00001
ปรีดา จุลละมณฑล ชีวิตนี้เพื่อ ความเร็ว..
ปรีดา จุลละมณฑล ชีวิตนี้เพื่อ ความเร็ว..

ประวัติศาสตร์มีไว้เพื่อจารึก สถิติมีไว้เพื่อทำลาย คำๆ นี้ ดูจะเหมาะสมยิ่งที่จะใช้ยกย่อง "เดอะจิ๋ว" ปรีดา จุลละมณฑล เจ้าของฉายา "มนุษย์ขาเหล็ก" หนุ่มใหญ่วัย 58 ปี ผู้สร้างตำนานไร้เทียมทาน ในวงการจักรยานไทย


ย้อนเวลากลับไป เมื่อ 37 ปีที่แล้ว ในการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 5 ปี 2509 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ปรีดา ประกาศศักดา ความยิ่งใหญ่ในโลกแห่งความเร็ว เมื่อเขาคว้าเหรียญทอง มาคล้องคอคนเดียวถึง 4 เหรียญ และอีก 2 เหรียญเงิน

จนปัจจุบันนี้ ยังไม่มีนักปั่นหน้าไหน มาเทียบรัศมีกับผลงานของเขาได้

จนเหล่าสื่อมวลชน ยกย่องให้เขาเป็น "วีรบุรุษ" หากใครอยากรู้ว่า ปรีดา โด่งดังขนาดไหน เอากันง่ายๆ ใครปั่นจักรยานตามท้องถนน มักจะโดนคำถามยอดฮิตว่า "อ้าว..จะไปไหนล่ะปรีดา"

แต่กว่า ปรีดา จุลละมณฑล จะถูกจารึกชื่อ เป็นสุดยอดนักปั่นของไทยนั้น เขาต้องผ่านอุปสรรค ต่อสู้มาอย่างโชกโชน รวมทั้ง เก็บเงินซื้อรถเอง

"ผมเกิดที่ อ.เมือง จ.จันทบุรี เข้าเรียนประถมที่ ร.ร.วัดหลวงปรีชากูล จ.ปราจีนบุรี ก่อนจะย้ายมา กรุงเทพฯ เรียนมัธยมที่ ร.ร.วัดบวรนิเวศ เริ่มขี่จักรยานตอนอายุ 14 ปี เพราะเห็นเพื่อนที่โรงเรียน ขี่จักรยานกันเป็นกลุ่ม ตัวเองจึงอยากจะขี่กับเขาบ้าง ผมเก็บหอมรอมริบ จนซื้อจักรยานคันแรกในชีวิต ราคา 350 บาท และเริ่มปั่นกับเพื่อนตั้งแต่นั้นมา"

"สมัยก่อนใครจะมาเล่นกีฬาต้องมีใจรักและทุ่มเทอย่างจริงจัง ผมเองที่เลือกกีฬาประเภทนี้ก็เพราะมีความชอบกีฬาความเร็วเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เลยเข้าเป็นหนึ่งในสมาชิก ชมรมจักรยาน นิยมปั่นกันที่สวนลุมฯ จนถึงแข่งขันจักรยานในกีฬาแหลมทอง ครั้งที่ 1 ผมเห็นภาพนักกีฬาไทย คว้าเหรียญทองมา มีแต่ผู้คนห้อมล้อม ขึ้นแท่นรับเหรียญเยี่ยงวีรบุรุษ"

มันคือแรงบันดาลใจของเด็กหนุ่ม ที่อยากยืนเด่นบนแป้นรับเหรียญ

ในสมัยนุ่งขาสั้น ทุกวันตั้งแต่ 6 โมงเช้า ปรีดา จะปั่นจักรยานจากบ้านแถวสะพานควายไปจนถึงบางปู แล้วปั่นกลับมาอาบน้ำแล้วค่อยปั่นจักรยานไปโรงเรียนต่อ เฉลี่ยตกวันละประมาณ 70-80 กม.จนสภาพร่างกายทุกอย่างสมบูรณ์แข็งแรง สามารถคว้ารางวัลต่างๆ ในประเทศมามากมาย

ปรีดา ก้าวสู่ทำเนียบนักปั่นทีมชาติไทย ในวัยแค่ 16 ปี ในการแข่งขันกีฬาแหลมทอง ครั้งที่ 2 ที่พม่า แต่ด้วยอายุที่ยังน้อยจึงเป็นได้แค่ตัวสำรอง ทั้งที่ขณะนั้น ปรีดา เป็นตัวสปรินท์ที่เร็วที่สุด แต่ผู้ใหญ่มองว่ายังเด็กเกินไป ถัดมาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 4 ที่อินโดนีเซีย ปี 2505 ครั้งนี้เขาขึ้นมาเป็นตัวจริง แต่ก็ทำได้แค่เหรียญเงินเท่านั้น

