00001
ประวัติแม่น้ำเจ้าพระยา
... ท่านทราบหรือไม่ว่า แม่น้ำเจ้าพระยา นอกจากเป็นการรวมตัวของ ปิง วัง ยม น่าน อย่างที่เรา ๆ รู้จักอยู่แล้วนั้น ยังมีเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับแม่น้ำเจ้าพระยาที่น่าสนใจอีกหลายอย่างทั้งวิถีชีวิต อารยธรรม รวมถึงตำนานต่างๆ มีอยู่หลายตำนานด้วยกัน แต่ที่น่าสนใจและใกล้เคียงกับประวัติศาสตร์ของไทยนั้นมีอยู่เรื่องหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับแม่น้ำเจ้าพระยา
โดยเริ่มต้นเมื่อประมาณ ปีพุทธศักราช 1893 พระเจ้าอู่ทอง ทรงสร้างกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี และได้ขึ้นครองราชย์สมบัติทรงพระนามว่า "สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1" ในขณะที่พระองค์ทรงได้ขึ้นครองราชย์นั้นได้ให้ พระราเมศวร ราชบุตรไปปกครองเมืองลพบุรี และได้ให้ ขุนหลวงพระงั่ว พระเชษฐาไปปกครองเมืองสุพรรณบุรี
พุทธศักราช 1912 พระเจ้าอู่ทอง สวรรคต พระราเมศวร ราชโอรสได้ขึ้นครองราชย์แทน แต่ในเวลาต่อมาก็จำต้องถวายราชสมบัติให้ ขุนหลวงพระงั่ว พุทธศักราช 1913 ขุนหลวงพระงั่วได้ขึ้นครองราชย์ทรงพระนามว่า "สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1" นับเป็นกษัตริย์องค์ที่ 3 ของกรุงศรีอยุธยา พระองค์ทรงใฝ่พระทัยในการทำสงครามมาแต่สมัยพระเจ้าอู่ทอง
ในขณะนั้นกรุงสุโขทัยมี พระมหาธรรมราชาลิไท เป็นกษัตริย์ปกครอง พระองค์ทรงอ่อนแอมาก ประเทศราชต่างก็แข็งเมือง ทางกรุงสุโขทัยไม่สามารถไปตีคืนมาครอบครองเหมือนดังเดิมได้
พุทธศักราช 1915 สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 พระองค์ทรงยกกองทัพเข้าตีแคว้นสุโขทัยตอนใต้ โดยยกกองทัพเข้าตีเมืองจำปา (ชัยนาท) ได้ก่อนแล้วยกทัพมาตั้งมั่นล้อมเมืองพระบางไว้ ซึ่งเมืองพระบางนั้นเป็นเมืองหน้าด่านตอนใต้ของสุโขทัย ตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำใหญ่มี เจ้าพระยาอนุมานวิจิตรเกษตร เป็นเจ้าเมืองในขณะนั้นมีเมืองในการปกครองอีก 4 เมือง คือ

1. เมืองไตรตรึงษ์ อยู่ทางเหนือเมืองพระบาง มี เจ้าพระยาอัษฎานุภาพ เป็นเจ้าเมือง (ปัจจุบันอยู่ในเขต อ.เมือง จ.กำแพงเพชร)
2. เมืองไพศาลี อยู่ทางทิศตะวันออก มี เจ้าพระยาราชมณฑป เป็นเจ้าเมือง (ปัจจุบันคือบ้านหนองไผ่ ต.หนองไผ่ อ.ไพศาลี จ.นครสวรรค์)
3. เมืองการุ้ง อยู่ทางทิศตะวันตก มี พระยาวิเศษสรไกร เป็นเจ้าเมือง (ปัจจุบันคือ บ้านการุ้ง ต.วังหิน อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี)
4. เมืองจำปา อยู่ทางทิศใต้ (ปัจจุบันคือ จ.ชัยนาท)

เจ้าพระยาอนุมานวิจิตรเกษตร มีทหารเอกอยู่ 2 คน คนหนึ่งชื่อ สมบุญ อีกคนหนึ่งชื่อ ศรี แต่ทว่า ศรีไปขึ้นกับฝ่ายกรุงศรีอยุธยา เพื่อหวังจะได้เป็นใหญ่ในพระบาง ทางด้านเมืองหน้าด่านของเมืองพระบางทั้งสาม (เว้นนครจำปาซึ่งถูกกรุงศรีอยุธยายึดไปแล้ว) จึงได้ยกทัพมาช่วย อยุธยาล้อมเมืองพระบางอยู่ถึง 5 เดือนเต็ม และแล้ว ศรีผู้ทรยศ ก็สามารถนำกองทัพอยุธยาเข้าตีเมืองพระบางไว้ได้ เจ้าพระยาทั้งสี่พร้อมด้วย สมบุญ ทหารเอกถูกจับได้ สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 ให้ทหารนำตัวเจ้าพระยาทั้งสี่และสมบุญเข้าเฝ้าพระองค์ตรัสว่า
"เราได้ทราบว่าพวกท่านกล้าหาญและเข้มแข็งนัก เรายินดีที่ได้พบและรู้จักพวกท่าน เราต้องขอโทษที่ต้องเข้าตีเมืองพระบางเพราะเราเห็นว่าสุโขทัยนับวันจะเสื่อมโทรมลงเป็นช่องทางให้ข้าศึกศัตรูจู่โจมเข้ามาแย่งยื้อถือปกครอง เราจึงคิดรวบรวมไทยไว้ให้เป็นปึกแผ่นเราเห็นว่าพวกท่านทั้งห้าคนนี้เป็นคนซื่อสัตย์กตัญญูมั่นอยู่ต่อพระเจ้าอยู่หัวของท่านยิ่งนัก ยากที่จะหาคนอย่างพวกท่านได้อีก เราจะขอให้ท่านรับราชการกับเราสืบไป"

