00001
(บันทึก) การขี่จักรยานมาทำงานของผม

ผมสวมชุดทำงานปรกติอย่างทุกวัน
แต่วันนี้รัดชายกางเกงด้วยอีลาสติค ติดเทปเวลโคร
สะพายเป้ใส่คอมพิวเตอร์และของใช้ส่วนตัวไว้บนหลัง
สวมหมวก และแว่นกันลม
ดึงชายเสื้อเชิ้ทออกจากกางเกง
ขี่ออกจากบ้านด้วยหัวใจเต้นตึ่กๆ นี่เป็นครั้งแรกที่ผมจะขี่จักรยานไปทำงาน
คนแถวบ้านมองผมอย่างแปลกใจ ผมได้แต่ยิ้มอายๆ
ไม่รู้อายอะไร...

ผมเลือกเส้นทางผ่านเข้าบริเวณมหาวิทยาลัยประจำจังหวัด
ซึ่งเป็นเหมือนทางลัด มีร่มเงาต้นไม้ใหญ่ร่มรื่น
ผมขี่ไม่เร็วนัก กำลังเพลิดเพลิน ก็มีเหตุให้ต้องสะดุ้งจากเสียงแตรรถ
เหลียวไปก็เห็นรถเก๋งคันใหญ่ที่กำลังรีบแซงขึ้นไปหลังจากส่งเด็กๆ ลงที่โรงเรียนสาธิตฯ
ตามมาด้วยรถยนต์ออกจากบริเวณโรงเรียนสาธิตฯ อีกขบวนใหญ่
"เขาแค่เตือนว่ามีรถอยู่ข้างหลัง" ผมคิดในใจ...
แต่เสียงแตรรถสมัยนี้ ได้ยินใกล้ๆ มันชวนตกใจเหลือเกิน
บางคันก็ผ่านผมไปฉิวเฉียดเหมือนไม่เห็นผม แต่บางคันก็หลบให้อย่างมีน้ำใจ

หลายคนที่ขี่รถมอเตอร์ไซค์ มองผมด้วยสีหน้าแปลกใจ
อาจไม่เคยเห็นใครสวมถุงมือขี่จักรยานพร้อมกับสวมหมวกรูพรุนๆ แบบนี้
หรือเรา "เว่อร์ ไป"
ผมคิดแล้วก็บอกตัวเองว่าช่างมัน
ชีวิตเรา ตัวเรา เราเลือก เรารับผิดชอบเอง

พ้นจากเขตมหาวิทยาลัย ผมเลี้ยวขึ้นบนทางหลวงสี่เลน
พยายามขี่บนไหล่ทาง ซึ่งเต็มไปด้วยโคลน และก้อนดินแห้งกรัง จนไม่เห็นผิวถนน
เพราะแถวนั้นมีการถมดินเพื่อสร้างหอพัก ฝนตกหนัก โคลนจึงติดมากับรถบรรทุก
ร่วงหล่น แห้งอยู่บนถนน อย่างไม่มีใครรับผิดชอบ
เวลาอย่างนี้ ตำรวจทางหลวงไม่รู้ไปอยู่ไหนกันหมด...

ผมหลบตาผู้คนที่รอรถประจำทางอยู่ข้างถนน
บอกตรงๆ ว่าอาย... ถึงตอนนี้ก็ยังไม่รู้อายอะไรเหมือนกัน
ยังไม่ทันได้หาคำตอบเรื่องอาย ผมต้องชลอรถ เนื่องจากข้างหน้า มีสัญญาณไฟแดง
" นี่เราต้องติดไฟแดงกับพวกมอเตอร์ไซค์ พวกรถยนต์ข้างหน้าเหรอนั่น ? "
คิดแล้วพยายามขี่ให้ช้าๆ จะได้ไม่ต้องไปจอดอยู่ท่ามกลางฝูงสายตาที่จ้องมองเหมือนผมเป็นตัวประหลาด
ผมอาจจะคิดไปเอง...
ไฟแดงก็นานเหลือเกิน... ขี่ช้ายังไงก็ยังไม่เขียวสักที
ผมชะลอรถเข้าไปเทียบเกาะข้างถนน จะได้ไม่ต้องกระโดดลงจากรถให้เป็นจุดสนใจเข้าไปอีก
ผู้หญิงในรถกระบะเก่าๆ จอดอยู่ข้างๆ มองผมอย่างไม่เกรงใจ ผมได้แต่เบือนหน้าหลบ
เด็กหนุ่มวัยรุ่นในชุดนักศึกษาสองคนบนมอเตอร์ไซค์คันข้างหน้า
หันมามองแล้วชวนกันดู ซุบซิบอะไรบางอย่างซึ่งผมไม่ได้ยิน
ผมไม่รู้จะทำยังไง จึงมองตอบ เด็กสองคนจึงหันหน้ากลับไป

