00001
ท่องเที่ยวด้วยจักรยาน ทริปแรกความฝันที่ประสบความสำเร็จของผู้หญิงคนหนึ่ง

ทริปการเดินทางนี้ ข้าพเจ้านาย เมธา เปรมแสง มีวัตถุประสงค์รณรงค์ให้ประชาชนหันมาใช้จักรยานมากขึ้น โดยท่านไม่ต้องเดินทางด้วยจักรยานถึงวันละ100 - 200 ก.ม. เพียงหวังว่าท่านออกมาซื้อของตามหมู่บ้านหรือชุมชนที่ท่านอยู่ ระยะทาง 500 ม. 1 - 2 ก.ม. ท่านควรใช้จักรยานแทนรถยนต์หรือจักรยานยนต์ ก็จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและทำให้สุขภาพดีและสร้างจิตสำนึกในการประหยัดพลังงาน เมื่อท่านใช้จักรยานมากขึ้น ท่านค่อยพัฒนาระยะการใช้งานให้ไกลขึ้น
อุดมการณ์ของข้าพเจ้าเมื่อเดินทางท่องเที่ยวด้วยจักรยานจะเน้นการเริ่มต้นออกจากบ้านถึงจุดหมายปลายทางด้วยจักรยาน เพื่อเป็นการประหยัดตั้งแต่ต้น และได้ความตั้งใจ ความมุ่งมั่น และเป็นตัวอย่าง การท่องเที่ยวเชิงประหยัดพลังงาน - ค่าใช้จ่าย พร้อมได้ออกกำลังกายทำให้สุขภาพดี โดยไม่เน้นเชิงสันทนาการ (นำรถจักรยานใส่รถยนต์ไปขี่) บทความต่อไปนี้เป็นทริปการเดินทาง นครปฐม – สามเหลี่ยมทองคำ ออกเดินทางวันที่ 12 เม.ย. 2551 สิ้นสุดวันที่ 16 เม.ย. 2551 รวม 5 วัน เน้นการท่องเที่ยวและสร้างสถิติการเดินทางโดยจักรยาน
By : M.J.Bike [ 14 พ.ค. 51 - 00:20:44 น. ]

    ,     หน้าถัดไป>>
ความเห็นที่ 1

ดิฉันเองค่ะ เสือจิตต์
From : M.J.Bike [ 14 พ.ค. 51 - 00:24:19 น. ]

ความเห็นที่ 2
บันทึกการเดินทางนครปฐม-สามเหลี่ยมทองคำ
ระยะทาง 975.7กิโลเมตร 12-16 เมษายน 2551
ความฝันของฉันไม่ใช่มีบ้านราคาสิบล้านหรือมีรถยนต์หรูๆขับและมีเงินสดหลายสิบล้าน ฉันต้องการเพียงแต่วันใดที่ฉันสามารถขี่จักรยานได้ ฉันจะขี่จักรยานไปไกลที่สุดเท่าที่ฉันจะทำได้ แม้ว่าจะเหนื่อยยากแค่ไหนฉันก็จะทำเพราะนั้นคือความตั้งใจของฉัน ทั้งๆที่ฉันก็ยังขี่จักรยานไม่เป็นเลย ตอนนั้นฉันอายุ๑๕ปี เห็นวัยรุ่นข้างบ้านขี่จักรยานเล่นกันทุกวัน (หนึ่งในนั้นก็คือสามีของฉัน) ฉันก็อยากมีจักรยานสักคันจะได้ขี่เล่นกับเขาบ้าง แต่ก็ไม่มีปัญญาเพราะพ่อแม่ยากจน พ่อเป็นกรรมกรแบกข้าวในโรงสี แม่รับจ้างทั่วไป พ่อสงสารยืมจักรยานข้างบ้านมาให้ขี่ พ่อหัดฉันให้ขี่จักรยานอยู่หลายวันก็ขี่ไม่เป็นสักทีล้มลุกคลุกคลานก็ยังขี่ไม่ได้ ฉันก็เลยไม่ขี่ แต่ในส่วนลึกของจิตใจฉันต้องขี่จักรยานให้ได้
ต่อมามีโอกาสตอนอายุ 38 ปี (ตอนนี้มีสามีและลูกสาวสามคน) ลูกสาวอยากขี่จักรยาน ตาเลยสอนให้หลานทั้งสามคนขี่ได้หมด ฉันก็เลยให้พ่อสอนอีกครั้งหนึ่ง พ่อสอนอยู่หลายวันก็ยังขี่ไม่ได้เหมือนเดิมอีก ฉันเลยตัดสินใจยังไงวันนี้ก็ต้องขี่ให้ได้ ฉันขี่จนอ่อนใจก็ยังขี่ไม่ได้ จนกระทั้งตัดสินใจขึ้นคร่อมจักรยานขี่อีกครั้งหนึ่งค่อยพยุงตัวไปโดยพ่อประคองอยู่ข้างหลัง รถก็ล้มอีกฉันเลยตัดสินใจจูงรถออกไปพุ่งชนกำแพงปูนเพื่อนบ้าน รถล้มฉันก็ล้ม แขนขาถลอก ฉันจับรถขึ้นมาเข็นไปที่เนินขึ้นคร่อมปล่อยไหลตามเนิน คราวนี้ฉันทรงตัวได้ ทำอย่างนี้ซ้ำๆ หลายครั้งจนรู้ทักษะการทรงตัว การบังคับเลี้ยว ฉันขี่อย่างนี้รอบบ้านอยู่หลายวันจากนั้นก็ลองขี่ไปไกลๆ 20-30 กิโลเกือบทุกวัน ต่อมามีความจำเป็นก็ไม่ได้ขี่อีกเลย(ต่อมาอีก 5-6 เดือนพ่อก็เสียชีวิตอายุได้ 64 ปี รถจักรยานคันนั้นที่ฉันหัดขี่ปัจจุบันยังเก็บไว้)
ต่อมาประมาณปลายปี 2550 ได้มีโอกาสกลับมาขี่อีกครั้งหนึ่ง ฉันตั้งใจไว้ว่าจะขี่จักรยานจากนครปฐมไปสามเหลี่ยมทองคำสักครั้งหนึ่งในชีวิต ฉันเริ่มฝึกซ้อมกับสามี เป็นประจำจนกระทั่งวันหนึ่งได้มีโอกาสพบกับประธานชมรมจักรยานนครปฐมซึ่งก็คือ เฮียฮ้อ(ธวัชชัย) ซึ่งเป็นผู้ใหญ่ที่เราให้ความเคารพและรู้จักกันมานานแล้ว ได้ชักชวนให้มาขี่กับชมรมด้วยกัน ฉันเริ่มมาขี่กับชมรมครั้งแรกในวันที่ 2 ธันวาคม 2550 มาพร้อมทั้งสามีและลูกสาวสามคนโดยรวมตัวกันที่ลานหน้าพระร่วงฯองค์พระปฐมเจดีย์ ฉันรู้สึกดีใจมากที่ได้พบเพื่อนกลุ่มจักรยานมากมาย บางคนก็เป็นเพื่อนเก่าเพื่อนแก่ที่ไม่ได้พบกันหลายปีแล้ว บางคนก็เป็นลูกค้าของฉัน ฉันรู้สึกตื่นเต้นและดีใจมากที่ได้มาร่วมกิจกรรมอันเป็นประโยชน์ครั้งนี้ ฉันตั้งใจไว้ว่าถ้าทางชมรมนครปฐมจัดกิจกรรมที่มีประโยชน์ฉันก็จะไปร่วมด้วยถ้ามีโอกาส ต่อมาทางชมรมได้จัดกิจกรรมเฉลิมฉลองวันพ่อแห่งชาติ โดยการรณรงค์ขี่จักรยาน ฉันได้มาพร้อมกับครอบครัวแล้วได้ร่วมกิจกรรมนี้ ในโอกาสนี้ประธานชมรมได้แนะนำให้รู้จักกับเพื่อนใหม่ “พี่อ็อด ทีลอซู (ยิ่งยศ พรหมสะอาด)” ซึ่งเป็นคนที่ฉันอยากรู้จักมานานแล้ว เพราะฉันศรัทธาในตัวพี่เขาที่ปั่นจักรยานจากนครปฐมไปน้ำตกทีลอซูได้สำเร็จภายในเวลา 54 ชั่วโมงและปั่นจักรยานจากนครปฐมไปเชียงใหม่ภายในเวลา 64ชั่วโมง
ฉันได้บอกความฝันของฉัน ว่าฉันต้องการขี่จักรยานจากนครปฐมไปสามเหลี่ยมทองคำ โดยขอคำแนะนำการเดินทางจากพี่อ็อด พี่อ็อดได้บอกเทคนิคการฝึกซ้อมอย่างละเอียด แล้วฉันก็เริ่มฝึกซ้อมตามวิธีของพี่อ็อด โดยเริ่มซ้อมจากบ้านของฉันซึ่งอยู่ข้างวัดหนองดินแดงไปตามเส้นทางหนองโพธิ์ ผ่านสี่แยกโพธาราม เลี้ยวซ้ายเข้าอำเภอบางแพ จังหวัดราชบุรี แล้วกลับบ้านเป็นระยะทางประมาณ 50 กิโลเมตร พอซ้อมได้ซักระยะหนึ่ง ก็เพิ่มระยะทางจากอำเภอบางแพไปตลาดน้ำดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี ระยะทางไป-กลับ 90 กิโลเมตรสลับกันไป
โดยซ้อมอยู่ประมาณ 3 เดือนและในขั้นตอนสุดท้ายพี่อ็อดได้ทดสอบให้ขี่ระยะทางไกลนครปฐม-สุพรรณบุรี ระยะทาง 220 กิโลเมตร ใช้เวลา 1 วันและเส้นทางนครปฐม-สมุทรสงคราม ระยะทาง 150 กิโลเมตร ซ้อม ครั้งสุดท้ายจากนครปฐม-ชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ระยะทาง 296 กิโลเมตรใช้เวลาไป-กลับ 1 วัน แล้วนั้นก็สิ้นสุดการฝึกซ้อมของฉัน
ฉันจึงกำหนดวันเดินทางเส้นทางนครปฐม-สามเหลี่ยมทองคำ อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย โดยกำหนดวันที่ 12 เมษายน 2551 สิ้นสุดการเดินทางวันที่ 16 เมษายน 2551 โดยใช้เวลาเดินทางทั้งหมด 5 วัน ที่ฉันเลือกช่วงเวลานี้เพราะเป็นวันหยุดติดต่อกันหลายวันและฉันต้องการทดสอบร่างกายและสภาพจิตใจของฉันว่าจะต่อสู้กับอากาศร้อนระอุในช่วงหน้าร้อนได้ไหมเพื่อเป็นตัวอย่างในการเดินทางของผู้อื่นที่ต้องการเดินทางด้วยจักรยานต่อไป การเดินทางครั้งนี้ของฉันมีเพื่อนร่วมเดินทางด้วยกันสามคน
1.พี่อ็อด ทีลอซู (ยิ่งยศ พรหมสะอาด) อายุ 54 ปี ครูผู้ฝึกสอนและผู้ควบคุมการเดินทางในครั้งนี้
2.เมธา เปรมแสง (สามี) อายุ 46 ปี
3.สมจิตต์ เปรมแสง (ตัวผู้เขียนเอง) อายุ 44 ปี

