00001
อยากไปไหว้พระ9วัด((ในกรุงเทพ))
อยากจะปั่นเจ้าเสือน้อยไปไหว้พระ 9 วัด เพื่อนๆท่านใดเคยนำเจ้าเสือไปมาแล้วขอคำแนะนำด้วยว่าจะจอดเจ้าเสือไว้ที่ไหนได้บ้างในแต่ละวัดที่ไป
By : Bergamont [ 24 พ.ย. 47 - 21:33:48 น. ]

ความเห็นที่ 1
นี่เลยครับสวนนนท์นี่ล่ะ วัดเพียบเลย วัดสวย ๆ เก่า ๆ ตั้งแต่สมัยอยุธยา มีประวัติความเป็นมาในประวัติศาสตร์อย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นวัดแก้วฟ้า วัดชลอ วัดปรางค์หลวง วัดบางไกร วัดสวนแก้ว และอีกหลายวัด ลองไปนะครับบรรยายกาศร่มรืนในสวนยังพอเหลือยิ่งเช้า ๆ น่าขี่เจ้าเสือมากเลยครับ ขอร่วมอนุโมทนาด้วยนะครับ
From : วิโรจน์ [ 25 พ.ย. 47 - 08:25:03 น. ]

ความเห็นที่ 2
เพิ่งไปมาเมื่อต้นเดือน กย.ที่ผ่านมา คุณสมพิศและคุณเสือกอล์ฟแนะนำรายชื่อวัดมาให้ ชื่อวัดทั้งหมด ก๊อบมาได้ดังนี้
รายชื่อวัด 9 วัด
หลังจากที่เราได้เสนอกิจกรรมไหว้พระขอพรเพื่อเสริทศิริมงคลกัน ไปแล้วครั้งหนึ่งซึ่งครั้ง นั้นเป็นการไหว้พระในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งสำหรับบางคนแล้วอาจจะรู้สึกว่ามันไกลไปสักหน่อยไม่สะดวกที่จะเดินทางไป มาคราวนี้เราก็เลยมีกิจกรรมใหม่มาแนะนำกันค่ะ ได้แก่กิจกรรมนมัสการขอพระพระ 9 วัด ในเขตกรุงเทมหานครค่ะ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก เพียงแค่คุณมีแวลาว่างประมาณครึ่งวันเท่านั้น คุณก็สามารถไหว้ได้ครบ 9 วัดเลยล่ะค่ะ

1. วัดสุทัศน์เทพวราราม คติ "มีวิสัยทัศน์ดี"
2. ศาลเจ้าพ่อเสือ คติ "มีอำนาจบารมี"
3. วัดชนะสงคราม คติ "มีชัยชนะต่อศัตรู ผู้คิดร้าย"
4. ศาลหลักเมือง คติ "ตัดเคราะห์ต่อชะตา"
5. วัดพระศรีรัตนศาสดาราม คติ "แก้วแหวน เงินทอง ไหลมาเทมา"
6. วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม คติ "ร่มเย็นเป็นสุข"
7. วัดกัลยาณมิตร คติ "เดินทางปลอดภัยดี"
8. วัดอรุณราชวราราม คติ "ชีวิตรุ่งโรจน์ทุกคืนวัน"
9. วัดระฆังโฆสิตาราม คติ "มีคนนิยมชมชื่น"