ไฟเขียวแล้ว ผมเร่งขาเป็นวงรอบช้าๆ แต่ก็ยังเร็วกว่ารถกระบะคันข้างๆ
กำลังคิดว่าถ้าเป็นแบบนี้ คงใช้เวลาเฉลี่ยไม่ต่างกับรถยนต์สักเท่าไร
ยังไม่ทันเปลี่ยนเกียร์ ผมต้องเบรคกระทันหัน แล้วเลี้ยวหลบ
รถแวนเลี้ยวเข้าปั๊มน้ำมัน ตัดหน้าผมไม่ถึงเมตรดี
" น้ำเอย น้ำใจ " ผมรำพึงในใจแก้เซ็ง
ผมคงช้าเกินกว่าเขาจะรอไหว

ผมขี่บนถนนผิวโคลนพร้อมกับคิดอะไรไปเรื่อยๆ
ทำไมมอเตอร์ไซค์เยอะจริงๆ รถยนต์วิ่งเร็วจริงๆ
เขาไม่คิดจะขี่จักรยานกันบ้างหรือ มันไม่ยากเลย...
แต่ผมก็เข้าใจ เขาขี่จักรยานบรรทุกหัวหอมหนึ่งตันไม่ไหว
หรือจะให้เขาขี่จักรยานข้ามอำเภอไปทำงานก็ไกลเกินไป
ผู้หญิงสาวๆ จะให้แต่งหน้าสวยๆ สวมหมวกโฟม นุ่งกระโปรงปั่นจักรยานก็คงลำบากใจ
ผมเองยังต้องขับรถยนต์ไปส่งลูกๆ ที่โรงเรียนเหมือนกัน

คิดอะไรไปเพลินๆ จนถึงช่วงที่เรียกว่าไคลแมกซ์ของเส้นทาง
ผมเป็นคนกลัวความสูง และผมกำลังจะขึ้นสะพานข้ามแม่น้ำครับ
ผมไม่สามารถเดินข้ามสะพานเชือกได้ เหมือนกับที่ผมไม่สามารถเดินข้ามสะพานพระปิ่นเกล้าได้
ผมไม่ใช้โทลเวย์ เพราะขับรถยนต์บนนั้น ขาผมไม่มีแรงเหยียบคันเร่งครับ
ครั้งหนึ่งสมัยผมยังเป็นเด็ก ผมเคยต้องนอนราบและคลานไปกับพื้นสะพาน

ผมปลอบใจตัวเองว่านี่เป็นสะพานสั้นๆ ใช้เวลาไม่นาน
และผมโตมากพอที่จะเลิกกลัวได้แล้ว
คิดถึงตรงนี้ ผมอยู่ที่คอสะพาน กำลังเปลี่ยนเกียร์ มองลงไปเห็นน้ำไหลเชี่ยวข้างล่าง
ผมใจสั่น และคิดว่าจะล้มข้ามราวสะพานตกลงไปข้างล่างไหม...
ผมห้ามใจไม่ให้มองลงไปข้างล่าง และขับห่างจากราวสะพานพอสมควร
รถบรรทุกคันใหญ่ที่ตามหลังมา ถึงกลางสะพานก็ชะลอและหลบผมไปอีกเลนอย่างมีน้ำใจ
ถึงตรงนี้ ผมหมดแรงจะถีบบันได เพราะขาสั่นมาก แต่โชคดีที่ถึงขาลงพอดี
ผมปล่อยรถไหลลงสะพาน ยิ้มอย่างโล่งอกที่สุด

แม่ค้าขายไก่ย่างข้างทาง มองจ้องตามผมเหมือนสงสัย
อาจเป็นเพราะผมยิ้ม หรืออาจสงสัยว่าฝรั่งเผยแพร่ศาสนาวันนี้ทำไมไม่ใส่เสื้อสีขาว
ผู้หญิงซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ ขี่แซงหน้าผมไป มองผมแต่ไม่ยิ้มให้
ผมอยากจะยิ้มให้ก่อน แต่เพื่อนเธอก็เร่งรถหายไปแล้ว

ผมคิดว่า ผมน่าจะคิดไปเอง ที่เห็นคนบนรถสองแถวข้างหน้า มองมาที่ผมกันทุกคน
"ผมขี่จักรยานมาทำงานครับ"
"ครับ... จักรยาน... มันประหลาดมากหรือครับ"
ผมอยากจะถามเขาดังๆ ตอนผมขี่แซงรถสองแถวขึ้นไป
บางคนถึงกับเอี้ยวตัวกลับมา เพื่อมองผม
แต่สิ้นสุดกันที ที่ทำงานผมอยู่ข้างหน้านี่แล้ว
ผมปั่นช้าลงเพื่อปรับแรงดันเลือด กลัวหน้ามืด

ผมดูนาฬิกาจึงพบว่าผมใช้เวลามาถึงที่ทำงาน
มากกว่าโดยปรกติที่ขับรถยนต์เพียงสิบนาทีเท่านั้น
ผมจอดและลงจากรถด้วยความรู้สึกดี
ผมได้ทำในสิ่งที่หลายคนไม่กล้า และผมทำได้
มันไม่ยากเลย ทุกอย่างอยู่ที่ตัวเราทั้งสิ้น
เย็นนี้ ผมจะขี่กลับบ้าน
พรุ่งนี้ ผมจะขี่มาอีก