กระทั่งมาศึกเอเชี่ยน แชมเปี้ยนชิพ ที่มาเลเซีย ปรีดา คว้าเหรียญทองเหรียญแรกให้กับตัวเองในนามทีมชาติไทย จากประเภท 800 ม.แมสสตาร์ท

ดาวรุ่งพุ่งแรงแห่งวงการน่องเหล็ก เดินทางไปแข่งขัน โอลิมปิกเกมส์ ครั้งที่ 18 ที่ญี่ปุ่น ลงแข่งประเภทไทม์ไทรอัล ระยะ 1,000 ม.ทำเวลาได้ 1 นาที 18.06 วินาที เป็นอันดับ 2 ของเอเชีย ทำให้ชื่อของปรีดา เริ่มโด่งดังเป็นที่รู้จักของคนทั่วไปแล้ว แต่ชายหนุ่มคนนี้หาได้หลงระเริงกับชื่อเสียง เขายังคงตั้งหน้าตั้งตาฝึกซ้อมต่อไป

และแล้ววันเวลาแห่งการประกาศความยิ่งใหญ่ ของนักปั่นรายนี้ก็เริ่มขึ้น ในการแข่งขันเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 5 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ ครั้งนั้น ปรีดา ตั้งใจเต็มร้อย เก็บตัวฝึกซ้อม 8 เดือนเต็ม จนเขาคว้ามาได้ 4 เหรียญทอง และ 2 เหรียญเงิน

ปรีดา คือนักกีฬาคนแรกของไทย และทวีปเอเชีย ที่ทำได้ 4 เหรียญทอง

ถัดมาปี 2510 ได้ร่วมเซียพเกมส์ ครั้งที่ 4 พร้อมกับคว้ามาได้ทั้งหมดคนเดียวถึง 7 เหรียญทอง ก่อนจะถึงจุดอิ่มตัว และประกาศเลิกเล่นอย่างเป็นทางการ ในขณะที่มีอายุเพียง 22 ปีเท่านั้น

แม้จะลาวงการจักรยาน แต่ปรีดายังหลงใหลกลิ่นอายของความเร็ว เขาผันชีวิต หันมาแข่งจักรยานยนต์ และรถยนต์แทน ผ่านศึกใหญ่ระดับโลก เช่น "เวิลด์คัพ แรลลี่" เส้นทาง ลอนดอน-เม็กซิโก ปารีสแรลลี่ มอสโก-ปักกิ่ง ซึ่งถือว่าเป็นคันเดียวของเอเชีย ที่ไปโลดแล่นในถิ่นยุโรป

นักรบหลายสมรภูมิ ย่อมต้องมีบาดแผล ปรีดา ประสบอุบัติเหตุซี่โครงหักทิ่มปอด จากการแข่งขันเพนชิดูโร เส้นทางเกาะสมุย-ภูเก็ต แต่พิษบาดแผล ไม่อาจทำให้เขาทิ้งกลิ่นสาบความเร็วไปได้

ทุกวันนี้ ปรีดา ยังใช้ชีวิตอยู่กับความเร็วที่เขารัก เป็นกรรมการผู้จัดการบริษัท มอเตอร์สปอร์ต ที่ตั้งขึ้นมาเอง เปิดสอนเกี่ยวกับการขับรถยนต์ที่ปลอดภัย อีกทั้งยังเป็นประธานเทคนิค สมาคมจักรยาน คอยให้ความรู้แก่นักปั่นรุ่นน้อง

ปรีดา ได้กล่าวให้คติกับนักปั่นรุ่นหลังไว้น่าฟังว่า ทุกวันนี้มีการพัฒนาขึ้นมาก นำวิทยาศาสตร์การกีฬาเข้ามาใช้ ทำให้สถิติดีขึ้น แถมนักกีฬาไม่ต้องลำบาก เหมือนยุคก่อน และมีสปอนเซอร์ เข้ามาช่วยเหลือ แต่ทางที่ดีรัฐบาลต้องเข้ามาช่วยเหลือด้วย ส่วนนักกีฬาต้องดูแลตัวเองอย่าหลงกับชื่อเสียง อย่าเล่นกีฬา เพื่อหวังเงิน หรือผลประโยชน์ แต่เล่นด้วยใจรัก และตั้งใจให้จริง แล้วทุกอย่างจะตามมาเอง