1. วัดบวรนิเวศวิหารราชวรวิหาร
คติ "พบแต่สิ่งดีงาม"
กิจกรรม ไหว้พระพุทธชินสีห์ พระพุทธรูปสำคัญปางมารวิชัย ซึ่งผู้ที่ไม่รู้ว่าตนเกิดวันใด ควรจะมาไหว้สักครั้งเพื่อความสิริมงคลของชีวิต "ไหว้พระพุทธชินสีห์ พบแต่สิ่งดีงาม"
ประวัติความเป็นมา
วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ฝ่ายธรรมยุต สมเด็จพระบรมราชเจ้ามหาศักดิพลเสพทรงสร้างขึ้นในระหว่าง พ.ศ. 2367-2375 ในรัชกาลที่ 3 ใกล้กับวัดรังษีสุทธาวาสที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมขุนอิศรานุรักษ์ทรงสร้าง เรียกนามขณะนั้นว่า "วัดใหม่" ต่อมาพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนสมณศักดิ์ สมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้ามงกุฎซึ่งผนวชจำพรรษาอยู่ ณ วัดราชาธิวาสขึ้นเสมอเจ้าคณะรอง และเชิญเสด็จมาครองวัดนี้ใน พ.ศ. 2379 โดยจัดขบวนแห่เหมือนอย่างพระมหาอุปราช แล้วจึงได้พระราชทานนามวัดว่า "วัดบวรนิเวศวิหาร" ต่อมา รัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รวมวัดรังษีสุทธาวาสเป็นวัดเดียวกับวัดบวรนิเวศ เรียกว่า คณะรังษี นอกจากนี้ ณ ใต้บัลลังก์พระพุทธชินสีห์ได้บรรจุพระบรมราชสรีรังคารของรัชกาลที่ 6 ด้วย
พระพุทธชินสีห์ ได้รับการอัญเชิญมาจากวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดพิษณุโลก เมื่อ พ.ศ. 2374 ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ด้านหน้าพระสุวรรณเขต
พระสุวรรณเขต หรือเรียกว่า "หลวงพ่อโต" หรือ "หลวงพ่อเพชร" คือพระประธานองค์ใหญ่ ตั้งอยู่ด้านในสุด ได้รับการอัญเชิญมาจากวัดสระตะพาน จ.เพชรบุรี
การเดินทางไปยังวัดบวรนิเวศวิหาร
สถานที่ตั้ง ริมถนนบวรนิเวศ และถนนพระสุเมรุ เขตพระนคร
.
. วัดชนะสงครามราชวรมหาวิหาร
คติ "มีชัยชนะต่อศัตรูผู้คิดร้าย"
กิจกรรม ไหว้พระประธานในโบสถ์และรูปเคารพสมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท (บุญมา-สมเด็จพระอนุชาในรัชกาลที่ 1) ผู้นับถือความซื่อสัตย์ เพื่อความเป็นสิริมงคล "ไหว้พระวัดชนะฯ อุปสรรคและศัตรูร้ายพ่ายแพ้"
ประวัติความเป็นมา
ตั้งอยู่เหนือคลองโรงไหม ริมถนนจักรพงษ์ (สะพานเสี้ยว) แต่เดิมอยู่กลางทุ่งนา จึงเรียกว่า "วัดกลางนา" เป็นวัดสมัยก่อนกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาททรงสถาปนาขึ้นใหม่ และรัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯ ให้เป็นวัดพระสงฆ์ฝ่ายรามัญเพื่อเป็นการให้เกียรติแก่ทหารรามัญในกองทัพของสมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ชาวบ้านนิยมเรียกว่า "วัดตองปุ" ตามแบบวัดตองปุในสมัยอยุธยา ต่อมาเมื่อมีชัยชนะต่อกองทหารข้าศึก จึงพระราชทานนามใหม่ว่า "วัดชนะสงคราม" ต่อมารัชกาลที่ 5 สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถทรงอัญเชิญพระอัฐิของเจ้านายฝ่ายพระราชวังบวรสถานมงคลทั้งสิ้นมาประดิษฐานไว้ในโบสถ์ เพื่อให้เหมาะสมแก่พระเกียรติยศที่วัดนี้มีงานของช่างฝีมือชั้นเยี่ยมสมัยรัชกาลที่ 1 อยู่ในกุฏิเจ้าอาวาสเป็นบานประตูลายรดน้ำ
การเดินทางไปยังวัดชนะสงครามราชวรมหาวิหาร
สถานที่ตั้ง ถนนจักรพงษ์ แขวงบางลำพู เขตพระนคร