หลังจากนั่งพักครู่หนึ่งพอให้เหงื่อแห้ง
ผมเข้าไปถอดเสื้อยืดที่สวมเพื่อซับเหงื่อในห้องน้ำ
ผมมองตัวเองในกระจก
เขามองดูอะไรในตัวผมนัก ผมประหลาดมากนักหรือ
ภาพที่เห็นเป็นคำตอบที่ทำให้ผมอดยิ้มไม่ได้
ผมไม่ได้รูดซิปกางเกงครับ



By : เสือพุงขาว [ 5 มิ.ย. 51 - 11:40:05 น. ]


ความเห็นที่ 1
save the world with mtb. save money with mtb.
From : osama [ 5 มิ.ย. 51 - 12:09:29 น. ]

ความเห็นที่ 2
อ่านแล้วได้ความรู้สึกเหมือนวันแรกที่ผมปั่นไปทำงานเลยครับ เดี๋ยวนี้ถ้ามีโอกาศ ทุกวันเสาร์ผมก็ปั่นไปทำงานงานเหมือนกัน
ไม่ได้คิดอะไรมากหรอกครับ แต่ยังงัยก็ขอให้นึกถึงความปลอดภัยเอาไว้ก่อนนะครับ ไม่ต้องรีบร้อน สายตาคนรอบข้างเค้าจะเป็นอย่างไรก็ตามแต่ เดี๋ยวก็ชิน เมื่อก่อนหน้าฝนผมมักจะหยุดปั่น แม่ค้าบางคนถึงกับถามเวลาเจอว่าหายไปไหนมา แสดงว่ามีคนสนใจการปั่นจักรยานของเราอยู่บ้างอาจจะมาจากการแต่งตัว พักหลังๆเลยหาชุดแบบลำลองมาสวมทับชุดจักรยานอีกที ก็ดูกลมกลืนกับผู้คนไปได้บ้างครับ ยินดีด้วยครับ
From : รตอ.ละม่อม [ 5 มิ.ย. 51 - 12:10:06 น. ]

ความเห็นที่ 3
จบฮาดีครับ
ผมก็ปั่นไปทำงานเหมือนกัน
ความรู้สึกในการปั่นวันแรกไม่ต่างกันเลย
แต่ผมใส่ชุดจักรยานปั่นครับ ใส่ชุดทำงานมันน่าจะเหม็นเหงื่อและไม่คล่องตัวด้วย
ผมจะเอาชุดทำงานมาเก็บไว้ที่ออฟฟิส
แต่ช่วงนี้ฝนตกบ่อย ก็ปั่นบ้าง หยุดบ้าง
ว่าแต่ คุณเสือพุงขาวปั่นหมอบหรือภูเขาครับ
ขอให้สนุกกับการปั่นนะครับ



From : หมอบ [ 5 มิ.ย. 51 - 12:11:17 น. ]


ความเห็นที่ 4
**เราก็ปั่นไปทำงานเหมือนกัน นี่ได้ 2 อาทิตย์แล้ว วันแรกๆ ก็เหมือนจะอาย แต่เราต้องคิดว่า ถ้าเราไม่เริ่มที่ตัวเรา แล้วเราจะให้คนอื่นเค้าทำเหมือนที่เราอยากให้เค้าทำได้ยังไง..ถ้าทำในสิ่งที่ดี ไม่ต้องอาย ไม่ต้องกลัว เราก็มีสิทธิ์ใช้ถนนเหมือนกัน และเราก็ยังมีจิตสำนึกในการใช้รถใช้ถนนยิ่งกว่าพวกที่ขับรถแพงๆ บางคนซะอีก...เป็นกำลังใจให้คุณทำดีต่อไปค่ะ...เราปั่นจักรยานไปทำงาน ใช้เวลาเท่ากับขี่มอเตอร์ไซค์เลย เชื่อป่าว แต่สิ่งที่ได้ มากกว่า ....เพราะ 1 ประหยัดเงินค่าน้ำมัน...2.สุขภาพดีขึ้น เพราะได้ออกกำลังกายแต่เช้า..3.(อ้นนี้เราคิดเอง)..เราได้ช่วยสังคมลดมลพิษ..ช่วยลดโลกร้อน.ประหยัดพลังงาน...ถามกลับว่า แล้วเราเสียอะไรบ้าง...ยังไม่เห็นเลยอ่ะ

From : paradog [ 5 มิ.ย. 51 - 12:31:51 น. ]

ความเห็นที่ 5
การเดินทางที่มีเรื่องราวกำลังเริ่มขึ้นแล้วครับพี่ผมว่าสนุกมากกว่าการขับรถยนต์ไปทำงานเสียอีกได้เจอเรื่องราวได้จำเรื่องราวมากมาย แถมได้สุขภาพและมิตรภาพตามท้องถนนเป็นของแถม
From : CK3 [ 5 มิ.ย. 51 - 12:37:39 น. ]

