

ข้อ 9. ช่วยชาติ ลองคิดดูก็แล้วกันถ้าคุณไม่เป็นโรคแค่คนเดียว ประเทศของเราจะประหยัดค่ายา ค่ารักษา ค่าผ่าตัด ฯลฯ ไปเท่าไหร่ ไม่ยังงั้น สสส.เขาคงไม่รณรงค์ให้คนไทยไร้พุงหรอกว่ามั้ย ดังนั้น แค่คุณไปออกกำลังกายก็ได้ช่วยชาติแล้ว

เอาแค่ 9 ข้อ ก็คงพอกับเหตุผลดีๆ ที่ควรออกกำลังกาย...
☺☺☺..ความสุขอยู่ในใจของเรา...ค้นหามันให้เจอ..☺☺☺

Re: *-* ห้องสุขภาพนักปั่น*-*

โพสต์ โดย Ligor013 » 21 ก.ย. 2011, 22:12

ผลเสียของการสูบบุหรี่

...... ทุกปีจะมีผู้เสียชีวิตจากบุหรี่ปีละ 400000 คนหรืออาจจะมากว่านั้นแต่ละปีรัฐบาลต้องเสียงบประมาณเป็นค่ารักษาโรคที่เกิดจากบุหรี่มากมาย โทษของบุหรี่สมัยนี้มีมากว่าสมัยก่อนหลายเท่าเนื่องจากบุหรี่ปัจจุบันมีสารนิโคตินและ tar ต่ำทำให้คนสูดบุหรี่เข้าปอดให้ลึกๆ

......ผู้ที่อยู่กับผู้ที่สูบบุหรี่ก็ได้รับผลเช่นเดียวกันเราเรียกกลุ่มนี่ว่าสูบบุหรี่มือสอง ควันที่ออกจากผู้สูบบุหรี่จะมีสารที่มีขนาดเล็กสามารถเข้าปอดของผู้สูบบุหรี่มือสอง


กด
http://addcom.is.in.th/?md=content&ma=show&id=20
ทำดีก็คือ ดี ทำชั่วก็คือ ชั่ว


เยี่ยมชมชุดปั่นเช้าคอนได้ที่นี่ครับ
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 7&t=393067


ปั่น 2 ล้อชมแหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดครศรีธรรมราช โดย ส.อ.อาทิตย์ คันธิค
viewtopic.php?f=397&t=450175


ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: 1 และ บุคคลทั่วไป 0 ท่าน