3. วัดสุทัศเทพวรารามราชวิหาร
คติ "ไหว้พระวัดสุทัศน์ฯ วิสัยทัศน์กว้างไกล มีเสน่ห์แก่บุคคลทั่วไป"
กิจกรรม สักการะพระประธาน (พระศรีศากยะมุนี) ที่เก่าแก่ซึ่งเป็นพระพุทธรูปสมัยสุโขทัยที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ อดีตเคยประดิษฐานอยู่ที่วิหารหลวงวัดมหาธาตุของกรุงสุโขทัย (สักการะด้วยดอกไม้คู่ ธูป 3 ดอก เทียน 2 เล่ม)
ประวัติความเป็นมา
สร้างในปลายรัชกาลที่ 1 มีชื่อเดิมว่า "วัดมหาสุทธาวาส" โดยมีพระราชประสงค์ที่จะทรงสร้างให้เป็นวัดกลางเมืองเขตพระนคร มีวิหารสูงใหญ่เท่าวัดพนัญเชิงของกรุงศรีอยุธยา มีพระศรีศากยมุนีที่อัญเชิญมาจากวิหารหลวงของวัดมหาธาตุของกรุงสุโขทัยประดิษฐานอยู่ การสร้างวัดมหาสุทธาวาสเสร็จสมบูรณ์ในรัชกาลที่ 3 เมื่อปี พ.ศ. 2390 และได้รับพระราชทานนามใหม่ว่า "วัดสุทัศน์เทพวราราม"
ภายในวัด บริเวณลานตรงมุมพระระเบียงด้านขวาประดิษฐานพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 8 (ศาสตรจารย์ศิลป์ พีระศรี ปั้นพระพักตร์ นายไพฑูรย์ เมืองสมบูรณ์ ปั้นพระวรกาย) พระวิหารพระศรีศากยมุนี ถ่ายทอดแบบมาจากพระวิหารพระมงคลบพิตร กรุงศรีอยุธยา บานประตูใหญ่พระวิหารสลักไม้สวยงามยิ่งนัก ในจดหมายเหตุกล่าวไว้ว่า รัชกาลที่ 2 ทรงสลักบานประตูใหญ่คู่กลางที่ถูกไฟไหม้เมื่อ พ.ศ. 2502 นั้น ได้นำเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ และนำบานประตูใหญ่ด้านหลังพระวิหารมาใส่ไว้แทนพระอุโบสถ สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2377-2386 ในสมัยรัชกาลที่ 3 ประดิษฐานพระพุทธตรีโลกเชฏฐ์ เป็นพระประธานปางมารวิชัย ใหญ่กว่าพระที่หล่อในกรุงรัตนโกสินทร์องค์อื่นๆ หน้าตักกว้าง 10 ศอก 8 นิ้ว ภาพจิตรกรรมฝาผนัง เป็นฝีมือช่างชั้นครู ในสมัยรัชกาลที่ 3 มีความงดงามมาก พระอุโบสถนี้นับว่ายาวที่สุดในประเทศไทย
การเดินทางไปยังวัดสุทัศน์เทพวรารามราชวรวิหาร
สถานที่ตั้ง อยู่บริเวณเสาชิงช้า ตรงข้ามศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เขตพระนคร

. ศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร
คติ "ตัดเคราะห์ ต่อชะตา เสริมวาสนา บารมี"
กิจกรรม สักการะศาลเจ้าพ่อหลักเมือง ไหว้พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง เจ้าพ่อเจตคุปต์ พระกาฬไชยศรี และเจ้าพ่อหอกลอง ประกอบพิธีสะเดาะเคราะห์ตามธรรมเนียม "ไหว้เจ้าพ่อหลักเมือง ตัดเคราะห์ ต่อชะตา เสริมวาสนาบารมี" (บูชาพระด้วยดอกบัวกับธูป 3 ดอก ไหว้พระองค์เสาหลักเมืองจำลองด้วยผ้าแพร 3 สี พวงมาลัย แล้วนำพวงมาลัยไปไหว้เสาหลักเมืององค์จริงเสร็จแล้วไหว้เทพารักษ์ทั้ง 5)
ประวัติความเป็นมา
ในการสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1 ได้โปรดเกล้าให้กระทำพิธียกเสาหลักเมืองเพื่อความเป็นสิริมงคลตามความเชื่อที่มีมาแต่โบราณ เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2325 เวลา 6.45 น. ต่อมาในรัชกาลที่ 4 ได้โปรดเกล้าฯ ให้บูรณะซ่อมแซมใหม่เมื่อ พ.ศ. 2395 เสาหลักเมืองสร้างด้วยไม้ชัยพฤกษ์ สูงพ้นดิน 108 นิ้ว ส่วนที่ฝังอยู่ในดินยาว 19 นิ้ว มียอดสวมลงบนเสา ลงรักปิดทองสำหรับบรรจุชะตาเมือง ต่อมาในปี พ.ศ. 2523 ได้มีการบูรณะซ่อมแซมครั้งใหญ่ ในบริเวณนี้ยังมีศาลเทพารักษ์ ประดิษฐานเจ้าพ่อหอกลอง เจ้าพ่อเจตคุปต์ พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง และพระกาฬไชยศรี มีการจัดละครรำ ละครชาตรี ไว้สำหรับให้ผู้ต้องการแสดงคาราวะ ว่าจ้างด้วยการรำบูชาศาลหลักเมืองอยู่ตรงด้านข้างด้วยเมื่อไม่นานมานี้ ได้มีการเฉลิมฉลองสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ ครบ 220 ปี มีการบวงสรวงและแจกจ่ายน้ำมนต์ให้กับประชาชนเพื่อความสิริมงคล เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2545
การสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ได้จัดขึ้นในหลายยุคหลายสมัย เมื่อคราวครบรอบ 50 ปี พ.ศ. 2375 ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 3, ครบรอบ 100 ปี พ.ศ. 2425 ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 5, ครบรอบ 150 ปี พ.ศ. 2475 ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 7 และครบรอบ 200 ปี พ.ศ. 2525 ในรัชกาลปัจจุบัน
การเดินทางไปยังศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร
สถานที่ตั้ง บริเวณมุมด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของสนามหลวง ตรงข้ามพระบรมมหาราชวัง ถนนมหาไชย เขตพระนคร

5. วัดพระศรีรัตนศาสดาราม
คติ "แก้วแหวน เงินทอง ไหลมา เทมา"
กิจกรรม ไหว้ พระแก้วมรกต พระพุทธรูปสำคัญในภูมิภาคเอเชียเป็นศูนย์กลางความศรัทธาไทย-ลาว "ไหว้พระแก้วมรกต แก้วแหวน เงินทองไหลมา เทมา ตลอดปี"
ประวัติความเป็นมา
เป็นพระอารามที่รัชกาลที่ 1 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นในบริเวณพระบรมมหาราชวังตามประเพณีที่มีมาแต่สมัยโบราณ เพื่อความสะดวกเวลาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงบำเพ็ญพระราชกุศลตามราชประเพณีและเพื่อเป็นที่บรรจุพระอัฐิอายุของพระเจ้าแผ่นดินและเจ้านายในราชสกุล
พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม
สร้างขึ้นแต่ครั้งรัชกาลที่ 1 เพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรพระแก้วมรกต ซึ่งอัญเชิญมาจากกรุงธนบุรี เมื่อ พ.ศ. 2327 ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 3 ได้ซ่อมแซมประดับประดาด้วยฝีมือช่างอันวิจิตร ภายในมีภาพจิตรกรรมฝาผนัง และสำหรับเป็นที่ประชุมเข้าทูลละอองพระบาทถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา
ปราสาทพระเทพบิดร
สร้างสมัยรัชกาลที่ 4, 5 ใน พ.ศ. 2439 ต่อมาเกิดไฟไหม้ บูรณะเสร็จในสมัยรัชกาลที่ 6 ได้อัญเชิญพระบรมรูปรัชกาลที่ 1 ถึง รัชกาลที่ 5 จากพระที่นั่งศิวาลัยมาประดิษฐาน เปิดให้ประชาชนเข้าถวายสักการะบูชาในวันจักรี 6 เมษายน และวันฉัตรมงคล
พระศรีรัตนเจดีย์
สร้างในสมัยรัชกาลที่ 4 พ.ศ. 2398 มีเจดีย์องค์เล็กอยู่ภายในประดิษฐานพระบรมธาตุในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้ประดับกระเบื้องสีทองทั้งองค์พระเจดีย์
พระมณฑป
สร้างในสมัยรัชกาลที่ 1 เป็นที่ประดิษฐานพระไตรปิฎกฉบับทองตู้ พระไตรปิฎกประดับมุกฝีมือวิจิตรสวยงามยิ่ง นอกจากนี้ยังมีสถาปัตยกรรมทรงไทยและการประดับตกแต่งบริเวณสถานที่อย่างวิจิตรพิศดาร โดยเฉพาะภาพจิตรกรรมฝาผนังเรื่องรามเกียรติ์ บนผนังพระระเบียงที่โอบล้อมบริเวณวัดทั้ง 4 ด้าน
การเดินทางไปยังวัดพระแก้ว
สถานที่ตั้ง บริเวณสนามหลวง ถนนหน้าพระลาน เขตพระนคร

6. วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร
คติ "ร่มเย็น เป็นสุข"
กิจกรรม นมัสการพระพุทธไสยาสน์อันศักดิ์สิทธิ์ (ที่พระบาททั้งสองข้างประดับมุกลวดลายภาพมงคล 108 ประการ) และแวะไหว้เจ้าแม่กวนอิมปางพันกรที่เลื่องลือครั้งสมัยรัชกาลที่ 3 ว่าศักดิ์สิทธิ์มากเพื่อความเป็นสิริมงคล "ไหว้พระนอนวัดโพธิ์ สงบ สุข ร่มเย็นตลอดปี" (สักการะด้วยทองคำเปลว 11 แผ่น ธูป 9 ดอก เทียนคู่)
ประวัติความเป็นมา
เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงสร้างพระบรมมหาราชวังแล้ว ได้ทรงพระราชทานพระราชทรัพย์บูรณะวัดโบราณที่อยู่ใกล้กับเขตพระบรมมหาราชวัง ซึ่งเรียกกันว่าวัดโพธาราม และโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระเจดีย์องค์หนึ่งบรรจุพระพุทธรูปพระศรีสรรเพชญ์ ซึ่งอัญเชิญมาจากกรุงศรีอยุธยา ต่อมาใน พ.ศ. 2377 รัชกาลที่ 3 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้บูรณะพระเจดีย์เก่าสมัยรัชกาลที่ 1 แล้วกรุด้วยกระเบื้องเคลือบสีเขียว แล้วพระราชทานนามพระเจดีย์ตามรูปว่า "พระมหาเจดีย์ศรีสรรเพชญดาญาณ" แล้วจารึกบทกวีนิพนธ์ทั้งสมัยอยุธยา และกรุงรัตนโกสินทร์ลงบนแผ่นศิลาติดไว้ในบริเวณพระอุโบสถ และทรงสร้างเจดีย์ใหญ่อีกองค์หนึ่งเพื่ออุทิศถวายพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยชื่อ "พระมหาเจดีย์ดิลกธรรมกนิธาน" รัชกาลที่ 3 ทรงมีพระราชประสงค์ให้วัดโพธิ์เป็น "มหาวิทยาลัยสำหรับประชาชน" ดังนั้นความรู้จากกวีนิพนธ์บางเรื่องจะมีภาพเขียนหรือรูปปั้นประกอบ แบ่งออกได้ 8 หมวด คือ ประวัติวัด ตำรายาอนามัย ประเพณี วรรณคดีไทย สุภาษิตเปรียบเทียบ และพระพุทธศาสนาในปัจจุบัน วัดพระเชตุพนฯ เปิดอบรมเผยแพร่วิชาแพทย์แผนโบราณ เมื่อสำเร็จการอบรม มีการสอบเพื่อรับใบประกอบโรคศิลป์ จากกระทรวงสาธารณสุข
การเดินทางไปยังวัดพระเชตุพนฯ
สถานที่ตั้ง หลังพระบรมมหาราชวัง ถนนสนามไชย เขตพระนคร