ความเห็นที่ 6
คิดน้อยหน่อย... ละความระแวง... ชีวิตเป็นของเรา... มีสติทุกขณะ...
ได้ยินสักแต่ว่าได้ยิน...
โชคดีและสนุกกับการปั่นครับ
From : koko [ 5 มิ.ย. 51 - 12:43:45 น. ]

ความเห็นที่ 7
ผมก็เป็นคนนึงที่ปั่นจักรยาน(พับ)มาทำงานคับ ประหยัดน้ำมันด้วย ออกกำลังด้วยไปในตัว แต่ว่าระยะทางระหว่างบ้าน-ที่ทำงานของผม แค่ 1 กม. เองคับ ตอนเย็นบางวันก็ปั่นหมอบออกกำลังกายระยะทางประมาณ 40 กม. อาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง
From : Por chevy [ 5 มิ.ย. 51 - 13:04:47 น. ]

ความเห็นที่ 8
เขียนเก็บไว้เยอะๆครับ
แล้วเอาไว้พิมพ์ขาย
"รวมเรื่องสั้น ปั่นสองล้อ"
From : Rerk4783 [ 5 มิ.ย. 51 - 13:12:29 น. ]

ความเห็นที่ 9

ชาวบ้านคงตะลึงในความหล่อแน่ ๆ นึกว่าเป็น Brad Pitt


From : pkk [ 5 มิ.ย. 51 - 13:25:46 น. ]


ความเห็นที่ 10

แถบรัดข้อเท้า ใช้รัดปลายขากางเกงไม่ให้เกะกะใบจาน และยังเป็นแถบสะท้อนแสงด้วย ช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่


From : pkk [ 5 มิ.ย. 51 - 13:31:13 น. ]


ความเห็นที่ 11
ผมปั้นมาทำงานทุกวันจะ2เดือนแล้วใช้เวลาไม่ถึงชั้วโมงคนรอบข้ามมองว่าดี รถที่วิ่งบนถนนมีน้ำใจเจอมอเตอร์ไซร์พาลากความเร็ว48-49เส้นวังสวนจิตรเจอเพื่อนที่ปั้นมาทำงานมากขึ้นใช้หน้ากากกันฝุ่นด้วยนะครับช่วงเวลา7.30รถบนถนนช่วงนนทบุรีมาบางโพ8.00สะพานแดงรถเริ่มน้อยแล้วครับ
From : อ๊อดบางโพ [ 5 มิ.ย. 51 - 13:33:25 น. ]

ความเห็นที่ 12
เห็นด้วยกับคุณอ๊อดบางโพ เรื่องหน้ากากกันฝุ่น เดี๋ยวจะเสียสุขภาพแทนไปซะก่อน อีกอย่างกันคนจำหน้าเราได้ด้วย คิกๆๆ
From : คห.ที่2 [ 5 มิ.ย. 51 - 13:45:27 น. ]

ความเห็นที่ 13
ผมเป็นอีกคนหนึ่งครับที่ขี่จักรยานใช้ในชีวิตประจำวัน

....ขี่ไปทำงาน

....ขี่ไปซื้อกับข้าว

....ขี่ไปหาญาติพี่น้อง

....ขี่ ฯลฯ

ผมมีรถยนต์(ตอนนี้สตาร์ทไม่ติดแล้วต้องซื้อที่ชาร์จไฟมาชาร์จ) มีมอเตอร์ไซด์ อีกอย่างละคัน.....แต่ทั้งสองสิ่งไม่สามารถตอบสนองสิ่งที่ใจผมต้องการได้

----ผมต้องการสุขภาพ

---ผมต้องการประหยัด เพื่อตนเองและประเทศชาติ

ผมปั่นจักรยานประกอบกิจกรรมทุกอย่างแทนเครื่องจักรที่ใช้น้ำมันนอกจากฉุกเฉินจึงใช้รถยนต์หรืมอเตอร์ไซร์

ผมทำได้ครับ

.......ครั้งแรกผมซื้อรถมาพร้อมกับปั่นกลับมาบ้านระยะทางประมาณ 25 กม. ผมต้องพักระหว่างทางเพราะหมดแรงปั่น , ปั่นออกกำลังกายไปกับคุณลุง น่าจะอายุ 66 ปีแล้ว ผมปั่นตามไม่ทันสักที , ผมปั่นไปทำงานก็กลัวเจ้านายด่าเลยใส่กางเกงและเสื้อทำงานสวมไป

......ผ่านมา 2 ปี ทุกวันนี้ผมปั่นไปทำงานด้วยชุดปั่นจักรยานขึ้นตึกไปเซ็นชื่อทำงานด้วยอกผายไหล่ผึ่งเหงื่อหยดเต็มพื้นในชุดปั่นจักรยาน

......ผมปั่นจักรยานมาทำงานจะขี่ไปยูเทรินทุกครั้งไม่เคยย้อนศรเพราะอยากได้ระยะทางเยอะๆ ขี่มาก็ต้องคอยหลบพวกรถยนต์และมอเตอร์ไซด์ที่ชอบขับย้อนศรมา(คงเนื่องมาจากต้องประหยัดระยะทางละมั่งเพราะตัวเองใช้น้ำมันนี้) เดินทางไป - กลับก็ 40 กม./วัน

......หลังจากเลิกงานแล้วก็ไปขี่กับกลุ่มอีกประมาณ 20-40 กม.