พระยาอัษฎานุภาพจึงกราบทูลว่า

"นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้แต่เสียใจที่ข้าพระพุทธเจ้าทั้งห้านี้ ได้ถือน้ำพิพัฒน์สัตยาในพระเจ้าอยู่หัวในราชวงศ์สุโขทัยเสียแล้ว มิอาจอยู่ตากหน้ารับความสุขและลาภยศของใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทได้ในเมื่อพระเจ้าอยู่หัวของข้าพระพุทธเจ้ากำลังตกอับซ้ำข้าทั้งห้าของท่านกลับมาช่วยพระเจ้าแผ่นดินองค์ใหม่ชิงราชบังลังก์"

สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 จึงตรัสตอบไปว่า

"ท่านเข้าใจผิด เราตั้งใจไว้ว่าหากเราได้กรุงสุโขทัย เราจะไม่ทำให้กรุงสุโขทัยต้องเดือดร้อน คงให้ดำรงพระยศเป็นกษัตริย์ฝ่ายเหนือตามเดิมแต่รวมอยู่กับอยุธยา"

พระยาราชมณฑป จึงกราบทูลต่อไปอีกว่า

"จะมีประโยชน์อะไรที่จะต้องอยู่อย่างผู้แพ้ อยู่อย่างประเทศราช ข้าพระพุทธเจ้ารู้พระทัยของพระเจ้ากรุงสุโขทัยดีว่า พระองค์ไม่พึงปรารถนาที่จะให้พระองค์ทรงชุบเลี้ยง ข้าพระพุทธเจ้าขอยืนยันว่าแม้แผ่นดินยังไม่กลบหน้าตราบใดแล้ว ก็ต้องหาทางกอบกู้กรุงสุโขทัยกลับคืนมาจนได้ และเมื่อนั้นเลือดไทยก็ต้องหลั่งกันอีก"

พระยาวิเศษสรไกร กล่าวเสริมว่า

"ข้าพระพุทธเจ้าขอยืนยันว่า พวกข้าพระพุทธเจ้าตั้งแต่ปู่ย่าตายายมาถึงเจ็ดชั่วโคตร เคยแต่เป็นข้าของพระเจ้ากรุงสุโขทัย ที่จะกลับมาเป็นข้าของอยุธยานั้นอย่าหมาย ชาวเหนือถือเป็นคติประจำสันดานว่าอยู่อย่างผู้แพ้ เมื่อแพ้แล้วอยู่ไปประเสริฐอย่างไรขอให้ประหารข้าพระพุทธเจ้าเสียเถิด"
"อ้ายบุญก็เหมือนกัน อย่าต้องให้เป็นหมาสองรางอย่างอ้ายศรีเลย ขอให้พระองค์ชุบเลี้ยงอ้ายหมาหัวเน่าไว้เป็นข้าแต่ตัวเดียวเถิด"

สมบุญ ทหารเอกพูดด้วยความโกรธแค้น สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 ได้ฟังสมบุญพูดดังนั้นจึงตรัสปลอบว่า

"เจ้าสมบุญเวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร เราไทยด้วยกัน ค่อยพูดค่อยจากัน ออมชอมกันไว้ไม่ดีกว่าหรือ เป็นข้าคนไทยด้วยกันยังดีกว่าเป็นข้าของคนต่างด้าวท้าวต่างแดน แล้วเจ้าจะเอาอย่างไรต่อไป"
"อ๋อ ไม่ยาก ข้าพระพุทธเจ้าขออย่างเดียวง่ายยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปากเสียอีก คือ ฆ่าพวกข้าพระพุทธเจ้าเสียให้หมด"

สมบุญ พูดด้วยใจเด็ดเดี่ยว สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 จึงตรัสต่อไปว่า

"เราก็จนใจเมื่อพวกท่านทั้งห้าต้องการเช่นนั้น แต่เราให้พวกท่านเลือกตายตามสมัครใจ"

สมบุญ กราบทูลว่า

"สำหรับข้าพระพุทธเจ้าสมบุญทหารเอกเมืองพระบางเกิดที่หนองสาหร่าย เกิดที่ไหนก็อยากตายที่นั่นเอาร่างถมแผ่นดินมาตุภูมิ ขอให้เอาข้าพระพุทธเจ้าไปฆ่าเสียที่หนองสาหร่ายเถิดจะเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างยิ่ง"

สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 จึงตรัสกับทหารทั้งหลายว่า

"ทหารจงดูไว้เป็นเยี่ยงย่างจะหาคนที่ประเสริฐอย่างนี้ได้ยากมาก เพื่อให้ชาวพระบางมีใจระลึกถึงความดีงามและวีรกรรมของเจ้าสมบุญ เราขอประกาศเปลี่ยนชื่อหนองสาหร่ายเสียใหม่ว่า "หนองสมบุญ" เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งความกล้าหาญของสมบุญทหารเอกแห่งเมืองพระบางทหารพาสมบุญไปได้"
เจ้าพระยาอนุมานฯ จึงกราบทูลว่า

"ข้าพระพุทธเจ้าทั้งสี่เป็นศิษย์สำนักเดียวกันต่างอยู่ยงคงกระพันไม่มีทางฆ่าพวกข้าพระพุทธเจ้าได้ ขอได้โปรดนำพวกข้าพระพุทธเจ้าไปกดให้จมน้ำตายที่แม่น้ำหน้าเมืองนี้เถิด"

สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 เมื่อได้ฟังดังนั้นจึงตรัสว่า

"เราเสียดายท่านทั้งสี่ แต่เราก็จนใจในความตั้งใจของท่าน"

แล้วจึงสั่งทหารให้นำพระยาทั้งสี่ไปกดน้ำให้จมน้ำตายที่หน้าเมืองพระบางตามความประสงค์ ก่อนตายเจ้าพระยาทั้งสี่ได้ตั้งจิตอธิษฐานว่า