7. วัดระฆังโฆสิตารามวรวิหาร
คติ "มีคนนิยมชมชื่น"
กิจกรรม สักการะสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ที่วัดระฆังฯ อ่านคาถาชินบัญชร พร้อมกันหน้ารูปเคารพสมเด็จโต และเข้าไปสักการะพระประธาน เพื่อความสิริมงคล "ไหว้พระวัดระฆัง มีชื่อเสียงโด่งดังตลอดปี" (สักการะด้วยธูป 3 ดอก เทียนคู่ ทองคำเปลว 3 แผ่น)
ประวัติความเป็นมา
เป็นพระอารามหลวงชั้นโท เดิมชื่อวัดบางหว้าใหญ่ เป็นวัดโบราณมีมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงอาราธนาพระเถระมาประชุมและชำระพระไตรปิฎกที่วัดแห่งนี้ ต่อมาสมัยรัชกาลที่ 3 ทรงโปรดฯ ให้ขุดสระแล้วรื้อตำหนักและหอนั่งที่ทรงปลูกไว้ทางด้านตะวันตกของพระอุโบสถเก่า (ปัจจุบันเป็นที่ตั้งพระวิหาร) มาปลูกลงในสระ ทำหอไตรเป็นรูปเรือนสามหลังแฝด ภายในมีจิตรกรรมที่สำคัญหลายแห่งทั้งบานประตูและฝาผนัง รวมทั้งตู้พระไตรปิฎกขนาดใหญ่ สมัยกรุงศรีอยุธยาประดิษฐานไว้ในห้องด้านเหนือและห้องด้านใต้ นอกจากนั้น ยังโปรดให้รื้อตำหนักทอง อันเป็นที่ประทับของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี มาปลูกไว้ทางทิศใต้ของพระอุโบสถ เพื่อให้เป็นที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราช (ศรี) วัดนี้เป็นที่ประทับของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังษี) สมเด็จพระสังฆราชในสมัยรัชกาลที่ 4 ซึ่งเป็นพระเถระผู้ทรงเกียรติคุณวิทยาคุณโด่งดังมากที่สุดทั้งในอดีตตลอดจนปัจจุบัน
พระอุโบสถเป็นแบบสถาปัตยกรรมในสมัยรัชกาลที่ 1 มีลายหน้าบันเป็นรูปนารายณ์ทรงครุฑ ภายในพระอุโบสถมีภาพจิตรกรรมฝาผนังซึ่งเขียนในสมัยรัชกาลที่ 6 วัดระฆังฯ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานสำคัญของชาติเมื่อ พ.ศ. 2492
การเดินทางไปยังวัดระฆังโฆสิตาราม
สถานที่ตั้ง ถนนอรุณอัมรินทร์ แขวงศิริราช เขตบางกอกน้อย

8. วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร
คติ "ชีวิตรุ่งโรจน์ทุกคืนวัน"
กิจกรรม ไหว้พระประธานซึ่งกล่าวกันว่าพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงปั้นพระพักตร์ด้วยพระองค์เอง เพื่อความสิริมงคล "ไหว้พระประธานวัดอรุณ ชีวิตรุ่งโรจน์ทุกคืนวัน" (สักการะด้วยธูป 3 ดอก เทียนคู่) หรือเดินทักษิณารอบพระปรางค์วัดอรุณฯ
ประวัติความเป็นมา
เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก มีมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา เดิมชื่อวัดมะกอก เมื่อ พ.ศ. 2310 สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีโปรดเกล้าฯ ให้ปฏิสังขรณ์แล้วเปลี่ยนชื่อเป็น วัดแจ้ง ต่อมา รัชกาลที่ 2 ครั้งยังทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร ได้พระราชทานนามใหม่ว่า "วัดอรุณราชธาราม" และได้กลายมาเป็นวัดประจำรัชกาลด้วย จากนั้นรัชกาลที่ 4 ได้ทรงปฏิสังขรณ์เพิ่มเติมและเปลี่ยนนามวัดเป็น "วัดอรุณราชวราราม"
วัดนี้นับเป็นวัดที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ เช่นครั้งที่เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (รัชกาลที่ 1) แม่ทัพแห่งกรุงธนบุรีตีกรุงเวียงจันทร์แตก ก็ได้อัญเชิญพระแก้วมรกตมาประดิษฐานไว้ที่วัดอรุณฯ เป็นครั้งแรกก่อนจะอัญเชิญไปประดิษฐานในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม
จุดเด่นที่สุดของวัด คือ "พระปรางค์" ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศ ตั้งอยู่ทางทิศใต้ เดิมมีความสูง 8 วา แต่ได้รับการก่อเสริมให้สูง 33 วาเศษ ในสมัยรัชกาลที่ 3 เพื่อให้สมกับเป็นพระมหาธาตุประจำกรุงรัตนโกสินทร์ ยอดพระปรางค์เป็นนภศูลมีมงกุฎปิดทอง ภายในพระอุโบสถ พระพุทธอาสน์ของพระประธานเป็นสถานที่บรรจุพระบรมอัฐิของรัชกาลที่ 2 นอกจากนี้ยังมียักษ์ปูนปั้นขนาดใหญ่ 2 ตน ตั้งอยู่หน้าประตูซุ้มยอดพระมงกุฎ มีนามว่า "ทศกัณฐ์" และ "สหัสเดชะ" ซึ่งเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่า "ยักษ์วัดแจ้ง"
การเดินทางไปยังวัดอรุณราชวราราม
สถานที่ตั้ง ข้างกองทัพเรือ ถนนอรุณอัมรินทร์ เขตบางกอกใหญ่