......ผมสูง 168 ซม.น้ำหนักตัวที่ 85 กก.ตอนนี้เหลือ 65 กก. เอวที่ 40 นิ้วตอนนี้เหลือ 34 นิ้ว(วัดตอนนั่งนะซึ่งพุงมันจะกองเลยหละ)ถ้ายืนขึ้นแล้ววัดก็จะได้ 32นิ้วกว่าๆ

เพื่อนๆต่างชื่นชมร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไป เจ้านายก็ชายตามองด้วยความหมั่นไส้ (สงสัยจะอิจฉา) จากคนที่พุงยื่นออกมามากมายในอดีต กลับมีกล้ามเนื้อต้นขามาแทนที่

......ทุกวันนี้ผมมีความสุขกับจักรยาน.....คนแถวบ้านผมก็มองผมในแนวที่เปลี่ยนไปจากสายตาที่มองว่าตัวประหลาดแต่งตัวปานลิเก กลับมามองผมในทางกลับกันและสอบถามจักรยานอย่างที่ผมขี่อยู่พร้อมขอคำแนะนำ ผมก็อาศัยความรู้จากในเวปนี้ที่พี่ๆเค้าสอนเอาใว้ไปสาธยายให้พวกเค้าได้ฟังกัน ทั้งเรื่องการปั่นอย่างไรให้"ไขมัน"หายไป และเรื่องท่องเที่ยวไปทั้งในประเทศและต่างประเทศของพี่ๆทั้งหลาย

สิ่งหนึ่งซึ่งเพื่อนผมมันข้องใจถามบ่อยที่สุดและผมก็ไม่เคยให้คำตอบกับเพื่อนเลย เพราะมันถามผมว่า

"มึงผอมเพราะออกกำลังกายหรือว่ามึงเป็นเอดส์กันแน่วะ ไอ้ชาย

From : ชาย [ 5 มิ.ย. 51 - 14:05:35 น. ]


ความเห็นที่ 14
มันก็น่าอายอยู่หรอกนะปั่นจักรยาน(ไม่รูดซิป)ไปทำงาน มิน่า...ปั่นตั้งไกลไม่ยักร้อน ปั่นประจำนะเพื่อนจะได้เป็นตัวอย่างที่ดีแก่ชนชาวไทย แต่เตือนด้วยความห่วงใยและหวังดี ก่อนออกเดินทางทุกครั้งกรุณาส่องกระจกดูความเรียบร้อยของตัวเองเสียก่อน ระหว่างการเดินทางก็ระวังพวกที่แล้งน้ำใจบนท้องถนนด้วย
From : โชคดีปลอดภัยทุกวันเด้อ.... [ 5 มิ.ย. 51 - 14:06:57 น. ]

ความเห็นที่ 15
ดีมากเลยค่ะ กะว่าจะทำบ้าง แต่ใส่กระโปรงคงปั่นไม่ได้ สงสัยต้องเอาชุดไปเปลี่ยนที่โรงเรียน ว่าจะลองขี่จักรยานไปโรงเรียนทุกๆวันศุกร์ก่อน
From : tukie [ 5 มิ.ย. 51 - 14:13:55 น. ]

ความเห็นที่ 16

วันใหนรถจักรยานล้มแล้วจะรู้สึกว่าไม่น่าเลยตู
ก่อนขี่จักรยานต้องศึกษาเส้นทางก่อนดูว่าจุดใหนอันตราย
จุดใหนต้องระมัดระวังแล้วจะได้ขี่อย่างสง่าผ่าเผย
ถ้าขี่วันแรกก็ล้มแล้วต่อไปพอขี่ก็จะมีคนพูดว่า
ไอ้นี่ไงที่ขี่จักรยานล้มเมื่อวานหน้าทิ่มดินเลย
ทำประหยัดไม่เข้าเรื่องสมน้ำหน้ามัน
From : ป้อม [ 5 มิ.ย. 51 - 14:26:45 น. ]

ความเห็นที่ 17

ที่ทำงานผมมีพนักงานสามร้อยกว่า แต่มีคนขี่รถถีบ ไปทำงานไม่ถึงห้าคนครับ
ผมเป็นหนึ่งในห้านั้น
From : ออครับ [ 5 มิ.ย. 51 - 14:28:33 น. ]

ความเห็นที่ 18
ผมไม่ม่เงินเติมน้ำมันครับ ไปไหนก็เลยจำใจขี่จักรยาน
From : จยคจ [ 5 มิ.ย. 51 - 14:45:10 น. ]