From : M [ 14 พ.ค. 51 - 00:29:41 น. ]

ความเห็นที่ 3

สามเสือ เสือจิตต์ เสือหน่อย เสืออ๊อด
From : M.J.Bike [ 14 พ.ค. 51 - 00:55:32 น. ]

ความเห็นที่ 4

แก้ไขนะค่ะ คนกลางเสือหน่อยเสื้อเหลือง เสืออีฮดเสื้อสีเทาค่ะ
From : M.J.Bike [ 14 พ.ค. 51 - 00:57:53 น. ]

ความเห็นที่ 5
วันแรกออกเดินทาง 04.30 น. ของวันที่ 12 เมษายน 2551 บริเวณองค์พระปฐมเจดีย์ เดินทางไปตามถนนมาลัยแมน นครปฐม-สุพรรณบุรีผ่านอำเภอกำแพงแสนพอถึงสามแยกหนองวัลย์เปรียงแวะกินข้าวมื้อเช้า อาหารมื้อนี้เป็นข้าวมันไก่คนละหนึ่งจานจานละ20บาทส่วนน้ำฟรี ข้าวมันไก่ให้พลังงานได้ดีมากแล้วออกเดินทางต่อ เลี้ยวขวาเข้าอำเภอสองพี่น้อง อากาศเย็นสบายดีมาก สองข้างทางเป็นท้องนา ต้นข้าวเขียวเต็มทั้งสองฝั่ง ผ่านวัดป่าเลไลย์ ผ่านตัวเมืองสุพรรณบุรี แวะกินข้าวอีกครั้งที่แยกโพธิ์พระยา ออกเดินทางต่อผ่านอำเภอศรีประจันต์-อำเภอสามชุก อากาศเริ่มร้อนมาก การจราจรเริ่มแออัด สองข้างทางผ่านร้านขายของฝากประจำท้องถิ่น เช่น ขนมสาลี่ แห้ว และกระจับ ผ่านทางเข้าตลาดร้อยปี อำเภอสามชุก ผ่านทางเข้าบึงฉวากร้อนระอุ แล้วแวะกินข้าวที่ปั้มน้ำมัน อำเภอหันคา อาหารมื้อนี้ ข้าวไข่เจียวคนละจาน น้ำส้มปั่นแก้วละ 5 บาท คนละหนึ่งแก้วแล้วเติมน้ำที่กระบอกพกพา (ขี่จักรยานหน้าร้อน เวลาแดดออก ต้องกินน้ำทุกๆ 20 นาทีเพื่อดับกระหาย) ผ่านสี่แยกสรรคบุรีเลี้ยวซ้ายไปชัยนาท ถนนช่วงนี้ดีมาก ราดยางเรียบกริบ แต่อากาศร้อนที่สุด ช่วงนี้เหนื่อยมากฉันเกือบทนกับสภาพอากาศไม่ไหว หิวน้ำและเหนื่อยมากอยากกินน้ำเย็นๆตอนนี้พี่อ็อดเริ่มควบคุมการเดินทางอย่างเคร่งครัดทั้งทางด้านความเร็วในการเดินทางและการหยุดพัก ณ จุดตรงนี้ฉันได้เดินทางมาเกือบ200กม.เข้าอำเภอเมืองชัยนาท พี่อ็อดสั่งให้พักที่ปั้มปตท.ก่อนข้ามสะพานแม่น้ำเจ้าพระยาและกินน้ำพร้อมพักผ่อนเป็นเวลา 20 นาที ฉันซื้อโมจิกิน สไปรท์อีก 1 ขวดพร้อมเกลือแร่ ความรู้สึกตอนนี้ฉันเริ่มท้อเพราะระยะทางข้างหน้าอีกตั้ง800ก.ม.ฉันจะไปไหวหรือ เพราะทั้งเหนื่อยทั้งล้า สภาพอากาศร้อนจัดเหลือเกิน ตอนนี้เวลาประมาณบ่ายสองโมงเศษฉันนั่งหายใจลึกๆผ่อนลมหายใจยาวๆให้ความเหนื่อยน้อยลง ฉันคิดถึงพ่อและแม่ที่จากไป ขอให้วิญญาณพ่อแม่เป็นกำลังใจให้ฉันทำให้สำเร็จก่อนขึ้นขี่รถฉันพูดเบาๆว่าพ่อจ๋าแม่จ๋าช่วยหนูด้วย และเดินทางต่อ ฉันปั่นรถออกไปไม่รู้เรี่ยวแรงมาจากไหนไม่มีอาการเหนื่อยล้าเหมือนตอนที่จะเข้าปั้มสักนิด อากาศก็ร้อนจัดเหมือนเดิมร้อนเผาเหมือนเตาอบ แต่ร่างกายก็ทนได้ออกจากชัยนาทประมาณ 15 กิโลเมตร ผ่านจุดบริการประชาชนแวะเติมน้ำในกระบอกประจำรถ การบริการที่นี้ดีมากจุดนี้พัก 5 นาทีแล้วเดินทางต่อไปถึงสามแยกเลี้ยวซ้ายเข้าถนนพหลโยธินรถยนต์เยอะมากแต่ก็ขับเป็นระเบียบดี ช่วงนี้แดดเริ่มน้อยขี่สบายมีลมดันช่วย ก่อนเข้าเมืองนครสวรรค์ 20 ก.ม.แวะกินข้าวเย็น(เวลาประมาณหกโมงเย็น)แล้วเดินทางต่อ ตอนนี้ขี่สบายมากเพราะตามลมช่วยผ่อนแรงได้มากมีขึ้นเนินลงเนินนิดหน่อยขี่สนุกดีมาก(มันส์จริงๆเลยค่ะ)ไม่เหนื่อยเลย ตอนนี้บางช่วงขี่ด้วยความเร็วเกิน 35 ก.ม./ช.ม. ท้องฟ้าเริ่มมืดแล้วผ่านจุดบริการประชาชนแวะพักกินน้ำนั่งพักสักครู่แล้วออกเดินทางต่อ เลี้ยวซ้ายเข้าถนนเลี่ยงเมืองนครสวรรค์ไปประมาณ15ก.ม. ข้ามสะพานแม่น้ำเจ้าพระยา(สะพานสูง)แต่ขี่มันจังเลย ขี่ได้สักพักเวลาตอนนี้ประมาณสองทุ่มครึ่ง เข้าพักที่สักทองรีสอร์ท(หลังละ 500 บาท)ที่พักดีมากมีแอร์ ตู้เย็น ทีวี เครื่องทำน้ำอุ่น บรรยากาศดีมาก สิ้นสุดการเดินทางในวันนี้ฉันขี่ได้ระยะทาง 263 ก.ม. ร่างกายไม่เหนื่อยล้ามีความสนุกกับการเดินทางในวันนี้มาก วันนี้เข้านอนประมาณห้าทุ่ม
From : M.J.Bike [ 14 พ.ค. 51 - 00:59:31 น. ]