"กว่าผมจะมาถึงจุดนี้ได้ต้องพิสูจน์ตัวเองมานาน หลายอย่างเกี่ยวกับความเร็ว ผมได้ทำมาหมดแล้ว แต่มีอีก 1 อย่างที่ผมอยากจะทำมันให้สำเร็จ นั่นคือ การจัดท่องเที่ยวรถยนต์แบบคาราวาน เส้นทาง กทม.-ปักกิ่ง" นั่นคืออีกฝันของอดีตยอดนักปั่น

ประวัติศาสตร์มีไว้เพื่อจารึก สถิติมีไว้เพื่อทำลาย แต่อีกนานแค่ไหน ที่จะมีนักปั่นหน้าใหม่มาทำลายสถิติ 4 เหรียญทอง เอเชี่ยนเกมส์ ของ ปรีดา จุลละมณฑล


อภิชาติ ระวีวัฒน์ เรื่อง

ณัฐพงศ์ จีรังสวัสดิ์ ภาพ

(ล้อมกรอบด้วย)

จารึกไว้ในรอยล้อ

ปี 2505 1 เงิน เซียพเกมส์ ครั้งที่ 4 ที่อินโดนีเซีย

ปี 2506 1 ทอง ชิงแชมป์เอเชีย ที่มาเลเซีย

ปี 2507 อันดับ 2 ของเอเชีย ในกีฬาโอลิมปิกเกมส์ ที่ญี่ปุ่น

ปี 2509 4 ทอง 2 เงิน เอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 5 ที่ประเทศไทย

ปี 2510 7 ทอง เซียพเกมส์ ครั้งที่ 4 ที่ประเทศไทย

ที่มา : http://www.bangkokbiznews.com/2003/05/04/sport/index.php?news=spo5.html

By : DNA- [ 22 เม.ย. 47 - 10:45:30 น. ]


ความเห็นที่ 1
เยี่ยมเลยครับสำหรับประวัติของนักกีฬาจักรยานตัวอย่างนำมาเผยแพร่ให้ได้รับทราบกัน

ยังมีอีกหลายคนครับที่น่าจะนำมาบอกเล่าสู่กันฟัง อย่าง อ.ปรีดา ที่เล่นดาวน์ฮิลล์ เป็นผู้อาวุโสที่น่ารักมากๆ เลยครับ ยิ่งทราบว่าเคยเอาชนะอาการอัมพาตจนกลับมาขี่จักรยานได้อีก ทำให้อยากรู้ประวัติรู้เรื่องของ อ.ปรีดามากๆเลยครับ เคยอ่านในนิตยสาร CULT นานมาแล้ว ใครยังมีอยู่เอามาเล่าเรียบเรียงให้ฟังหน่อยสิครับ

ประวัตินักกีฬาชาวต่างชาติก็ดี แต่คนไทยกันเองใกล้ๆ ตัวเอามาให้อ่านบ้างนะครับ
From : ajake 9 bolts [ 22 เม.ย. 47 - 11:26:21 น. ]


ความเห็นที่ 2
สุดยอด...
From : ต่าย [ 22 เม.ย. 47 - 12:47:44 น. ]

ความเห็นที่ 3
ประวัติเขาก็ o.k. แต่การกระทำตอนนีซิ ไม่อยากเชื่อเลยว่าป็นไปได้ ตัวเองก็เหนื่อยยากลำบากมาเหมือนกัน น่าจะเห็นแก่คนรุ่นหลังที่เหนื่อยยากเหมือนกับตัวเขาเองบ้าง ใครที่เจอคุณปรีดาก็ช่วยบอกให้ด้วยว่า ความเป็นไทยไปสายวะ
From : งงงงงงงงงง [ 22 เม.ย. 47 - 15:42:23 น. ]

ความเห็นที่ 4
ชีวิตตอนนี้เขาเป็นอย่างไรหรือครับ คุณ งงงงงงงงงง อยากทราบจริงครับ
From : Tit [ 22 เม.ย. 47 - 16:54:52 น. ]