ความเห็นที่ 19
ผมก็เดินทางด้วยจักรยานมาทำงานนานแล้วครับเริ่มต้นตั้งแต่ปี 43 ซื้อวันแรกปั่นกลับบ้านเลยระยะทางประมาณ 10 กว่าโลได้มั้งแต่ว่าเหนื่อยมาก ๆ สาเหตุเพราะว่าเบรคมันติดกับขอบล้ออยู่ จากนั้นก็ค่อย ๆ เรียนรู้กับมัน ตอนแรก ๆ ก็เขินเหมือนกัน ทุกวันนี้ชินแล้วครับเวลามีคนมอง แต่ถ้าให้สันนิญฐานนะผมคิดว่าคนที่มองเขาคงแอบชื่นชมเรามากกว่าที่จะว่าเรานะ เขาคงอยากทำเหมือนอย่างที่เราทำ แต่เขาอาจจะไม่สะดวกหลาย ๆ อย่าง มองโลกในแง่ดีไว้ก่อนครับ ตั้งแต่ปั่นมาทำงานก็เกิดอุบัติเหตุเล็ก ๆ น้อยอยู่ 2 ครั้งครั้งแรกเจอจักรยานของชาวบ้านตัดหน้าเบรคล้อตายกลิ้งกลางถนน แต่ไม่เป็นไร ครั้งที่สองมอเตอร์ไซค์ตัดหน้า กลิ้งเหมือนกัน ส่วนรถยนต์ก็โดนปาดหน้าบ่อย ๆ โดยเฉพาะรถเก๋ง คนขับแต่งตัวสวย ๆ หล่อ ๆ กันทั้งนั้น แต่ไม่รู้ว่าจะรีบไปไหน แต่ก็ส่วนน้อยครับ ส่วนรถบรรทุกสิบล้อ นี่ผมว่าคนขับเขามีน้ำใจดีนะ อย่างเช่นเส้นทางที่ผมปั่นจะมีอยู่ช่วงหนึ่งที่ทางมันโค้งหน่อย ถ้าเราอยู่ตรงโค้งพอดีและเขาขับตามมาเขาก็จะชลอให้เราผ่านโค้งไปก่อนค่อยแซง แต่ถ้าเป็นรถเล็ก ๆ แล้วแทบจะเบียดเราตกถนนเลย
From : * [ 5 มิ.ย. 51 - 14:48:25 น. ]

ความเห็นที่ 20

อีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า
ผมกำลังจะขี่กลับบ้าน...

ผมตื่นเต้นเมื่อนึกถึงเวลาที่จะขี่ออกไป
หัวใจเริ่มเต้นแรง เขินนิดๆ ขึ้นมาอีกแล้ว

กลับมาเปิดอ่านอีกครั้ง
ผมใจชื้นและมั่นใจขึ้นอีกมาก
เพราะได้พบว่ามีเพื่อนร่วมทางในกระทู้นี้หลายท่าน

ขอใช้คำว่า "เพื่อนร่วมทาง"
เพราะเมื่ออ่านแล้ว... รู้สึกว่าเราขี่อยู่ข้างๆ กัน ( เว่อร์ไปหน่อยไหม )

คุณ osama
เรื่องเซฟเดอะเวิร์ล ผมว่ามันค่อยชัดเจน เหมือนไม่ได้อะไรนัก
แต่เซฟมันนี่ วันนึงไปกลับ ผมเซฟได้แปดสิบบาทแล้วครับ ชัดเจน ได้เห็นๆ ครับ

คุณ รตอ.ละม่อม
ทำไมจึงขี่ไปได้เฉพาะวันเสาร์ล่ะครับ ?

คุณ หมอบ
ผมใช้รถเสือภูเขาครับ อยู่ต่างจังหวัดถนนหนทางวิบากเหลือเกิน ขี่เสือหมอบกลัวจะพัง
เรื่องเก็บชุดทำงานไว้ที่ทำงานก็กำลังคิดอยู่เหมือนกัน

คุณ paradog
ด้วยความนับถือครับ ผมไม่คิดว่าผู้หญิงจะสู้แดด อยู่ในรถยนต์เห็นบางคนยังต้องหาม่านบัง
ขอบคุณสำหรับกำลังใจครับ

คุณ CK3
เรื่องสุขภาพนี่โอเคครับ เรื่องมิตรภาพขอดูก่อน...
ตั้งแต่เช้า มีแต่คนบีบแตร ไม่รู้ว่าบีบแตรเพื่อมิตรภาพหรือเปล่า

คุณ pkk
กลัวว่ามันจะตรงกันข้ามน่ะครับ ตะลึงในความหล่อกับผงะเพราะตกใจ ท่าทางคล้ายๆ กันครับ

คุณอ๊อดบางโพ
ใครมาลากผม 40-50 กิโล ผมถอยดีกว่า ใจไม่ถึงครับ
ต่างจังหวัด พอละเว้นเรื่องฝุ่นควันได้พอควรครับ ขอบคุณครับ