"ข้าแต่พระคงคาอันศักดิ์สิทธิ์ที่สิงสถิตอยู่ ณ วังน้ำอันเยือกเย็นนี้ ข้าพระพุทธเจ้าทั้งสี่ได้เกิดมาในลุ่มอกแม่น้ำนี้ ลูกได้อาศัยดื่มกินมาชั่วลูกชั่วหลาน แม่มิได้เคยเหือดแห้ง บัดนี้ข้าพระพุทธเจ้าทั้งสี่สิ้นวาสนา ขอฝากดวงวิญญาณแห่งชายชาติทหารกรุงสุโขทัยไว้กับพระแม่คงคา ด้วยเดชะความซื่อสัตย์ กตัญญูกตเวทีของข้าฯ ขอให้แม่น้ำสายนี้จงอย่ามีวันใดเหือดแห้งจงเป็นสายธารชีวิตของชาวไทย ได้หล่อเลี้ยงพืชผลแห่งไร่นา พาเอาง้วนดินเหนืออันเกิดจากซากของผู้กล้าหาญ ที่ข้าหลั่งเลือดเนื้อปกป้องปฐพี ไปเป็นอาหารแห่งพืชที่แม่พระคงคาไหลผ่านไป ขอให้ชาวไทยในลุ่มแม่น้ำสายนี้จงวัฒนาสถาพรตลอดชั่วฟ้าดินสลาย"

และแล้วแม่น้ำสายนี้ก็ปรากฏชื่อว่า

"แม่น้ำเจ้าสี่พระยา" แต่บัดนี้ กาลเวลาได้ผ่านมา 500 ปีเศษ คำว่า "สี่" ก็จางหายไป เหลือแต่ "เจ้าพระยา" เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งวีรกรรมในความกล้าหาญและซื่อสัตย์ของเจ้าพระยาทั้งสี่ผู้ครองเมืองหน้าด่านตอนใต้ของสุโขทัย
(หมายเหตุ) ตำนานแม่น้ำเจ้าพระยาและหนองสมบุญนี้ นายอ้อม ศรีรอด แห่งโรงเรียนศรีสัคควิทยา ตลาดสะพานดำ ต.นครสวรรค์ตก อ.เมือง จ.นครสวรรค์ เป็นผู้ประพันธ์ขึ้น ตามเค้าเรื่องจากสมุดข่อย วัดเขื่อนแดง ต.นครสวรรค์ตก อ.เมือง จ.นครสวรรค์ สมุดข่อยดังกล่าวที่วัดเขื่อนแดง ปัจจุบันได้สูญหายและไม่ทราบว่าผู้ใดเอาไป
คัดลอกจาก หนังสือ Study ฉบับ แหล่งท่องเที่ยว ; เส้นทางใหม่ของผู้รักธรรมชาติ (Adventure Magazine)
By : เสือคนหนึ่ง [ 23 ต.ค. 48 - 20:21:41 น. ]


ความเห็นที่ 1
ขอบคุณครับ คุณเสือคนหนึ่ง แม้ว่าเป็นตำนานท้องถิ่นเราก็ควรถ่ายทอดต่อไปครับ ไม่ทราบตำนานเช่นนี้มาก่อน คงทราบเพียงแต่ว่า แม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งชื่อตาม บางเจ้าพระยา ตำบลหนึ่งในสมุทรปราการเดียวนี้
From : นายจักรยาน สีเหลือง [ 23 ต.ค. 48 - 20:49:20 น. ]

ความเห็นที่ 2
อันนี้เป็นข้อมูลที่เราทราบทั่วๆ ไป

ทำไม จึงเรียกว่าแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งจะตรงข้ามกับที่คุณ เสือคนหนึ่ง ได้ทราบมา จึงนับว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งครับ ขอขอบคุณไว้ ณ โอกาสนี้ ...ส่วนของเดิมเขาสันนิษฐานว่า

"...จริง ๆ แล้ว แม่น้ำเจ้าพระยา ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเจ้าพระยา คนไหนเลย แต่มีที่มาจาก ชื่อสถานที่ที่แม่น้ำ สายนั้นไหลผ่านต่างหาก...

แต่ก่อน แม่น้ำเจ้าพระยาจะชื่ออะไร ไม่มีหลักฐาน ปรากฏชัดเจน แต่สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเขียนไว้ใน พระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขาว่า

"ที่เราเรียกกันว่า ปากน้ำเจ้าพระยา ทุกวันนี้ แต่โบราณเรียกว่า ปากน้ำพระประแดง ภายหลัง เมื่อแผ่นดิน งอกห่างออกไปไกล เมืองพระประแดง จึงเรียกว่า ปากน้ำบางเจ้าพระยา"

ในสนธิสัญญาที่ไทย ได้ทำกับประเทศฝรั่งเศสครั้ง ม.ลาลูแบร์ ในรัชกาลสมเด็จ พระนารายณ์มหาราช เรียกแม่น้ำสายนี้ว่า "แม่น้ำบางเจ้าพระยา"

ส่วน ม.ร.ว. ศึกฤทธิ์ ปราโมช เขียนไว้ในคอลัมน์ "ข้าวไกลนา" หนังสือพิมพ์สยามรัฐ ฉบับวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ.2520 ว่า

"แม่น้ำเจ้าพระยาเริ่มต้นที่ จุดรวมของ แม่น้ำน่าน และแม่น้ำปิง ที่ปากน้ำโพ จังหวัดนครสวรรค์ ไปสิ้นสุดไหลออกทะเล ที่ปากน้ำเมืองสมุทรปราการ ตรงที่แม่น้ำนี้ ไหลออกทะเลนั้น เคยมีชื่อว่า เจ้าพระยา ชื่อตำบลนั้นก็เลยใช้เรียก ชื่อแม่น้ำทั้งสายว่า แม่น้ำเจ้าพระยา เช่นเดียวกับเอาชื่อ ตำบลที่แม่น้ำสายอื่น ๆ ไหลออกสู่ทะเล ไปเป็นชื่อแม่น้ำ เช่น แม่น้ำบางประกง แม่น้ำท่าจีน แม่น้ำแม่กลอง เป็นต้น"

ลอกมาจาก http://student.siam2you.com/news/zokzak/cool/index.asp?thread=river ครับ
From : นายจักรยาน สีเหลือง [ 23 ต.ค. 48 - 20:57:21 น. ]


ความเห็นที่ 3
แม่น้ำเจ้าพระยาในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย (ตอน 2)