ความเห็นที่ 5
แกเป็นคนเก่งในอดีดนะครับ เลยปัจจุบันทำให้แกมีความเชื่อมั่นในตัวเองสูงมาก ทุกสิ่งทุกอย่างที่แก่ทำจึงต้องถูกทั้งหมดโดยไม่ค่อยฟังเหตุผลของผู้อื่น นี้และปัจจุบันของคุณปรีดา ถ้าแก่ยอมลดอะไรลงมาบ้างและรับฟังความเห็นของเด็กรุ่นใหม่ ก็จะทำให้เกิดประโยชน์ไม่ใฃ่น้อยเลย
From : คนรักพี่จิ้ว [ 23 เม.ย. 47 - 15:00:52 น. ]

ความเห็นที่ 7
เอาเถอะๆๆ มันเป็นธรรมชาติของมนุษย์นะ เดี๋ยวให้ใหม่เก่งก่อนเถอะ อิอิ
From : ใหม่ [ 24 เม.ย. 47 - 16:17:42 น. ]

ความเห็นที่ 8
ผมเป็นคนรุ่นหลังครับเกิดไม่ทัน แต่เห็นบางคนเขาบอกว่าเหรียญทองที่ได้จากการแข่งขันในประเทศไทยนั้นเป็นเพราะว่าต่างชาติเขาขี่ลู่ดินไม่เป็นครับ
From : 1234567890 [ 24 เม.ย. 47 - 22:29:17 น. ]

ความเห็นที่ 9
ทุกวันนี้ทีมชาติเค้าฝึกคนไห้แปงควาย เก็บตัวออกมากินหญ้าได้เลย โค้ชต่างชาติไม่เก่งโค้ชไทยสุดยอดแล้ว เพื่อนบ้านไกล้ๆเค้าไปโอลิมปิคแล้วแต่เรา .....คิดเอาเอง
From : จุ๊ๆ [ 24 เม.ย. 47 - 23:28:59 น. ]

ความเห็นที่ 10
*** เฮาบ่ฮู่เงืองจ้า***
From : นาย solo/2500 [ 25 เม.ย. 47 - 13:44:33 น. ]

ความเห็นที่ 11
งืมๆๆๆ งงๆๆๆ
แต่ชอบคำว่า ประวัติศาสตร์มีไว้เพื่อจารึก สถิติมีไว้เพื่อทำลาย อิอิ ไม่รู้จำทำงายกะเค้าไปรึเปล่าเนอะ
From : ใหม่ ใจรัก(นักปั่น)จักรยาน [ 26 เม.ย. 47 - 13:51:49 น. ]

ความเห็นที่ 12
ผู้ยิ่งใหญ่ ในสายเลือดของเสือ ตำนานสองล้อ ไม่มีวันตาย เด็กรุ่นหลังควรเอาอย่าง ศึกษาประวัติไว้
อย่างน้อยก็เอาไว้คุยกัน เพราะท่านคือตำนานของเรา
From : เสือเมืองสกล [ 27 เม.ย. 47 - 18:49:19 น. ]

ความเห็นที่ 13
ค่ะ สาธุ _/\_
From : เด็กกวน แต่จริงๆไม่กวน จริงใจ [ 27 เม.ย. 47 - 23:23:27 น. ]

ความเห็นที่ 14
ถ้าเป็นตัวอย่างที่ดีก็น่าจะเอามาเป็นตัวอย่างอยู่หรอกคะ แต่ตอนนี้ซิคะ ไม่อยากหรอกคะ
เสือสกล
From : ษา [ 28 เม.ย. 47 - 15:51:41 น. ]

ความเห็นที่ 15
หนับหนุนความเห็นที่ 14
From : หนับหนุน [ 28 เม.ย. 47 - 23:03:05 น. ]

ความเห็นที่ 16
ปรีดาหมดสภาพแล้ว ยังหลงคัวเองว่าเก่งที่สุด จึงทำอะไรไม่ฟังเด็กรุ่นใหม่ ดูจากผลงานแล้วไม่ประสบความสำเรจอะไรสักอย่าง ควรพักผ่อนได้แล้ว
From : เสือนราธิวาส [ 7 พ.ค. 47 - 09:25:08 น. ]