คุณชาย
ผมนับถือในความอึดจริงๆ ครับ

คุณ โชคดีปลอดภัยทุกวันเด้อ....
วันนี้ ผมตื่นเต้นมากครับ ต้องเข้าห้องน้ำก่อนออกจากบ้าน กลัวตื่นเต้นจนอั้นไม่อยู่
ทุกวันก็เรียบร้อยดี พรุ่งนี้ไม่มีพลาดครับ

คุณ tukie
ทุกอย่างยากตอนเริ่มต้นเท่านั้นครับ

คุณป้อม
ผมยังโชคดีครับ แต่ถ้าเป็นอย่างว่า ก็เซ็งเลยตู จริงๆ

คุณ ออครับ
แตกต่างอย่างโดดเด่นครับ

คุณ จยคจ ( จักรยานคนจน )
น้ำมันแพงก็จริงครับ แต่ทำให้เกิดปัญหารวมๆ สินค้าขึ้นราคา ค่าครองชีพสูง
แต่ความเดือดร้อนจากค่าน้ำมันเพียงอย่างเดียว ยังไม่ใช่ปัญหาครับ
ผมขี่ หรือคุณขี่ เพราะเรามีทางเลือกมากกว่ารถยนต์ครับ

คุณ *
ผมเห็นด้วยเรื่องรถบรรทุกครับ รถพ่วงยังจอดรอให้ผมผ่านไปก่อนเลยครับ
เมื่อเช้าก็ขี่ลงข้างทางเพราะรถเก๋งเหมือนกัน

ขอบคุณที่แวะเข้ามาครับ

From : เสือพุงขาว [ 5 มิ.ย. 51 - 15:20:23 น. ]


ความเห็นที่ 21
วันจันทร์-ศุกร์ ผมหอบลูกหอบเมียมานอนที่ทำงานครับผมลงทุนกันห้องอยู่เลยครับพอดีเป็นกิจการส่วนตัวแต่เช่าร้านเค้าครับ วันศุกร์เย็นๆค่ำก็กลับบ้านพาลูกเมียกลับบ้านครับ แต่วันเสาร์ผมยังทำงานอีกวันจึงปั่นจักรยานมาครับ ระยะทางไป-กลับลัดเลาะไปตามทางก็ 40 กิโลพอดี ใช้เวลาเดินทางแบบหวานเย็นก็ 1.30 ชม. ถ้ารีบหน่อยก็ 1ชม. เดินทางกลับด้วยความสวัสดิภาพครับ
From : รตอ.ละม่อม [ 5 มิ.ย. 51 - 15:34:53 น. ]

ความเห็นที่ 22
ดีใจจังมีเพื่อนขี่จักรยานไปทำงานกัน ผมก็เป็นคนหนึ่งที่ขี่จักรยานไปทำงานเหมือนกัน แวะซื้อข้าวมันไก่เจ้าของร้านถามว่าขี่มาจากไหนและจะไปไหน บอกเขาว่าขี่มาจากบ้านจะไปทำงาน เขาทำหน้างง และก็พูดด้วยสีหน้ายิ้มแย้มว่า ดี..ได้ออกกำลังไปในตัวสุขภาพจะได้แข็งแรง แถมได้ประหยัดไปในตัวไม่ต้องใช้น้ำมัน ซึ่งนับวันจะแพงขึ้นไปเรื่อยๆ....รู้สึกภูมิใจจัง....
From : เสือพงศ์ [ 5 มิ.ย. 51 - 16:19:02 น. ]

ความเห็นที่ 23
คุณเสือพุงขาวครับ..
ผมอ่านที่คุณได้เขียนมาทั้งหมด รู้สึกคุ้นกับสถานที่
และรายละเอียดที่เล่าทั้งหมดจัง คนเสื้อขาว ขี่ JAMIS
อยู่มหาสารคามรึปล่าวครับ สงสัยจะปั่นไปทำงานที่มหาลัย
ถ้าใช่...เมื่อเช้าผมขับรถแซงคุณไป ช่วงผ่านปั๊มน้ำมัน
ก่อนถึงสะพาน ที่คุณกลัว.. จริงๆไม่น่ากลัวหรอกครับ
ผมเองก็อยู่ที่นี่ มหาสารคาม หาเพื่อนปั่นพร้อมกันไม่ค่อยจะได้
เลยปั่นคนเดียวซะมากกว่า ปั่นไปทำงานด้วยเหมือนกันในบางครั้ง
ผมมีบ้านอยู่ในตัวเมือง ที่ทำงานก็อยู่ในตัวเมือง ใช้เวลาปั่นไปทำงานประมาณ 15-20 นาท
แต่ถ้าขับรถไป ก็ไม่เกิน 10 นาทีี
............
ปั่นไปเถอะครับ ปั่นไปทำงาน ครั้งแรกผมก็เขินๆเหมือนกัน ครั้งต่อมา เราก็ชินเอง
ส่วนใหญ่จะเกิดจากเราคิดไปเองนะครับ...ผมเอาใจช่วย
ยังไงมาปั่นด้วยกันได้ครับ ผมว่างเฉพาะวันอาทิตย์เท่านั้นเอง
ยินดีนะครับ
From : โก้ 089 138 1721 [ 5 มิ.ย. 51 - 17:18:34 น. ]