ความเห็นที่ 6
วันที่สอง (13 เมษายน 2551) ตื่นเช้ามาอากาศดีมาก เริ่มออกเดินทาง 06.00 น. เดินทางสักพักเจอสามแยกเลี้ยวซ้ายเข้าถนนพหลโยธินเจอปั้มน้ำมันเอสโซ่แวะกินอาหารเช้า อาหารมื้อนี้ไม่ประทับใจ ราคาแพง เริ่มออกเดินทางต่อผ่านอำเภอสลกบาตร บรรยากาศกำลังสบาย ขี่ไปร้องเพลงไป พอเข้าอำเภอขาณุวรลักษบุรี เวลาใกล้เที่ยงผ่านร้านชาวบ้านซุ้มหลังคาจาก มีก๋วยเตี๋ยวและหวานเย็น ฉันกินก๋วยเตี๋ยว ส่วนสามีกับพี่อ็อดกินหวานเย็น คนขายเป็นคนอีสานพูดคุยตลกดี อาหารมื้อนี้พอใช้ได้ ราคาถูก รสชาติปานกลาง จากนั้นเดินทางต่อขี่ไปเรื่อยๆ อากาศร้อนจัดสุดๆ พี่อ็อดสั่งให้พักทุกๆ 30 นาที โดยหาที่พักตามศาลาริมทางหรือไม่ก็ตามร่มไม้พักครั้งละประมาณ 10 นาที ขี่ต่อมา ผ่านเรือนจำชั่วคราวมีศาลานั่งพัก จอดพักกินน้ำ กินขนมโมจิที่ซื้อติดมา ตรงนี้เจอผู้ต้องขังชายอายุประมาณ 60ปี ออกจากเรือนจำวันแรก รอรถเมล์กลับบ้าน ฉันจึงถามเขา ว่า “ทำผิดอะไรมา” เขาตอบว่า “ฆ่าคนตายด้วยความจำเป็น เพราะคนตายเป็นนักเลงรังแกชาวบ้านต้องติดคุกอยู่ 4 ปี” ฉันถามว่า “ไม่มีใครมารับหรือ?” เขาตอบว่า “เมียเขาตายไปแล้วเหลือแต่ลูก ฐานะยากจน” สภาพดูน่าสงสาร ฉันเลยให้เงินไป 200 บาท เขายกมือไหว้ท่วมหัว ตรงจุดนี้พักประมาณ 20 นาทีเพราะอากาศร้อนจัดมาก ออกเดินทางต่อไปเรื่อยๆ ผ่านคลองขลุงก่อนถึงแยกเข้ากำแพงเพชร ประมาณ 30 ก.ม.เจอรถอีแต๋น คนฝรั่งนั่งมาพร้อมลูกเมียเป็นคนไทยนั่งมาเต็มรถ ขับแซงผ่านมา พี่อ็อดบอกฉันว่า “ถ้าขี่ดูดรถอีแต๋นได้ก็จะเซฟแรงได้เยอะ” ฉันก็ปั่นด่วนจี๋ไปดูดตูดอีแต๋นแต่อีแต๋นวิ่งเร็วกว่าจะดูดอีแต๋นทันใช้ระยะทางเกือบกิโลจึงวิ่งทันอีแต๋น อีแต๋นวิ่ง 30 เศษๆ ฉันดูดอีแต๋นเป็นระยะทางประมาณ 15 ก.ม.พี่อ็อดก็สั่งให้หยุดเพราะกลัวว่าฉันจะเหนื่อยเกินไปเนื่องจากแดดร้อนจัด ขี่มาได้ 2 ก.ม. ก็พบร้านอาหารชาวบ้านเป็นร้านมุงหญ้าคาบรรยากาศดีมาก เป็นชนบทดี ฉันสั่งก๋วยเตี๋ยวหมูตุ๋น เครื่องดื่มเป็นสไปรท์ร้านนี้ทุกอย่างดีมาก ชามละ 20 บาทให้เยอะมากเจ้าของร้านบริการเป็นกันเอง ร้านนี้ฉันให้ 5 ดาวเลย (ถ้าฉันได้ขับรถยนต์มาเที่ยวทางเหนือฉันจะแวะร้านนี้อีก) จากนั้นเดินทางต่อเข้าเขตเมืองกำแพงเพชร ขี่ไปเรื่อยๆ ช่วงนี้เริ่มมีเนินตั้งชันบ้างพอสมควร พอถึงทางลงเนินพี่อ็อดบอกว่าให้ใช้จานใหญ่ปั่นส่งไปเลย เพราะช่วยประหยัดระยะทาง ช่วงนี้ขี่สนุก มันส์มากจริงๆ เพราะมีลมช่วยส่งด้วย ตอนนี้เริ่มเป็นเนินขึ้นเรื่อยๆ แล้วระยะทางก็ปั่นไปได้ไม่มาก แต่อาศัยช่วงลงเนินได้รอบ ปั่นจานใหญ่ทำให้ได้ระยะทางขึ้นมาอีกหน่อย ช่วงนี้พักตามเสต็ปส์ทุกๆ 30 นาทีตามที่พี่อ็อดบอกถ้าเริ่มรู้สึกว่าจะล้าให้พักทันที อย่าทนขี่ต่อไป ฉันทำตามที่พี่อ็อดบอกร่างกายของฉันเลยดูสดใสตลอดเวลา ขี่ผ่านอำเภอโกสัมพีอากาศร้อนจัด ลมแรง เป็นเวลาช่วงบ่ายสามโมง สองข้างทางร้อนและแห้งแล้ง ไม่ค่อยมีบ้านคน ฉันแวะอีกครั้งซื้อเครื่องดื่มสปอนด์เซอร์ และพี่อ็อดสั่งพักประมาณ 10 นาทีและออกเดินทางต่อ เวลาเริ่มมืดแต่อากาศยังร้อนอบอ้าว ช่วงนี้มืดมาก สองข้างทางไม่มีไฟส่องถนน มองไม่ค่อยเห็นทาง พอเข้าอำเภอวังเจ้า ฉันแวะกินข้าวที่อำเภอวังเจ้า มื้อนี้กินไปได้ไม่มากเพราะฉันไม่หิว ฉันเลยเอาอาหารใส่กล่องไปกินระหว่างทาง จากนั้นก็ปั่นไปเรื่อยๆ ระยะทางเริ่มเป็นเนินขึ้นที่ละน้อยแบบไม่รู้ตัว ขี่ผ่านเหมืองถ่านหินผาแดง ผ่านทางเข้าอำเภอแม่สอด ตอนนี้ฉันเริ่มเหนื่อยเพราะเมื่อกลางวันใช้พลังงานเยอะเกินไป(ตอนที่ฉันขี่ไปดูดอีแต๋นเป็นระยะทาง 15 ก.ม.) ฉันนั่งพักกินน้ำร้านค้าก่อนถึงจังหวัดตาก 10 ก.ม. ฉันถามคนขายน้ำว่า มีทางอื่นไหมที่เข้าเมืองตากโดยไม่ต้องขึ้นที่สูง เขาบอกว่ามีทางลัดเข้าไปทางป่ามะม่วง แต่ทางเปลี่ยวมากไม่มีไฟส่องทาง ฉันจึงตัดสินใจไปทางเดิม ออกเดินทางต่อ ขึ้นเนิน ลงเนิน เป็นทางโค้ง ลาดชัน แต่ตามลม ทางสวยมาก ลาดยางเรียบ ฉันรีบปั่นส่งไปทันที ไม่นานก็ข้ามสะพานข้ามแม่น้ำปิง บรรยากาศดีมาก สองฝั่งแม่น้ำมีบ้านเรือน มีแสงไฟระยิบระยับ ฉันบอกสามีให้พักช่วงบนสะพาน ชมทัศนียภาพยามค่ำคืน แต่สามีบอกว่าอันตราย รถยนต์หนาแน่น ฉันก็เลยขี่ตามสามีออกไป ช่วงลงสะพานมันส์จริงๆ (เป็นทักษะให้ฉันลงเขาในเวลาต่อมา)ขี่เข้าตัวเมืองตาก เข้าพักที่โรงแรมราชาวิลล่า ค่าห้องพักคืนละ 300 บาท มีแอร์ ตู้เย็น ทีวี สะอาดมาก (โรงแรมอยู่ตรงสามแยกเลี้ยวซ้ายไปลำปาง อยู่ฝั่งขวา)ก่อนนอนกินข้าวต้มกุ้ง คนละหนึ่งชาม ชามละ 40 บาท สิ้นสุดการเดินทางในวันนี้ ฉันขี่ได้ระยะทาง 196 ก.ม.สภาพร่างกายยังไม่อ่อนล้า มีง่วงนอนนิดหน่อย คืนนี้เข้านอนเวลา หกทุ่ม
From : M.J.Bike [ 14 พ.ค. 51 - 01:00:07 น. ]