ความเห็นที่ 17
ผมเคยมีโอกาสเป็นกรรมการผู้ตัดสินกีฬาจักรยานร่วมกับพี่ปรีดา และผมก็รู้จักกับพี่ละออญาติผู้ใหญ่ที่พี่ปรีดาเคารพนับถือ ในความรู้สึกของผม พี่ปรีดาเป็นคนที่มีความคิดทันสมัย เปิดโอกาสรับฟังความคิดใหม่ๆ ของน้องเสมอ ปัจจุบันแม้ร่างกายพี่เขาจะร่วงโรยไปตามวัย แต่ประสบการณ์ตลอดชีวิตของพี่ปรีดา ทำให้จิตใจเข้มแข็ง และแกร่งกว่าเดิม ไม่มีปรีดาเป็นต้นแบบ ผมคงไม่ได้รู้ว่าการขึ้นรับเหรียญรางวัลกีฬานักเีรียน (ปัจจุบันเรียกกีฬาเยาวชน) จะให้ความรู้สึกภูมิใจขนาดไหน
From : โค้ชทีมเยาวชน sstb. [ 13 พ.ค. 47 - 02:39:39 น. ]

ความเห็นที่ 18
*** ถึงอย่างไรพี่ปรีดาเขาก็เคยทำชื่อเสียงให้ประเทศชาติบ้านเมือง.........เป็นตำนานของเมืองไทยเรื่องจักรยานละ............ผมขอบอกได้คำเดี่ยวว่าพี่เขายอดเยี่ยมๆๆๆ ............คนไทยผมยังไม่เห็นว่าใครเจ๋งกว่าท่านนะพวกนะ...........จริงบ่?.............*********นายจักรยานคนจนจ้า********
From : นาย solo/2500 [ 13 พ.ค. 47 - 12:53:24 น. ]

ความเห็นที่ 19
เคยติดตามชมตอนคุณปรีดาเคยเป็นพิธีกรรายการ ขอบอกว่าเป็นคนที่สมาร์ทหล่อมากเลยค่ะ
From : ดด [ 3 มิ.ย. 48 - 05:53:55 น. ]

ความเห็นที่ 20
จะหาคน perfect ที่ไหนกันละคุณ เค้าปั่นเก่งเราก็ดูตัวเปนตัวอย่างเรื่องปั่นๆๆ แร้นซ์ยังเป็นมะเร็งเลย คุณปรีดาแกจะเห็นขัดแย้งไม่ได้หรือไง (เกี่ยวกันมั้ยวะเนี้ยตู)
From : superthum [ 3 มิ.ย. 48 - 13:19:28 น. ]

ความเห็นที่ 21
อะไรดีก็เก็บมาเป็นตัวอย่างครับ อะไรที่ไม่ดีก็ดูไว้เป็นตัวอย่างว่าอย่าทำครับ

From : เสือหมอบ [ 20 ธ.ค. 50 - 11:46:24 น. ]

ความเห็นที่ 22
ขอบคุณทุกความคิดเห็นที่ส่งมา ผมคนเขียนเรื่องนี้เองรู้สึกดีใจที่ทุกคนให้ความเห็นเรื่องต่างๆ หากมีเรื่องดีๆจะนำเสนอให้ทุกท่านอ่านอีกครับ
From : "ต้นสัก" [ 21 พ.ค. 51 - 20:04:51 น. ]

ความเห็นที่ 23
ภายหลังจากการประสพความสำเร็จจากการแข่งขันเอเชี่ยนเกมส์ครั้งที่ ๕ และเซี๊ยปเกมส์ครั้งที่
๔ แล้ว ปรีดาได้ทำงานอะไรให้สมาคมและร่นน้องบ้าง แม้กระทั่งเพื่อนร่วมรุ่นก็ไม่มีความผูกพัน
จะโผล่มาก็ตอนมีการแข่งจักรยานเอเชี่ยนเกมส์ ซีเกมส์ อาศัยบุญเก่าที่ทำใว้โชว์ตัวหน่อย ปัจจุ
บันสมาคมจักรยานนำมาเป็นจุดขายแทนอาจารย์เสรีที่จากไป วงการธุรกิจที่เคยร่วมงานกับปรีดา
รู้จักดีว่าปรีดาเป็นอย่างไร ส่วนตัวผมนับถือความสามารถและความสำเร็จในการเป็นนักกีฬาของ
ปรีดา หากจะลดความเป็นตัวตนปรีดาลงยอมฟังความคิดเห็นของพี่ ๆ น้อง ๆ ดูบ้างก็คงไม่โดดเดี่ยวอย่างที่เป็นอยู่ มาถึงวันนี้สมาคมจักรยานต้องดูแลต่อไปในฐานะจุดขายของสมาคมฯ


From : คนร่วมสมัย [ 22 พ.ค. 51 - 10:19:42 น. ]



กระทู้เก่าในกระดานเดิมไม่สามารถโพสเพิ่มเติมได้อีก
ขอเชิญไปใช้งานที่ กระดานข่าวรุ่นใหม่ นะครับ