โดย อาจารย์ พลาดิศัย สิทธิธัญกิจ

ชื่อ "แม่น้ำเจ้าพระยา" นั้น แต่ก่อนจะเรียกชื่อกันอย่างไรไม่ปรากฏ ในแผนที่เก่า พบแต่คำภาษาอังกฤษว่า แม่น้ำ (Manam River) ซึ่งเขียนตามที่ชาวบ้านเรียกว่า แม่น้ำ (Manam) ไม่มีชื่อแต่ในสนธิสัญญาที่ทำกับฝรั่งเศสครั้ง ม. ลาลูแบร์ ได้เดินทางเข้ามา ในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้เรียกว่า "แม่น้ำบางเจ้าพระยา" ("บางกระเจ้า"

แม่น้ำเจ้าพระยาสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีนั้น น่าเชื่อในชั้นต้นก่อนว่าเรียกชื่อ แม่น้ำ (Manam River) เท่านั้น แม่น้ำสายนี้คดเคี้ยวมากเพราะไหลผ่านที่ราบลุ่มที่กว้างใหญ่ ในสมัยสมเด็จพระชัยราชาธิราช พระมหากษัตริย์ กรุงศรีอยุธยา ได้โปรดให้ขุดคลองลัด ลงแผ่นดินที่บริเวณคุ้งน้ำระหว่างบางกอกน้อยและบางกอกใหญ่ ต่อมาสายน้ำ ได้เปลี่ยนทางเดินไหลผ่านคลองลัดที่ขุดจนเซาะตลิ่งกว้างออกไปทุกที คลองนั้น ได้กลายเป็นแม่น้ำ ในปัจจุบันคือส่วนที่เป็นแม่น้ำเจ้าพระยา ช่วงที่ไหลข้างพระบรมมหาราชวังด้านท่าราชวรดิษฐ์เดี๋ยวนี้ แม่น้ำเจ้าพระยาเดิม ทีไหลผ่านคลองบางกอกน้อยและคลองบางกอกใหญ่ จึงแคบเป็นคลองเล็กๆ ไป แต่ก็คงเป็นแม่น้ำที่ไหลออกมาตามแม่น้ำสายเดิมออกสู่ทะเล บริเวณปากน้ำบางเจ้าพระยา ซึ่งเป็นชื่อตำบลหนึ่งอยู่ในจังหวัดสมุทรปราการ และเป็นที่มาของชื่อแม่น้ำ "แม่น้ำเจ้าพระยา"

ต้นแม่น้ำเจ้าพระยาที่ตำบลปากน้ำโพ หรือจังหวัดนครสวรรค์ปัจจุบันนี้ สมัยกรุงศรีอยุธยา นับว่าเป็นชุมชนใหญ่ สำหรับหัวเมืองทางฝ่ายเหนือ ลงมาติดต่อค้าขายพ่อค้าชาวต่างชาติ หรือจากเมืองหลวง ดังนั้น แม่น้ำเจ้าพระยาตอนบนจึงมีตลาดใหญ่ เป็นศูนย์กลางการค้าขาย ระห่วางเมืองนครสวรรค์กับเมืองสำคัญทางฝ่ายเหนือ เช่น จังหวัดตาก กำแพงเพชร เชียงใหม่ พ่อค้าที่ไปมาค้าขายที่มาจากทางเหนือนั้นจะถูก เรียกว่า พวกลาว จึงทำให้ตลาดนี้เรียกว่า ตลาดลาว มีสินค้าที่ส่งมาขายคือ ไม้สักและของป่า เช่น หวาย ชัน น้ำมันยาง สีเสียด เปลือกไม้ น้ำผึ้ง สีผึ้ง เป็นต้น มาขายกับพ่อค้าในเมือง แล้วขากลับจะซื้อข้าวและเกลือกลับขึ้นไป ตลาดลาวนี้มีพวกมอญเข้ามาค้าขายโอ่งด้วย

ส่วนตลาดที่ขายข้าว ในเขตอำเภอโกรกพระ เรียก ตลาดท่าชุบ ใช้ติดต่อกับเมืองต่างๆ โดยรอบ เช่น พิจิตร ตาก กำแพงเพชร เป็นต้น ตลาดนี้จะมีพ่อค้าคนจีนคอยรับซื้อข้าว และลงเรือไปขายที่เมืองกรุง ด้วยเรือกระแชงขนาดใหญ่ ขากลับเรือจะบรรทุกเกลือ และมะพร้าว น้ำตาลปีบ ขึ้นมาขายกันที่ตลาดนี้ต่อไป และอีกตลาดหนึ่ง คือตลาดสะพานดำ เป็นตลาดที่ใช้ติดต่อค้าขายกับพ่อค้าต่างหมู่บ้านต่างอำเภอในเขตอำเภอโกรกพระ พยุหะคีรี บรรพตพิสัย โดยมี ข้าว สัตว์ป่า และของป่า เช่น หวาย เปลือกสีเสียด เป็นต้น เป็นสินค้า ซื้อขายแลกเปลี่ยนกัน

เมืองนครสวรรค์จึงเป็นชุมชนใหญ่จากพ่อค้าหัวเมืองต่าง ๆ เข้ามาซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้า ต่อกัน โดยเฉพาะการค้าไม้สักและของป่า เป็นสินค้าหลักเช่นเดียวกับข้าว ในขณะที่ข้าวเปลือกได้ถูกขนลงเรือสำปั้นนับร้อยลำ ไม้ซุงจำนวนนับร้อยท่อนก็ถูกผูกเป็นแพ อยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อล่องลงไปขายยังกรุงเทพฯ ในสมัยรัตนโกสินทร์เช่นเดียว กับสมัยกรุงศรีอยุธยา เมืองต่างๆ ทางเมืองเหนือก็มักจะส่งสินค้า ข้าว ไม้สัก กระวาน กานพลู ดินขี้ค้างคาวสำหรับทำดินปืนส่งกรุงศรีอยุธยาเช่นกัน