ความเห็นที่ 7

......:}
From : M. [ 14 พ.ค. 51 - 01:02:10 น. ]

ความเห็นที่ 8
วันที่สาม (14เมษายน 2551)เริ่มออกเดินทางเวลาประมาณเจ็ดโมงเช้า ขี่ผ่านร้านสะดวกซื้อห่างตัวเมืองตากประมาณห้ากิโลเมตร แวะซื้อของขบเคี้ยวซื้อน้ำดื่มแล้วออกเดินทางต่อ เริ่มขึ้นเนินอากาศเย็นสบายขี่ไปเรื่อยๆมีความสุขมากกับการเดินทาง ขี่ไปคุยไป เจอร้านอาหารข้างทางอยู่ด้านซ้ายมือ บรรยากาศร่มรื่นร้านสะอาดน่าเข้า ฉันสั่งอาหารเหมือนเดิมอีกแล้วคือกระเพราหมูไข่เจียว น้ำเปล่าคนละ1แก้ว รสชาดใช้ได้ (ฉันซื้อข้าวผัดกระเพราไข่เจียวใส่กล่อง3กล่องไว้กินในมื้อต่อไป) แต่พอคิดเงินแทบสลบ(หมดแรงปั่น)ข้าวจานละ 60 บาทเป็นอาหารจานเดียวที่แพงที่สุดตั้งแต่ฉันเกิดมา ฉันออกเดินทางต่อเริ่มขึ้นเนินลงเนินสูงไปเรื่อยๆแต่อากาศเย็นสบายเวลานี้ประมาณสามโมงเช้า ขี่ผ่านอำเภอบ้านตากช่วงนี้แวะพักทุกๆ50นาทีพักครั้งละ 10 นาที พอเข้า อำเภอแม่พริก ผ่านจุดบริการโรงพยาบาลแม่พริกแวะพัก30นาทีล้างหน้าล้างตา มีน้ำตะไคร้เลี้ยงฟรีฉันกินไปหลายแก้วชื่นใจมากหายเหนื่อยเลย ที่นี่มีบริการพักนวด(เสียดายที่ไม่ได้นวด)เจ้าหน้าที่ทุกคนน่ารักมาก มีคุณหมอผู้หญิงเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลแม่พริกชื่นชมกับฉันมากขอถ่ายรูปคู่กับฉันสองรูป(ตอนนี้ฉันไม่มีกล้องถ่ายรูปเลยไม่ได้ถ่ายมาให้ดู)เจ้าหน้าที่ทุกคนตื่นเต้นมากที่รู้ว่าฉันจะขี่จักรยานไปสามเหลี่ยมทองคำ ก่อนออกทุกคนให้กำลังใจให้ฉันประสบความสำเร็จ ฉันปลื้มใจมาก ออกเดินทางต่อ อากาศร้อนจัด ฉันไม่มองข้างทางเลย ก้มหน้าก้มตาปั่นอย่างเดียวขึ้นภูเขาสูงมาก ช่วงนี้พี่อ๊อดสั่งพักทุก 20 นาทีพักครั้งละ 5 นาทีเพราะเป็นช่วงเที่ยงพี่อ๊อดอยู่ด้านหลังฉันตลอดเวลา บอกฉันเปลี่ยนเกียร์และรอบขาให้เหมาะกับสภาพความสูง(พี่อ๊อดพากย์พอๆกับพากย์มวย)ภูเขาช่วงนี้สูงมากๆฉันไม่เคยขึ้นภูเขาสูงอย่างนี้มาก่อนทั้งเหนื่อยทั้งล้าแต่ไม่ย่อท้อคิดว่ายังไงก็ต้องไปให้ถึงและทำให้ได้ นิ้วมือชาทั้งสองข้างกดเปลี่ยนเกียร์แทบไม่ได้ ก้นเริ่มเจ็บ ฉันขี่ต่อไปเรื่อยๆไม่เคยมองหลักกิโลเลยเพราะมองแล้วมันทำให้ท้อ ช่วงนี้ขี่ตามคำสั่งของพี่อ๊อดตลอด อากาศร้อนจัดมาก มันเหนื่อยจนไม่อยากกินอะไรนอกจากน้ำเย็นๆ ขี่จนถึงอำเภอเถินขี่ไปพักไป(ขี่จักรยานกลางแดดอย่าให้เหงื่อออก เพราะสูญเสียเกลือแร่ กินน้ำทุก 10 นาที)เลยเถินไปประมาณ 20 ก.ม.แวะศาลาริมทางกินข้าวที่ซื้อมาตั้งแต่ตอนเช้า อยากกินสไปรท์สามีข้ามไปซื้อที่ร้านอาหารฝั่งตรงข้าม ได้สไปรท์ใส่น้ำแข็งมาสามถุง ร้านบอกหลอดหมด อากาศร้อนมากจนน้ำแข็งไม่เย็นเลยตรงนี้พักประมาณ 20 นาที จากนั้นเดินทางต่อเข้าเขตอำเภอสบปราบ ผ่านแม่น้ำวังมองไปข้างล่างแม่น้ำไหลคดเคี้ยว ความสูงของภูเขามากขึ้นเรื่อยๆฉันปรับเกียร์จนหมดแล้ว อยู่เกียร์1-1ฉันปั่นไม่รีบเร่ง ช่วงนี้ขึ้นเขาบางครั้งเกือบ 10 ก.ม. เจอช่วงที่ราบก็หยุดพัก ก่อนถึงสบปราบเจอสวนส้มแวะซื้อส้มสามกิโล หนึ่งร้อยบาท สวนส้มปลูกอยู่ข้างทาง รสชาติอร่อยมาก ฉันกินคนเดียวสี่ลูกเลย ได้พลังงานดีเหมือนกันร่างกายกระปรี้กระเปร่าเพราะส้มมีวิตามินซีเยอะ ฉันขี่ขึ้นเนินเรื่อยๆไม่รีบเร่ง ความเร็วที่มิเตอร์ขึ้น 5-6 ฉันใช้จานหน้าเล็กสุด จานหลังใหญ่สุด หายใจลึกๆ สูดออกซิเจนให้เต็มปอด รถยนต์โดยสารที่วิ่งตามทางมา ฉันได้ยินเสียงเครื่องยนต์ดังลั่นป่าเลย แสดงว่าช่วงนี้คงสูงจริงๆ ปั่นไปได้ประมาณ 2-3 ก.