9. วัดกัลยาณมิตรวรวิหาร
คติ "เดินทางปลอดภัยดี"
กิจกรรม ไหว้หลวงพ่อซำปอกง (พระพุทธไตรรัตนนายก) พระโตริมน้ำคติอยุธยา ณ วัดกัลยาณมิตร เพื่อความเป็นสิริมงคล "ไหว้หลวงพ่อซำปอกง โชคดี มีชัย ปลอดภัย ตลอดปี" (สักการะด้วยธูป 3 ดอก เทียนแดงคู่)
ประวัติความเป็นมา
เป็นพระอารามหลวงชั้นโท เดิมบริเวณนี้เรียกว่า หมู่บ้านกุฎีจีน เจ้าพระยานิกรมบดินทร์ (โต กัลยาณมิตร) ได้อุทิศบ้านและที่ดินสร้างขึ้นเป็นวัดในสมัยรัชกาลที่ 3 แล้วถวายเป็นพระอารามหลวง ได้รับพระราชทานนามว่า "วัดกัลยาณมิตร" พร้อมกับทรงสร้างพระวิหารหลวงและพระประธาน พระราชทานให้องค์พระประธานนี้ ต่อมาได้รับพระราชทานนามจากรัชกาลที่ 4 ว่า "พระพุทธไตรรัตนนายก" ซึ่งเป็นที่นิยมนับถืออย่างยิ่งสำหรับชาวไทยเชื้อสายจีน มีชื่อเรียกตามแบบจีนว่า "ซำปอฮุดกง" หรือ "ซำปอกง" เมื่อถึงเทศกาลงานวัดในวันสิ้นเดือน 9 ของทุกปี หรืองานเทกระจาด บรรดาชาวไทยเชื้อสายจีนจะร่วมกันจัดงานนมัสการ นอกจากนี้ยังมีหอพระธรรมมณเฑียรเถลิงพระเกียรติ ซึ่งรัชกาลที่ 4 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2408 เพื่อเป็นสถานที่เก็บพระไตรปิฎกและพระคัมภีร์ต่างๆ
การเดินทางไปยังวัดกัลยาณมิตร
สถานที่ตั้ง แขวงวัดกัลยาณมิตร เขตธนบุรี
ทุกที่ที่ไปสามารถนำจักรยานไปจอดได้ส่วนใหญ่ผมถามยามก่อนและจอดตรงใกล้ยามแล้วล่ามโซ่ไว้

From : ไปมาแล้ว [ 25 พ.ย. 47 - 10:02:21 น. ]


ความเห็นที่ 3
ขอบคุณ ครับ สำหรับคำแนะนำ อยากถามอีกครับว่าท่าเอาเจ้าเสือเราจะไปจอดที่ไหนได้บ้างละครับที่ปลอดภัย น่ะครับ
From : Bergamont [ 25 พ.ย. 47 - 11:06:06 น. ]

ความเห็นที่ 4
คุณ"ไปมาแล้ว" เค้าตอบไว้แล้วครับ "ทุกที่ที่ไปสามารถนำจักรยานไปจอดได้ส่วนใหญ่ผมถามยามก่อนและจอดตรงใกล้ยามแล้วล่ามโซ่ไว้"
From : j [ 25 พ.ย. 47 - 11:36:26 น. ]