บริเวณที่ราบแถบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นที่ราบกว้างใหญ่ แบ่งย่อยออกเป็นสองตอน คือ ตอนเหนือในลุ่มแม่น้ำปิง แม่น้ำวัง แม่น้ำยม และแม่น้ำน่าน และตอนใต้ ในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำท่าจีนและแม่น้ำบางประกง แผ่นดินของลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ทั้งหมดนั้น ส่วนใหญ่เป็นทุ่งนากว้างใหญ่มีคลองที่ขุดต่อนื่องกันอยู่มากมาย เวลาหน้าน้ำหลากจนท่วมพื้นดิน ก็จะนำน้ำท่วมทุ่งนาเจิ่งและพัดพาเอาดินเลน ที่มีปุ๋ยเป็นตะกอนมาให้พื้นดิน ทำให้พื้นที่ราบทั้งหมดมีปุ๋ยเหมาะสมกับการทำนา ปลูกข้าวเป็นส่วนใหญ่ ถือเป็นแหล่งที่ เป็นอู่ข้าวอู่น้ำของประเทศไทย

ส่วนที่เป็นปากแม่น้ำที่อยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยานั้น จะเกิดมีดินดอนสามเหลี่ยมต่อเนื่อง เป็นอันเดียวกัน เกิดเกาะน้อยใหญ่เป็นระยะ ๆ ทำให้เกิดปรากฏการณ์แผ่นดินน้ำไหล ทรายมูลในแม่น้ำสายใหญ่ และด้วยเหตุที่แม่น้ำเจ้าพระยานั้นไหลคดเคี้ยวไปมา จนเกิดพื้นที่เกาะขนาดใหญ่ได้กลายเป็นแหล่งที่อุดมสมบูรณ์ ด้วยมีแม่น้ำล้อมรอบ และพื้นที่เกาะนั้นได้ตั้งราชธานี คือ กรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร์ ตามลำดับ การตั้งถิ่นฐานบ้านเมืองของคนสยามหรือคนไทยนั้น ได้มีความรู้ความชำนาญ และประสบการณ์ต่อภูมิประเทศที่มีแม่น้ำลำคลองหลายสายหลายแคว ซึ่งเป็นแหล่งมีปลา และไหลผ่านลงสู่ทะเล ทำให้พื้นที่อุดมสมบรูณ์ด้วยเรือกสวนไร่นา ซึ่งมีข้าว และพืชพันธ์ธัญญาหารเพาะปลูกได้มากมายหลายชนิด จนมีคำกล่าวว่า "ในน้ำมีปลาในนามีข้าว" และแม่น้ำนั้นจะเป็นเส้นทางที่ผู้คนได้ใช้อาศัยสัญจรไปมา ติดต่อกันได้โดยสะดวก โดยใช้เรือเป็นพาหนะ ดังนั้น คนไทยจึงได้ตั้งบ้านเมือง เป็นหลักแหล่งอยู่ริมแม่น้ำลำคลองเมืองใหญ่ และราชธานีของอาณาจักรต่าง ๆ ได้ตั้งอยู่ริมแม่น้ำทั้งสิ้น เช่น กรุงสุโขทัย ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำยม นครพิงค์หรือเชียงใหม่ ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำปิง กรุงศรีอยุธยา ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา กรุงธนบุรีและกรุงเทพมหานคร ก็ได้สร้างเมืองอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาเช่นเดียวกัน

อาชีพเกษตรกรรมของคนไทยนั้น ได้อาศัยน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาและลำคลองต่าง ๆ เข้าไปช่วยการทำนา รู้จักสร้างระหัดวิดน้ำหรือหาวิธีนำน้ำจำนวนมาก จากแม่น้ำให้ไหลเข้าสู่ท้องนานับพันไร่พื้นที่นาจะขุด ดินยกขันทำเป็นขอบกั้น ให้น้ำคงอยู่เลี้ยงต้นข้าว การพลิกพรวนดินได้ใช้แรงควายลากไถ อันเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำนาปลูกข้าว ซึ่งคนไทยได้เรียนรู้การเพาะต้นกล้า สำหรับนำลงไปปลูกเรียงกันในพื้นที่นาอย่างมีระเบียบ การเติบโตของต้นข้าวนั้น ต้องอาศัยน้ำหล่อเลี้ยงให้ข้าวออกรวง และให้มีเมล็ดข้าวสีทองจำนวนมากมาย แม้ว่าในปัจจุบันนี้จะมีการเพาะปลูกพืชไร่อย่างอื่น เช่น ข้าวโพด มันสำปะหลัง อ้อย ถั่วเหลือง เป็นต้น การทำนาปลูกข้าวยังเป็นความชำนาญและอาชีพหลักของคนไทย

From : นายจักรยาน สีเหลือง [ 23 ต.ค. 48 - 21:26:16 น. ]


ความเห็นที่ 4
เจอแล้ว สำนวนเดียวกัน กับที่คุณเสือคนหนึ่งได้มา แต่อ้างอิงแหล่งข้อมูลคนละที่กัน


ตำนานเจ้าพระยา

ก้องเกียรติ สุขลาภ เรียบเรียง

ท่านทราบหรือไม่ว่า แม่น้ำเจ้าพระยา นอกจากเป็นการรวมตัวของ ปิง วัง ยม น่าน อย่างที่เรารู้กันแล้วนั้น ยังมีเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับแม่น้ำเจ้าพระยาที่น่าสนใจอีกหลายอย่าง ทั้งวิถีชีวิต อารยธรรม รวมถึงตำนานต่าง ๆ มีอยู่หลายตำนานด้วยกัน แต่ที่น่าสนใจและใกล้เคียงกับประวัติศาสตร์ของไทยนั้นมีอยู่เรื่องหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับแม่น้ำเจ้าพระยา โดยเริ่มต้นเมืองประมาณ ปีพุทธศักราช 1893 พระเจ้าอู่ทองทรงสร้างกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี และได้ขึ้นครองราชสมบัติทรงพระนามว่า "สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1" ในขณะที่พระองค์ทรงได้ขึ้นครองราชย์นั้น ได้ให้พระราเมศวรราชบุตรไปปกครองเมืองลพบุรี และได้ให้ขุนหลวงพระงั่วพระเชษฐาไปปกครองเมืองสุพรรณบุรี