ม.ฉันคิดว่ามันคงเป็นจุดสูงสุดของภูเขาแล้วเพราะขาของฉันที่ปั่น 1-1 นั้นเบามาก ฉันเลยเปลี่ยนจานหน้าให้เป็นจานลูกที่สอง ส่วนจานหลังก็ปรับมาเป็นเฟืองที่ 5 รถเริ่มลงเขาฉันเริ่มเปลี่ยนเกียร์อีกครั้งหนึ่ง จานหน้าใหญ่สุด ส่วนจานหลังฉันปรับเล็กสุด ลงเขามันมาก ฉันไม่ต้องปั่นเลยปล่อยไหลตามธรรมชาติรถวิ่งไปตามโค้งของถนน ถนนช่วงนี้เรียบดีมาก บรรยากาศสองข้างทางเป็นภูเขา ฝั่งซ้ายมือเป็นแม่น้ำวังมีรีสอร์ทปลูกเป็นระยะ ผ่านร้านอาหารอยู่ฝั่งซ้าย ชื่อ คุ้มสามวัง เสียดายที่ไม่ได้แวะ(เคยขับรถยนต์มาแวะทานประจำ ก๋วยเตี๋ยวไก่อร่อยมาก) ลงเขาช่วงนี้ถึงตัวอำเภอสบปราบพอดี ช่วงนี้หิวข้าวกันทุกคน ขี่หาร้านอาหารยากมากไม่มีร้านอาหารเปิดเลย ตัวอำเภอเงียบเหงามากเหมือนเมืองร้าง เจอร้านก๋วยเตี๋ยวแวะกิน ทุกคนสั่งก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้น กินคนละชาม รสชาดพอใช้ได้มีลูกชิ้นสามลูก ชามละ 30 บาท แพงเหลือเกิน(ขี่จักรยานประหยัดน้ำมันก็จริง แต่กินของแพงเกือบทุกร้านเลย)ออกเดินทางต่อ ในใจของฉันคิดว่าช่วงนี้จะไม่มีภูเขาแล้ว คงจะขี่สบายๆ ที่ไหนได้พอออกจากร้านก๋วยเตี๋ยวมาซักพัก ก็ขึ้นภูเขาเลย อากาศเริ่มมืด ปั่นลำบากเพราะมองไม่เห็น ขึ้นเขายาวมาก ขึ้นอย่างเดียวตลอดเลย พี่อ็อดบอกว่า มีขึ้นก็ต้องมีลง ยิ่งขึ้นยาวมากก็ต้องลงยาว ฉันก้มหน้าก้มตาปั่นต่อไปเรื่อยๆ แล้วก็เป็นอย่างที่พี่อ็อดว่าจริงๆ เจอป้ายบอกว่าลงเขา 3 ก.ม. ฉันเริ่มยิ้มออกแล้วหายเหนื่อยซะที พี่อ็อดบอกว่า ป้ายเชื่อไม่ได้ กรมทางหลวงชอบแถมให้ น่าจะเป็น 6 ก.ม. ฉันปรับเกียร์รออีกครั้งหนึ่ง แต่ปรับไม่ได้ มือฉันแข็งไปหมด รถเริ่มทะยานลงมาอย่างรวดเร็ว ฝ่าความมืด มองแทบไม่เห็นทาง รถพุ่งลงมาเร็วกว่าที่ฉันคิดไว้ พี่อ็อดสั่งให้ออกมาเลนกลางถนน เพราะฉันวิ่งอยู่ไหล่ทาง ตอนนั้นฉันทำอะไรไม่ได้แล้ว สติของฉันสั่งอย่างเดียวว่า ให้จับแฮนด์นิ่งๆ มือเตรียมพร้อมที่เบรกตลอดเวลา ความเร็วยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตอนนั้นฉันคิดถึงพ่อแม่ช่วยลูกด้วย ให้ลูกกลับบ้านมาเห็นลูกสาวทั้งสามคน ฉันประคองรถอย่างมั่นคง สายตามองไปไกล ความเร็วเริ่มลดลง จนถึงทางราบพี่อ็อดสั่งให้หยุด มือฉันทั้งสองข้างชาหมด ควบคุมเบรกเกือบไม่ได้ พี่อ็อดต่อว่า “สั่งให้ออกมาวิ่งเลนกลาง ทำไมไม่ออกมา” สามีก็บอกว่า “เมื่อกี้ตะโกนให้ออกมาเลนกลางถนน ตั้งหลายครั้ง ไม่ได้ยินหรือ?” ฉันบอกว่า “ตอนนั้นทำอะไรไม่ได้แล้ว” ( ความเร็วตอนdown ลงมา สามีดูที่มิเตอร์ความเร็วเกือบ 70 ก.ม./ช.ม. ) จากนั้นขี่ไปเรื่อยๆ ขึ้นเนินแต่ไม่สูงมาก บรรยากาศมืดสนิท วิ่งมาซักระยะก็ถึงอำเภอ เกาะคา ค่อยยังชั่วช่วงนี้มีไฟส่องทางเป็นระยะๆ ถนนราบเรียบ เวลานี้ ประมาณสามทุ่มครึ่ง ขี่ไปเรื่อยๆผ่านชุมนุมชนผ่านร้านอาหารชาวบ้านโบกมือทักทายตลอดเส้นทาง ขี่ไปเรื่อยๆจนเข้าเขตอำเภอเมืองลำปาง เมืองนี้ยามค่ำคืนคึกคักดี พอจอดกลางแยกไฟเขียวไฟแดงผู้คนพบเห็นต่างโบกไม้โบกมือต้อนรับ ขี่ไปหาโรงแรมเจอตอนห้าทุ่มชื่อโรงแรมเวียงแก้ว ค่าห้อง350บาทมีแอร์ ทีวี ตู้เย็น น้ำอุ่น วันนี้ฉันขี่ได้ระยะทาง191 ก.ม. สภาพร่างกายปกติดีแต่เพลียนิดหน่อย เพราะหาโรงแรมนานและตื่นเต้นตอนลงเขาไม่หาย วันนี้เข้านอนตีหนึ่ง
From : M.J.Bike [ 14 พ.ค. 51 - 01:05:09 น. ]

ความเห็นที่ 9
........................
From : M.J.Bike [ 14 พ.ค. 51 - 01:06:21 น. ]