ความเห็นที่ 24
ผมก็ขี่ไปทำงานเหมือนกันครับ ไปกลับ 40 กม แต่เส้นทางอันตรายผมปั่นเส้นรัชดา-คลองเตย-พระราม3 ช่วงคลองเตยจะอันตรายมากถนนไม่ค่อยดีรถวิ่งเร็วแต่ไม่มีทางเลือกอื่นต้องขี่ขึ้นสะพานตอนนี้ก็คงฟิตขึ้นเพราะขึ้นสะพานนี่แหละถ้ามีคนใช้จักรยานเยอะๆสักวันนึงคงมีเลนจักรยานให้พวกเราบ้าง
From : Joperation [ 5 มิ.ย. 51 - 17:27:25 น. ]

ความเห็นที่ 25
เส้นทางคุ้นๆ เหมือนกันครับ ผ่านร้านเครื่องเขียนซ้ายมือก่อนถึงมหาลัยแวะทานน้ำได้เน้อ... (ร้านเครื่องเขียนมีผู้หญิงตัวเล็กๆเฝ้าอยู่นะครับ แฟนผมเอง) ผมก็ปั่นไปไหนมาไหน ไปทำงาน ไปธุระสารพัดในกทม.เหมือนกัน ตอนซื้อก็ปั่นกลับบ้านมากกว่า 10 โลนะครับ ขาสั่นเลยไม่เคยปั่นจักรยานในเมืองด้วย ตอนนี้สบายไปไหนมาไหนคล่องขึ้นเยอะ อาการภูมิแพ้ อ่อนแอ อย่างแต่ก่อนหายไปเยอะ รู้สึกว่าตัวเองแข็งแรงขึ้น แต่คนอื่นบอกว่าดูโทรม แล้วก็ตัวดำขึ้นเยอะ (ปั่นตากแดดนี่นา) แต่ไม่เป็นไรครับ รู้ว่าตัวเองแข็งแรงขึ้นเป็นพอ มีเวลาก็จะเอาจักรยานติดไปสารคามนะครับ แต่ไม่ได้ปั่นเลย แบบว่าเจอแฟนดุนะครับ เพราะว่าเส้นม.ใหม่นี่ รถแมงกะไซ นักศึกษาเยอะเกินไป เค้าบอกว่าอันตราย แต่คนมันชอบนะครับห้ามยังไงไหว แอบเอาออกไปปั่นลุยสวน ลุยทุ่งอยู่ดี พวกนักศึกษานี่ส่วนมากอยู่หอกันทั้งนั้น ระยะทางจากหอไปมหาลัยส่วนมากก็ไม่ไกลเกินสองสามโลด้วยซ้ำ แต่ทุกคนใช้มอไซค์กันหมด บางคนมีฐานะหน่อยก็รถเก๋ง ทั้งนักศึกษา ทั้งเจ้าหน้าที่ อาจารย์มหาลัย รถยนต์ รถมอเตอร์ไซค์เลยเยอะแยะ วุ่นวายไปหมด จะได้ข่าวนักศึกษามีอุบัติเหตุเกี่ยวกับมอเตอร์ไซค์ทุกวัน มีรถ รพ. มารับทุกวัน ตอนนี้กำลังสนับสนุนพี่ชายที่ยกมือป้อไหว้คนผ่านไปผ่านมาทุกวันอยู่นั่นนะครับ (เหมือนจะสมัครนายกเทศบาลอะไรนี่แหละ) ให้ทำทางจักรยาน แล้วชักชวนนักศึกษา อาจารย์ เจ้าหน้าที่มหาลัย ที่พักอยู่แถวนั้น ให้หันมาใช้จักรยาน ไม่รู้จะเป็นไงบ้างนะครับ ถ้าทำได้บรรยากาศแถวนั้นคงดีขึ้นเยอะ
............... ขอเป็นกำลังใจให้คุณเสือพุงขาวขอรับ
From : คนพเนจร [ 5 มิ.ย. 51 - 20:54:43 น. ]

ความเห็นที่ 26
**ปั่นจักรยานบ่อยๆ บางทีคุณอาจจะได้ดื่มน้ำฟรีจากชาวบ้านที่เราไปแวะพักก็ได้นะคะ เพราะเคยเจอมาแล้ว ชาวบ้านเรียกให้ดื่มน้ำ เรียกให้ทานข้าวเลยก็ยังเจอ...มิตรภาพบนหลังเสือ มีมากกว่าที่คิดเยอะเลยแหละ...มีแต่คนชื่นชม บางคนทำอย่างเราไม่ได้ เค้าอิจฉาเรากันจะแย่ แล้วเรามีโอกาส ทำไมไม่ใช้โอกาสนี้ทำเพื่อส่วนรวมล่ะคะ...ปั่นต่อไปนะคะ คิดซะว่าตอนที่คุณปั่น