พุทธศักราช 1912 พระเจ้าอู่ทองทรงสวรรคต พระราเมศวรราชโอรสขึ้นครองราชย์แทน แต่เวลาต่อมาก็จำต้องถวายราชสมบัติให้ขุนหลวงพระงั่ว พุทธศักราช 1913 ขุนหลวงพระงั่วได้ขึ้นครองราชสมบัติทรงพระนามว่า "สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1" นับเป็นกษัตริย์องค์ที่ 3 ของกรุงศรีอยุธยา พระองค์ทรงใฝ่พระทัยในการทำสงครามมาแต่สมัยพระเจ้าอู่ทอง

ในขณะนั้นกรุงสุโขทัยมีพระมหาธรรมราชาลิไทเป็นกษัตริย์ปกครอง พระองค์ทรงอ่อนแอมาก ประเทศราชต่างก็แข็งเมือง ทางกรุงสุโขทัยไม่สามารถไปตีคืนมาครอบครองเหมือนดั่งเดิมได้

พุทธศักราช 1915 สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 พระองค์ทรงยกกองทัพเข้าตีแคว้นสุโขทัยตอนใต้ โดยยกกองทัพเข้าตีเมืองจำปา (ชัยนาท) ได้ก่อน แล้วยกทัพมาตั้งมั่นล้อมเมืองพระบางไว้ ซึ่งเมืองพระบางนั้น เป็นเมืองหน้าด่านตอนใต้ของสุโขทัย ตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำใหญ่ มีพระอนุมานวิจิตรเกษตรเป็น เจ้าเมืองในขณะนั้น มีเมืองในการปกครองอีก 4 เมืองคือ
1. เมืองไตรตรึงษ์ อยู่ทางเหนือเมืองพระบาง มีเจ้าพระยาอัษฎานุภาพเป็นเจ้าเมือง (ปัจจุบันอยู่ในเขตอำเภอเมืองจังหวัดกำแพงเพชร)
2. เมืองไพศาลี อยู่ทางทิศตะวันออก มีเจ้าพระยาราชมณฑปเป็นเจ้าเมือง (ปัจจุบันคือ บ้านหนองไผ่ ตำบลหนองไผ่ อำเภอไพศาลี จังหวัดนครสวรรค์)
3. เมืองการุ้ง อยู่ทางทิศตะวันตก มีพระยาวิเศษศรไกรเป็นเจ้าเมือง (ปัจจุบันคือ บ้านการุ้ง ตำบลวังหิน อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี)
4. เมืองจำปา อยู่ทางทิศใต้ (ปัจจุบันคือเมืองชัยนาท)

เจ้าพระยาอนุมานวิจิตรเกษตร มีทหารเอกอยู่ 2 คน คือ สมบุญ และ ศรี แต่ทว่าศรี ไปขึ้นกับฝ่ายกรุงศรีอยุธยาเพื่อหวังจะเป็นใหญ่ในพระบาง ทางด้านเมืองหน้าด่านของเมืองพระบางทั้งสาม (เว้นนครจำปาซึ่งถูกกรุงศรีอยุธยายึดไปแล้ว) จึงได้ยกทัพมาช่วย

อยุธยาล้อมเมืองพระบางอยู่ถึง 5 เดือนเต็ม และแล้วศรีผู้ทรยศ ก็สามารถนำกองทัพอยุธยาเข้าตีเมืองพระบางไว้ได้ เจ้าพระยาทั้งสี่พร้อมด้วยสมบุญทหารเอกถูกจับได้

พระบรมราชาธิราช ให้นำตัวเจ้าพระยาทั้งสี่ และสมบุญเข้าเฝ้า พระองค์ทรงตรัสว่า " เราได้ทราบว่าพวกท่านกล้าหารและเข้มแข็งนัก เรายินดีที่ได้พบและรู้จักพวกท่าน เราต้องขอโทษที่ต้องเข้าตีเมืองพระบาง เพราะเราเห็นว่า สุโขทัย นับวันจะเสื่อมโทรมลง เป็นช่องทางให้ข้าศึกศัตรูจู่โจมเข้ามา แย่งยื้อถือปกครอง เราจึงคิดรวบรวมไทยไว้ให้เป็นปึกแผ่น เราเห็นว่าพวกท่านทั้ง 5 คนนี้ เป็นคนซื่อสัตย์กตัญญู มั่นอยู่ต่อพระเจ้าอยู่หัวของท่านยิ่งนัก ยากที่จะหาคนอย่างพวกท่านได้อีก เราจะขอให้ท่านรับราชการกับเราสืบไป "

พระยาอัษฎานุภาพจึงกราบทูลว่า " นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ แต่เสียใจที่ข้าพระพุทธเจ้าทั้ง 5 นี้ ได้ถือน้ำพิพัฒน์สัตยาในพระเจ้าอยู่หัวในราชวงค์สุโขทัยเสียแล้ว มิอาจอยู่ตากหน้ารับความสุข และลาภยศของใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทได้ ในเมืองพระเจ้าอยู่หัวของข้าพระพุทธเจ้ากำลังตกอับซ้ำ ข้าทั้ง 5 ขอท่านกลับมาช่วยพระเจ้าแผ่นดินองค์ใหม่ชิงราชบัลลังก์"

พระบรมราชาธิราชจึงตรัสต่อไปว่า " ท่านเข้าใจผิด เราตั้งใจไว้ว่า หากเราได้กรุงสุโขทัยเราจะไม่ทำให้กรุงสุโขทัยต้องเดือดร้อน คงให้ดำรงพระยศเป็นกษัตริย์ฝ่ายเหนือตามเดิม แต่รวมอยู่กับอยุธยา"

พระยาราชมณฑปจึงกราบทูลต่อไปอีกว่า "จะมีประโยชน์อะไรที่จะต้องอยู่อย่างผู้แพ้ อยู่อย่างประเทศราช ข้าพระพุทธเจ้ารู้พระทัยของพระเจ้ากรุงสุโขทัยดีว่า พระองค์ไม่พึงปรารถนาที่จะให้พระองค์ทรงชุบเลี้ยง ข้าพระพุทธเจ้าของยืนยันว่า แม้แผ่นดินยังไม่กลบหน้าตราบใดแล้ว ก็ต้องหาทางกอบกู้กรุงสุโขทัยกลับคืนมาจงได้ และเมื่อนั้นเลือดไทยก็ต้องหลั่งกันอีก"