ความเห็นที่ 10
วันที่สี่(15 เมษายน 2551) วันนี้ออกเดินทางสายมากๆเลย ออกจากโรงแรมประมาณสองโมงเช้า ขี่ออกจากตัวเมืองหาร้านอาหารไปเรื่อยๆร้านปิดหมด เลยตัวเมืองไป10 กว่ากิโล เจอร้านข้าวเหนียวส้มตำไก่ย่าง แวะกินฉันสั่งไก่ย่าง 1 ตัว120บาท ส้มตำปู1จาน 20 บาท ข้าวเหนียว 1 ก.ก. 30บาท แม่ค้าเอาเสื่อมาปูให้นั่ง มื้อนี้ถูกใจทุกคนมากเพราะอยากกินอย่างนี้มาหลายวันแล้ว พี่อ๊อดกินข้าวเหนียวคนเดียวเกินครึ่งโล ฉันกินประมาณสามขีด สามีกินประมาณขีดเดียว(เพราะสามีคุยโทรศัพท์อยู่เลยได้กินน้อย) รสชาดอาหารถูกใจที่สุด ฉันสั่งแบบนี้อีกหนึ่งชุดไว้เป็นเสบียงข้างหน้า เริ่มเดินทางต่อ ขี่ขึ้นเนินลงเนิน ถนนช่วงนี้เป็นเนินสูงขึ้นเรื่อยๆ บรรยากาศสองข้างทางเป็นไร่สับปะรด ฉันปั่นไปสักระยะเจอศาลาที่พัก พี่อ๊อดสั่งให้หยุดพัก วันนี้อากาศร้อนเร็วเหลือเกิน นั่งพักกินน้ำที่ศาลาและกินขนมที่ซื้อติดมาด้วย ช่วงนี่ลมพัดเย็นสบายฉันบอกพี่อ๊อดว่า “ลมพัดอย่างนี้เย็นสบายน่านอนจังเลย วันนี้เป็นอะไรก็ไม่รู้ง่วงนอนจริงๆ ขี่จักรยานวันนี้ไม่คล่องตัวเลย มันอืดอาดชักช้าไปหมด” พี่อ๊อดบอกว่าจริงเหมือนกัน ง่วงนอนแต่เช้า ขี่จักรยานก็ขี่ไม่ออก พี่อ๊อดบอกว่าทบทวนตั้งแต่ตื่นนอนว่าเราทำอะไรผิด กินอะไรเข้าไปสภาพร่างกายถึงเป็นแบบนี้ ฉันก็นึกขึ้นได้เลยพูดขึ้นว่า “หรือเพราะว่าวันนี้เรากินข้าวเหนียว เลยทำให้เราง่วงนอน” ต่อจากนั้นเราทั้งสามคนก็หัวเราะ พี่อ๊อดบอกว่า “ใช่เลยจิตต์ ข้าวเหนียวทำให้เราง่วงนอน ผมกินไปตั้งเกือบโล” สามีของฉันกินไปนิดเดียวเลยไม่ง่วงเท่าไหร่ นั่งคุยอยู่ต่อ10 นาที จากนั้นก็เริ่มเดินทางต่อ การเดินทางวันนี้ไม่ดีเท่าที่ควรเลยเพราะแต่ละคนง่วงเหงาหาวนอนขี่ไปหาวไป พวกเราทั้งสามคนขี่ไปก็หัวเราะกันตลอดทางเพราะข้าวเหนียวนี่เอง ปั่นไปเรื่อยๆจนเวลาใกล้เที่ยง สภาพอากาศร้อนจัด พบศาลาริมทางมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นร่มรื่น พี่อ๊อดบอกหยุดพักเถอะวันนี้เราไม่ต้องรีบร้อนถึงพะเยาระยะทางแค่135ก.ม.เอง พี่อ๊อดบอกว่า “จิตง่วงก็นอนเลย เป็นการเดินทางครั้งแรกที่ฉันได้เอนหลังวันนี้ ส่วนพี่อ๊อดและสามีฉันหลับสนิท ลมพัดเย็นชื่นใจฉันไม่ได้หลับแต่ฉันนอนเล่นเฉยๆเฝ้ารถด้วย ประมาณหนึ่งชัวโมงครึ่งที่พักที่ศาลานั้น ก็มีผู้หญิงวัยรุ่นชาวเหนือมาขอนั่งพักด้วย เธอมานั่งรอเพื่อน ฉันเลยถามว่า “น้องกินข้าวเหนียวง่วงนอนไหม” เธอตอบว่า “ถ้าเดินทางไกลๆคนทางนี้เขาไม่กินข้าวเหนียวกัน เพราะมันทำให้ง่วงนอนมาก ถ้ากินข้าวเหนียวเสร็จก็ต้องนอนทันที ฉันถามว่ากินครั้งละเท่าใด เธอทำมือให้ดูก้อนนิดเดียว พี่อ๊อดหัวเราะก๊าก...เลย บอก “ตายละหว่า ผมกินตั้งครึ่งกิโลกว่า เมื่อไหร่ข้าวเหนี่ยวจะหมดฤทธิ์ ฉันเลยมองไปที่ห่อข้าวเหนียวส้มตำ ไก่ย่างที่ซื้อไว้หลังรถ บอกพี่อ๊อดทำยังไงกับเสบียงอันนี้ดี พี่อ๊อดหัวเราะลั่นเลย ข้าวเหนียวตั้งกิโลนึง ใครจะกินว่ะผมไม่เอาผมเข็ดแล้ว จากนั้นเดินทางต่อ พื้นที่เป็นภูเขาสูงขึ้นเรื่อยๆผ่านอำเภอแม่เมาะ ถนนทำใหม่กว้างใหญ่ แบ่งช่องทางจราจรปลอดภัยดี ขี่มาสักระยะเจอร้านอาหารบนภูเขาตกแต่งสวยงามดี บรรยากาศรอบๆร้านมีแต่ป่า พวกเราแวะเข้าไป เจ้าของร้านบอกว่าร้านปิด แต่เขาเห็นว่าพวกเราเดินทางมาไกล เขาบอกรอสักครู่ เขาเดินเข้าไปในครัวซักพัก เขากลับมาบอกว่ามีอาหารที่พอทำกินได้ก็คือ ข้าวผัด ฉันบอกว่าเกรงใจ เจ้าของร้านบอกว่าไม่เป็นไร ถ้าคุณหิว เราทำให้กิน เขาทำข้าวผัดให้คนละจาน พร้อมน้ำซุปคนละถ้วย น้ำแข็งคนละแก้วเซเว่นอัพสองขวด แทบไม่น่าเชื่อ อยู่ในป่าแบบนี้ แต่ข้าวผัดดีเหมือนในภัตตาคาร พอคิดเงินแล้วตกใจมากจานละ 25 บาท(กินแทบไม่หมด)ตั้งแต่ขี่จักรยานมาร้านนี้อาหารดีที่สุด ก่อนออกจากร้านเจ้าของร้านขอรดน้ำพวกเราทั้งสามคน(เทศกาลสงกรานต์) ส่วนข้าวเหนียว ส้มตำ ไก่ย่าง เสบียงที่เตรียมมาเมื่อเช้านี้ยังอยู่ท้ายรถพี่อ๊อดเหมือนเดิมไม่มีใครแตะต้องเลย แล้วออกเดินทางต่อ สภาพเส้นทางภูเขาสูงชันมาก อากาศร้อนจัดมากที่สุด ผ่านถ้ำผาไทสูงชันมาก ฉันขี่แทบไม่ไหว ใช้เกียร์ 1-1 ไปเรื่อยๆ ฉันมองยอดเขาสูงมากจริงๆ แล้วระยะขึ้นเขายาวมาก ฉันปั่นไปเรื่อยๆจนรถหนักขึ้นทุกที(ตอนนี้ฉันอยากให้รถมีเกียร์เพิ่มอีก20เกียร์ ตอนปั่นอยู่ที่บ้านรถฉันมี 18 เกียร์ ฉันว่าทำไมมันเยอะจัง