ความเห็นที่ 5
ต้องมีเพื่อนปั่นไปด้วยเป็นกลุ่มเล็กๆ จะได้ผลัดเฝ้าจักรยานไงค่ะ
From : oiltrips [ 25 พ.ย. 47 - 12:54:13 น. ]

ความเห็นที่ 6
เอาเข้าไปจอดในวัดเลยเลือกจุดที่อยู่ใกล้ยามที่สุด(บางจุดยามไม่ให้จอดโดยเฉพาะที่วัดพระแก้ว)แต่เขาก็มีจุดจอดไว้ให้ เช่นทีวัดพระแก้วให้เข้าประตูด้านตรงข้ามกระทรวงกลาโหม)ส่วนบริเวณวัดโพธิ์ก็เดินทะลุไปได้ ที่ศาลหลักเมืองเขามีที่จอด(ตรงที่จอดมอ'ไซด์)ที่อื่นๆ นำไปจอดใกล้ๆ สายตาได้หมด
From : ไปมาแล้ว [ 25 พ.ย. 47 - 16:04:24 น. ]

ความเห็นที่ 7
ขอบคุณ คุณjที่บอกครับ และ ขอบคุณ คุณไปมาแล้วด้วยที่เข้ามาตอบอีกครั้งครับ ผมอ่านไม่ละเอียดเองครับ ขอบคุณมากครับ
From : Bergamont [ 25 พ.ย. 47 - 18:55:07 น. ]

ความเห็นที่ 8
http://members.tripod.com/~longlat/frm_typ5.html

http://www.lomomagazine.com/index.php?option=com_content&task=view&id=51&Itemid=1


กิจกรรมไหว้พระ 9 วัด รอบเกาะรัตนโกสินทร์ ตามคติความเชื่อของแต่ละแห่ง และเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว
วัดที่ 1 วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) "เพื่อจิตใจสะอาด ดุจรัตนตรัย"
วัดที่ 2 วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) " ร่มเย็นเป็นสุข"
วัดที่ 3 วัดบวรนิเวศวิหาร "พบแต่สิ่งดีงามในชีวิต"
วัดที่ 4 วัดสระเกศ "เสริมสร้างความคิดอันเป็นสิริมงคล"
วัดที่ 5 วัดอรุณราชวราราม (วัดแจ้ง) "ชีวิตรุ่งโรจน์ทุกคืนวัน"
วัดที่ 6 วัดสุทัศน์เทพวราราม "วิสัยทัศน์กว้างไกล มีเสน่ห์แก่คนทั่วไป"
วัดที่ 7 วัดชนะสงคราม "มีชียต่ออุปสรรคทั้งปวง"
วัดที่ 8 วัดระฆังโฆสิตาราม "ชื่อเสียงโด่งดัง คนนิยมชมชอบ"
วัดที่ 9 วัดกัลยาณมิตร "เดินทางปลอดภัย มีมิตรไมตรีที่ดี"
From : ฝากนะคะ [ 3 ม.ค. 50 - 21:27:23 น. ]


ความเห็นที่ 9
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B9%89%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0_9_%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94_%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%9E%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A3

http://www.sf.ac.th/workstd/st_nine/tamboon/main.htm

From : ฝากนะคะ (2) [ 4 ม.ค. 50 - 10:42:41 น. ]


ความเห็นที่ 10
อี้อี้อี้อี้อี้
From : อี้ [ 30 ก.ค. 51 - 10:41:55 น. ]

ความเห็นที่ 11
กรว่าไงอิอิ
From : โจอี้ [ 30 ก.ค. 51 - 10:42:06 น. ]

ความเห็นที่ 12
กรอย่าลืมsa
From : 55 [ 30 ก.ค. 51 - 10:43:07 น. ]

ความเห็นที่ 13
สาส
From : อี้ดีดีดีดีดีดีดีดี [ 30 ก.ค. 51 - 10:43:36 น. ]

ความเห็นที่ 14
เออ
From : กร [ 30 ก.ค. 51 - 10:45:53 น. ]

กระทู้เก่าในกระดานเดิมไม่สามารถโพสเพิ่มเติมได้อีก
ขอเชิญไปใช้งานที่ กระดานข่าวรุ่นใหม่ นะครับ