พระยาวิเศษศรไกรกล่าวเสริมว่า "ข้าพระพุทธเจ้าขอยืนยันว่า พวกข้าพระพุทธเจ้าตั้งแต่ปู่ ย่า ตา ยาย มาถึง 7 ชั่วโคตร เคยแต่เป็นข้าของพระเจ้ากรุงสุโขทัย ที่จะกลับมาเป็นข้าของอยุธยานั้นอย่าหมาย ชาวเหนือถือเป็นคติประจำสันดานเสมอว่า ตายในสนามรบดีกว่าอยู่อย่างผู้แพ้ เมื่อแพ้แล้วอยู่ไปจะประเสริฐอย่างไร ขอให้ประหารข้าพระพุทธเจ้าเสียเถิด"

" อ้ายบุญก็เหมือนกัน อย่าให้ต้องเป็นหมาสองรางอย่างอ้ายศรีเลย ขอให้พระองค์ชุบเลี้ยงอ้ายหมาหัวเน่าไว้เป็นข้าแต่ตัวเดียวเถิด" สมบุญทหารเอกพูดด้วยความโกรธแค้น

พระบรมราชาธิราชได้ฟังสมบุญพูดดังนั้น จึงตรัสปลอบว่า "เจ้าสมบุญ เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร เราไทยด้วยกันค่อยพูดค่อยจากัน ออมชอมกันไว้ไม่ดีกว่าหรือ เป็นข้าคนไทยด้วยกันยังดีกว่าเป็นข้าของคนต่างด้าว เท้าต่างแดน แล้วเจ้าจะเอาอย่างไรต่อไป"

"อ๋อ ไม่ยาก ข้าพระพุทธเจ้าขออย่างเดียว ง่ายยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปากเสียอีก คือฆ่าพวกข้าพระพุทธเจ้าเสียให้หมด" สมบุญพูดด้วยใจเด็ดเดี่ยว

พระบรมราชาธิราชจึงตรัสต่อไปว่า "เราก็จนใจเมื่อพวกท่านทั้ง 5 ต้องการเช่นนั้น แต่เราให้พวกท่านเลือกตายตามสมัครใจ"

สมบุญกราบทูลว่า "สำหรับข้าพระพุทธเจ้าสมบุญทหารเอกเมืองพระบาง เกิดที่หนองสาหร่าย เกิดที่ไหนก็อยากตายที่นั้น เอาร่างถมแผ่นดินมาตุภูมิ ขอให้เอาข้าพระพุทธเจ้าไปฆ่าเสียที่หนองสาหร่ายเถิด จะเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างยิ่ง"

พระบรมราชาธิราชจึงตรัสแก่ทหารทั้งหลายว่า "ทหารจงดูไว้เป็นเยี่ยงอย่าง จะหาคนที่ประเสริฐอย่างนี้ได้ยากมาก เพื่อให้ชาวพระบางมีใจระลึกถึงความดีงาม และวีรกรรมของเจ้าสมบุญ เราขอประกาศเปลี่ยนชื่อหนองสาหร่ายเสียใหม่ว่า "หนองสมบุญ" เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งความกล้าหาญของสมบุญทหารเอกแห่งเมืองพระบาง ทหาร ! พาสมบุญไปได้"

พระยาอนุมานฯ จึงกราบทูลว่า "ข้าพระพุทธเจ้าทั้งสี่ เป็นศิษย์สำนักเดียวกัน ต่างอยู่ยงคงกระพัน ไม่มีทางฆ่าพวกข้าพระพุทธเจ้าได้ ขอได้โปรดนำพวกข้าพระพุทธเจ้าไปกดให้จมน้ำตาย ที่แม่น้ำหน้าเมืองนี้เถิด "

พระบรมราชาธิราชเมืองได้ฟังดังนั้นจึงตรัสว่า "เราเสียดายท่านทั้งสี่ แต่เราก็จนใจในความตั้งใจของท่าน" แล้วจึงสั่งทหารให้นำพระยาทั้งสี่ไปกดน้ำให้จมน้ำตาย ที่หน้าเมืองพระบางตามความประสงค์

ก่อนตายเจ้าพระยาทั้งสี่ได้ตั้งจิตอธิษฐานว่า "ข้าแต่พระคงคาอันศักดิ์สิทธิ์ ที่สิงสถิตย์อยู่ ณ วังน้ำอันเยือกเย็นนี้ ข้าพระพุทธเจ้าทั้งสี่ ได้เกิดมาในลุ่มอกแม่น้ำนี้ ลูกได้อาศัยดื่มกินมาชั่วลูกชั่วหลาน แม่มิได้เคยเหือดแห้ง บัดนี้ข้าพระพุทธเจ้าทั้งสี่สิ้นวาสนา ขอฝากดวงวิญญาณแห่งชายชาติทหารของกรุงสุโขทัยไว้กับพระแม่คงคา ด้วยเดชะความซื่อสัตย์ กตัญญูกตเวทีของข้าพระพุทธเจ้า ขอให้แม่น้ำสายนี้ จงอย่ามีวันใดเหือดแห้ง จงเป็นสายธารชีวิตของชาวไทย ได้หล่อเลี้ยงพืชผลแห่งไร่นา พาเอาง้วนดินเหนือ อันเกิดจากซากของผู้กล้า ที่เขาหลั่งเลือดเนื้อปกป้องปฐพี ไปเป็นอาหารแห่งพืชที่แม่พระคงคาไหลผ่านไป ขอให้ชาวไทยในลุ่มแม่น้ำสายนี้ จงวัฒนาสถาพรตลอดชั่วฟ้าดินสลาย"