แต่ตอนนี้ฉันรู้แล้วไอ้ที่เกียร์เยอะๆมันมีประโยชน์ตอนนี้นี่เอง) แต่ก็ปรับเกียร์จนหมดแล้วดูแล้วไม่น่าจะขึ้นได้ ฉันมองยอดเขาสูงชันมาก สามีฉันเลยบอกว่าลงเข็นเถอะ (ตอนนั้นพี่อ๊อดคุยโทรศัพท์อยู่ตีนเขา)ก่อนลงเข็น พี่อ๊อดขึ้นมาทันพอดีบอกว่าห้ามเข็นโดยเด็ดขาด ต้องขี่ขึ้นอย่างเดียว พักสักครู่ประมาณสามนาที และให้ฉันหายใจลึกๆหลายๆครั้ง แล้วจะขี่ได้อย่างสบาย ถ้าเข็นเมื่อไหร่แรงหมด ฉันทำตามที่พี่อ๊อดบอก แต่ในใจฉันไม่เชื่อพี่อ๊อดเท่าไหร่ เพราะยอดเขาสูงเหลือเกิน เมื่อกี้ยังปั่นแทบไม่ได้ตอนนี้จะทำได้อย่างไร พี่อ๊อดบอกให้มองแค่หน้ารถซักเมตรสองเมตรก็พอ ห้ามมองที่ยอดเขามันจะทำให้ท้อ พี่อ๊อดบอกให้ปั่นช่วงละ100-200 เมตรก็พอ ไม่ต้องปั่นทีเดียวถึงยอดเขา ฉันเริ่มทำตามที่พี่อ๊อดบอก ฉันขึ้นขี่จักรยานต่อไปหายใจลึกๆ รอบขาสม่ำเสมอ รถวิ่งสบายเลยไม่มีอาการหนักเลยดีกว่าจูงจริงๆอย่างที่พี่อ๊อดบอก พอได้ระยะ200 เมตรฉันก็หยุด พัก 3 นาที จากนั้นก็ปั่นไปเรื่อยๆจนถึงจุดสูงสุดของยอดเขา ฉันปรับเป็นใช้เกียร์ปกติ แล้วหยุดรถยืนคุยกันอยู่บนยอดเขา พี่อ๊อดบอกว่าให้หันไปดูข้างหลัง ฉันหันไปดูแล้วตกใจฉันปั่นมาได้อย่างไรสูงจริงๆ หยุดพักตรงนี้ประมาณ 10 นาที เห็นรถยนต์ที่วิ่งตามมาใช้เกียร์ต่ำ เสียงเครื่องยนต์ดังลั่นบางคันก็ควันโขมง ฉันเริ่มเดินทางต่อ ขึ้นเขาสูงอย่างนี้อีก ฉันใช้วิธีการขี่แบบที่พี่อ๊อดบอก ขี่ไปเรื่อยๆช่วงนี้เริ่มยาวหน่อย บางที 3-5 ร้อยเมตรค่อยพัก ระหว่างที่ขี่ฉันสูดลมหายใจลึกๆตลอดเวลา พี่อ๊อดถามสามีฉันว่า“ตอนนี้ขึ้นเขามาไกลแล้ว เราต้องขึ้นอีกไกลแค่ไหน” สามีบอกว่า “เทือกเขานี้ยาวมาก ยาวที่สุด” เพราะพี่อ๊อดกลัวว่าฉันจะหมดแรงเสียก่อน และอากาศก็ร้อนจัดมากกว่าทุกวันที่ผ่านมา ฉันก้มหน้าก้มตาปั่น มองแค่หน้ารถเมตรสองเมตร ในใจไม่เคยคิดท้อแท้แต่อย่างใด มีแต่คำว่าต้องทำให้ได้ ไปถึงจุดมุ่งหมายให้ได้ และแล้วสิ่งที่เรารอคอยก็มาถึง ป้ายทางหลวงบอกลงเขาและสัญญาณเตือนทางคดเคี้ยว ฉันปรับเกียร์จานหน้าใหญ่สุด จานหลังเล็กสุด ฉันตั้งสติให้มั่นสมาธิแน่วแน่อยู่กับรถ จับแฮนด์สองข้างแน่น มือเตรียมพร้อมเบรกตลอดเวลา เพราะฉันรู้ว่าช่วงนี้ลงเขาสูงที่สุด เพราะตอนขึ้นเขาสูงและช่วงขึ้นทอดยาวหลายกิโลมาก ตอนลงก็ต้องไม่แพ้กัน ฉันต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะป้ายทางหลวงเตือนให้ระวังช่วงลงเขาทางคดเคี้ยว ฉันเริ่มปล่อยรถไหลไปตามธรรมชาติ ขาของฉันทั้งซ้ายขวาอยู่เสมอกัน เพราะฉันคิดว่าถ้าขาทั้งซ้ายขวาอยู่เสมอกัน น้ำหนักต้องกดอยู่ที่กลางรถไม่โย้ไปข้างใดข้างหนึ่ง ทำให้รถนิ่งและทรงตัวดี(ฉันคิดของฉันขึ้นมาเอง ตอนที่ฉันลงที่สบปราบ)ความเร็วของรถเร็วมาก ฉันชะลอเบรกหลังนิดหน่อยแล้วฉันก็ปล่อย เพื่อช่วยชะลอความเร็วของรถ รถลงเร็วมากอย่างต่อเนื่อง ฉันก็ชะลอเบรกหลังแต่ก็แทบไม่มีผลอะไรเลย พอลงมาได้ครึ่งทาง ป้ายบอกทางเบี่ยงหักข้อศอกเลย ถนนช่วงทางเบี่ยงเป็นปุปะเป็นหลุมเป็นบ่อ ฉันตั้งสติหักรถไปช่องเลนกลางทันที ซึ่งมีช่วงที่เรียบที่สุดประมาณเมตรครึ่ง จากนั้นรถก็ลงเขาต่อ ความเร็วก็ยังมากเหมือนเดิม ช่วงลงเขาช่วงนี่ยาวนานมาก ฉันเริ่มสนุกกับมัน ไม่รู้สึกกลัวเหมือนที่สบปราบ หรืออาจเพราะว่าเป็นเวลากลางวัน แต่ความเร็วนี้เร็วกว่าสบปราบมาก พอจะหมดช่วงลงเขา ฉันอัดส่งทันที ความเร็วเลยต่อเนื่องไปเรื่อยๆดูไมล์แล้วประมาณ38-40ก.ม./ช.ม. (ช่วงลงเขาความเร็วประมาณเกือบ 70 ก.ม./ช.ม.)เพราะถนนลาดยางเรียบไม่กินแรงเลย คราวนี้เริ่มขึ้นเขาอีกลูกหนึ่งแล้ว สูงชันไม่แพ้ลูกแรก เพราะเข้าเขตของพญามือเหล็ก(เจ้าพ่อประตูผา)ฉันใช้เทคนิคที่พี่อ๊อดบอก ที่นั้นจัดงานสงกรานต์พอดีรถจอดเยอะ ฉันจอดไหว้เจ้าพ่อประตูผา ขอพรเจ้าพ่อประตูผา ขอให้เดินทางถึงสามเหลี่ยมทองคำด้วยความปลอดภัยด้วย จากนั้นก็ยังเป็นช่วงขึ้นเขาอยู่ ใช้เกียร์ 1-1 เหมือนเดิม ค่อยๆปั่นไปเรื่อยๆ ไม่รีบเร่ง เขานี้ความสูงพอๆกับที่ถ้ำผาไท ขึ้นเขาช่วงนี้หลายกิโลเหมือนกัน พอถึงยอดเขาฉันรีบเปลี่ยนเกียร์เหมือนเดิม จานหน้าใหญ่ จานหลังเล็กสุด ฉันปล่อยรถไหลตามธรรมชาติเหมือนเดิม พี่อ๊อดบอก เราได้กำไรแล้ว เพราะช่วงลงเขายาวมาก ฉันปล่อยให้รถไหลไปตามความสูงของภูเขา คราวนี้ฉันไม่ชะลอเบรกเลย แต่มือฉันยังจับที่แฮนด์นิ่ง