และแล้วแม่น้ำสายนี้ก็ปรากฎชื่อว่า "แม่น้ำเจ้าสี่พระยา" แต่บัดนั้นกาลเวลาได้ผ่านมาห้าร้อยปีเศษ คำว่า "สี่" ก็จางหายไปเหลือแต่ "เจ้าพระยา" เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งวีรกรรมอันกล้าหาญและซื่อสัตย์ของเจ้าพระยาทั้งสี่ ผู้ครอบครองเมืองหน้าด่านตอนใต้สุดของสุโขทัย

(หมายเหตุ : ตำนานแม่น้ำเจ้าพระยา และหนองสมบุญนี้ ได้ดัดแปลงมาจากหนังสือการแสดงละครเรื่อง "ตำนานเมืองพระบาง" ซึ่ง นายอ้อม ศรีรอด แห่งโรงเรียนศรีสัคควิทยา ตลาดสะพานดำ ตำบลนครสวรรค์ตก อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ เป็นผู้ประพันธ์ขึ้น ตามเค้าเรื่องจากสมุดข่อยวัดเขื่อนแดง ตำบลนครสวรรค์ตก อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ ผู้เขียนได้ไปค้นหาสมุดข่อยดังกล่าวที่วัดเขื่อนแดงแล้ว ปัจจุบันได้สูญหายและไม่ทราบว่าผู้ใดเอาไป)

ข้อมูลอ้างอิงจาก หนังสือนิทานพื้นบ้าน ของรองศาสตราจารย์วิเชียร เกษประทุม, หนังสือแหล่งท่องเที่ยวนครสวรรค์ สำนักพิมพ์ บริษัทชุณหสาส์น พับลิชชิ่ง จำกัด

จาก http://www.geocities.com/tatlobri/nakhonsawan/tamnan.html


From : นายจักรยาน สีเหลือง [ 23 ต.ค. 48 - 22:01:12 น. ]


ความเห็นที่ 5

แม่น้ำเจ้าพระยา ระยะทาง 372 กม. เกิดจากการรวมตัวของแม่น้ำ ลำน้ำ หลายสาย แต่มีสายหลัก ๆ ดังนี้
1. แม่น้ำปิง เกิดระหว่างเทือกเขาถนนธงชัยตอนกลาง กับเทือกเขาผีปันน้ำตอนตะวันตก ต้นน้ำอยู่ที่ดอยถ้วย ในเทือกเขาแดนลาว ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว เชียงใหม่
2. แม่น้ำวัง เกิดในเทือกเขา จังหวัดลำปาง ระยะทาง 382 กม. ไหลไปรวมกับแม่น้ำปิง ที่ จ.ตาก
3. แม่น้ำน่าน เกิดจากดอยภูแว ในเทือกเขาหลวงพระบาง(กั้นไทย-ลาว) อ.ปัว น่าน ระยะทาง 615 กม
4. แม่น้ำยม เกิดจากสันเขาผีปันน้ำ อ.ปง พะเยา ระยะ 170 กม. ไปรวมกับแม่น้ำน่าน ที่ อ.ชุมแสง นครสวรรค์

From : jeab742 [ 29 ก.ค. 49 - 11:36:16 น. ]

ความเห็นที่ 6

แม่น้ำเจ้าพระยา เกิดจากการรวมกันของ แม่น้ำปิงที่รวมกับแม่น้ำวัง(สีใส) และ แม่น้ำยมที่รวมกับแม่น้ำน่าน(สีแดง)
From : jeab742 [ 29 ก.ค. 49 - 11:37:08 น. ]

ความเห็นที่ 7

แม่น้ำเจ้าพระยา ได้ชื่อว่า แม่น้ำแห่งราชอาณาจักร 1.ราชอาณาจักรอยุธยา ,2.กรุงธนบุรี ,3.กรุงรัตนโกสินทร์
แม่น้ำเจ้าพระยา การเปลี่ยนแปลงแห่งสายน้ำ จนได้สมญานามลำน้ำกษัรติย์ (The River of The King)
พ.ศ.2088 สมเด็จพระชัยราชา ทรงโปรดให้ขุดคลองบางกอกน้อย ไปถึงคลองบางกอกใหญ่
พ.ศ.2091 สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ โปรดให้ขุดคลองบางกอกน้อย เชื่อมกับ แม่น้ำเจ้าพระยา
(คลองบางกรวย)
พ.ศ.2179 สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง โปรดให้ขุดคลองลัดจากวัดท้ายเมืองไปออกวัดเขมา
(แม่น้ำปัจจุบัน)
พ.ศ.2264 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ โปรดให้ขุดคลองลัดเก็ด (คลองลัดเกร็ด เกิดเกาะเกร็ด)
จบภาคแรก


From : jeab742 [ 29 ก.ค. 49 - 11:38:10 น. ]


ความเห็นที่ 8
แล้วแม่น้ำเจ้าพระยาไหลผ่านจังฟวัดใดบ้างค่ะ
From : มิ้งค่ะ [ 27 ส.ค. 49 - 03:54:18 น. ]

ความเห็นที่ 9

จังหวัดอุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี กรุงเทพมหานคร และไหลลงสู่ปากอ่าวไทย ที่อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ มีความยาวประมาณ 372 กิโลเมตร
From : D.Suknirun [ 5 ก.ย. 49 - 12:57:18 น. ]

ความเห็นที่ 10

River of Kingdom ลำน้ำแห่งอาณาจักร
1.กรุงศรีอยุธยา
From : D.Suknirun [ 5 ก.ย. 49 - 13:00:55 น. ]

ความเห็นที่ 11

2.กรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร
From : D.Suknirun [ 5 ก.ย. 49 - 13:02:06 น. ]

ความเห็นที่ 12

3.กรุงเทพมหานคร
From : D.Suknirun [ 5 ก.ย. 49 - 13:02:58 น. ]

ความเห็นที่ 13

แผนที่เรียบเทียบกรุงธน กับ กรุงเทพฯ
From : D.Suknirun [ 5 ก.ย. 49 - 13:04:02 น. ]

ความเห็นที่ 14

สายลับพม่าลอบทำแผนที่ส่งไปกรุงหงสาวดีไว้วางแผนตีกรุงธนต่อไป(จากหนังสือกรุงเทพมาจากไหน)
From : jeab742 [ 5 ก.ย. 49 - 13:06:57 น. ]