ลงเขาลูกนี้มันมาก ฉันสนุกสุดๆ นี้คือสวรรค์สำหรับฉัน มันส์จริงๆ ช่วงนี้ลงเขายาวและนานกว่าทุกครั้ง พอจะหมดทางลาดชัน ฉันก็อัดซ้ำไปอีก รถวิ่งคดเคี้ยวตามภูเขา ฉันมีความสุขมาก ลืมความเหนื่อยล้าช่วงขึ้นจนหมดสิ้น ฉันถือโอกาสช่วงนี้อัดส่งไปเรื่อยๆ โดยไม่ยอมพักเท้า และระยะทางมากพอสมควร จนมาถึงจุดบริการประชาชน แวะพักกินน้ำ เจ้าหน้าที่ทุกคนบริการดีมาก เจ้าหน้าที่ขอถ่ายรูปกับพวกเราทั้งสามคน ตรงนี้พักประมาณ 10 นาที แล้วเดินทางต่อไปเป็นทางคดเคี้ยวไม่สูง เป็นเนินขึ้นลง เดินทางสักพักก็ถึงสามแยกงาว ถ้าเลี้ยวขวาไปจังหวัดแพร่-น่าน แต่เราตรงไป เลยแยกนี้สักพักเจอร้านอาหาร เราแวะกินข้าวแกงคนละ 1 จาน จานละ20 บาท สปอนด์เซอร์คนละ1ขวด อาหารร้านนี้ดี แล้วออกเดินทางต่อ เวลานี้ประมาณหกโมงเย็น ผ่านทางเข้าอำเภองาว ขี่ต่อไปเรื่อยๆขึ้นเนินลงเนินผ่านภูเขาบางช่วงก็สูง แต่อากาศเย็นสบาย บรรยากาศรอบๆเงียบสงบ ดูไม่วุ่นวาย ผ่านบ้านชาวบ้านริมทาง ดูสมถะน่าอยู่ ดูเหมือนไม่ต้องดิ้นรนต่อสู้เหมือนพวกเราคนเมือง เดินทางผ่านจุดบริการประชาชน กรมทางหลวงงาว(จุดนี้เลยอำเภองาวมาประมาณ20 ก.ม.)หยุดพัก เข้าห้องน้ำ เติมน้ำดื่ม เวลานี้ประมาณทุ่มเศษ แล้วออกเดินทางต่อ อากาศเริ่มมืด ช่วงนี้เป็นภูเขาสูงต่ำสลับกันไป มืดมากๆไม่มีไฟส่องทาง ไม่มีบ้านคน สองข้างทางเป็นป่า มีสิ่งมีชีวิตแค่สามคน นานๆมีรถผ่านมาพอได้แสงสว่างจากไฟหน้ารถบ้าง อากาศเย็นผิดปกติ เหมือนฝนจะตก สามีฉันบอกว่า “ข้างหน้าอาจมีฝนตก จะขี่ล่วงหน้าขึ้นไปดูบนยอดเขาก่อน” สามีขี่ล่วงหน้าไปสักพัก แล้วกลับลงมา โดยขี่ย้อนลงทางเดิม แล้วตะโกนบอกพี่อ๊อดว่า “ไม่เกิน5นาทีฝนจะตกถึงตรงจุดนี้ ให้รีบหนี เพราะมองผ่านแสงไฟหน้ารถที่วิ่งสวนมาบนภูเขา เห็นฝนตกข้างหน้าแรงมาก ตรงนี้ไม่มีที่พัก เราต้องขี่ย้อนไปพักที่กรมทางหลวงงาวที่เราผ่านมาแล้วให้ทัน ” สามีไม่พูดต่อ รีบขี่รถนำหน้าออกไป ขี่กลับลงมาสักพัก พี่อ๊อดยังลังเลอยู่ เพราะเสียดายระยะทางที่ขี่มามากแล้ว สามีถามพี่อ๊อดว่า “โดนเม็ดฝนสักเม็ดสองเม็ดหรือยัง” พี่อ๊อดตอบว่า “รู้สึกโดนบ้างแล้ว” สามีบอกว่า “ พี่อ๊อดรีบหนีเถอะ ด้วยประสบการณ์ของผมที่เคยมา อีกไม่นานฝนจะตกอย่างแรง เราอาจหนีไม่ทัน” เราทั้งสามคนจึงรีบปั่น มาจนถึงกรมทางหลวงงาว เจ้าหน้าที่ทุกคนบอกว่าให้พักที่นี่ เรามีห้องพัก แต่ไม่มีเครื่องนอน ฉันตัดสินใจว่าอยากพักโรงแรมที่ใกล้ๆ เจ้าหน้าที่บอกว่ายินดีจะไปส่งให้ โดยต้องย้อนไปพักที่อำเภองาว เพราะใกล้ที่สุดแล้ว และเป็นเขตทำงานของเขา ซึ่งเขาสามารถนำรถออกบริการให้ได้ ฉันจึงตัดสินใจทำตามที่เขาบอก โดยฝากรถทั้งสามคันไว้ที่กรมทางหลวงงาว โดยเจ้าหน้าที่ได้นำรถทั้งสามคันไปเก็บไว้ในห้องอย่างดี จากนั้นพวกเราก็นั่งรถกระบะของกรมทางหลวงไปหาที่พัก ระหว่างทางฝนตกพอดีมีลูกเห็บตกโดนหลังคารถดังเหมือนคนเอาก้อนหินขว้างใส่หลังคาบ้าน ลมแรงแต่ฝนไม่แรง จนกระทั่งถึงอำเภองาวรถวิ่งหาที่พัก ได้ที่พักชื่อไร่เดชา ฉันเปิดห้องพักสองห้อง พี่อ๊อดหนึ่งห้อง ฉันกับสามีหนึ่งห้อง
ห้องพักคืนละ 300 บาท มีแอร์ ทีวี ตู้เย็น ห้องไม่ค่อยสะอาด ประตูห้องปิดแทบไม่ได้ กลอนประตูก็พัง จะนอนต้องเอาโต๊ะวางทีวีเลื่อนมาดันไว้ เวลานี้ประมาณสามทุ่ม ฉัน
หิวข้าวสามีจึงออกไปซื้อข้าว แต่ไม่มีร้านข้าวขายเลย จึงถามเจ้าของที่พักซึ่งเป็นผู้หญิงวัยประมาณ 50 กว่าปีว่า “ที่ไหนมีอาหารขายบ้าง” เขาตอบว่า “ไม่มี จะมีก็ที่นี่แหละมีข้าวแกงที่ขายเหลืออยู่เมื่อตอนกลางวันจะกินหรือเปล่า ถ้ากินก็เดินตามมา” สามีเดินตามไปดู มีไข่พะโล้ กับพะแนงหมูเหลืออยู่นิดหน่อย ก็เลยสั่งมาสองจาน จานละ 20 บาท น้ำเปล่าสองขวด ส่วนพี่อ๊อดบอกว่าไม่เอา ขอข้าวเปล่าจะกินกับไก่ย่างที่ซื้อมาเป็นเสบียงเมื่อเช้า ส่วนข้าวเหนียวกับส้มตำก็โยนทิ้งไป(พี่อ๊อดเข็ดแล้ว ไม่ยอมกินข้าวเหนียวอีก) ฉันกินข้าวเสร็จก็อาบน้ำ สามีโทรศัพท์บอกทางบ้านพี่ชายให้ขับรถยนต์ขึ้นมาคืนนี้เลย ให้พี่มาช่วยถ่ายภาพพวกเราทั้งสามคน เป็นที่ระลึกเก็บไว้เพราะการเดินทางมายากเหลือเกิน น้อยคนนักที่จะทำได้(โดยเฉพาะผู้หญิง) เพราะระยะเวลานั้นจำกัดต้องให้ถึงภายใน 5 วัน พี่ชายก็แสนดีรับปากจะเดินทางจากนนทบุรีมาถึงงาวในคืนนี้เลย คาดว่าจะมาถึงงาวไม่เกิน 7 โมงเช้าของวันที่ 16 ฉันเข้านอนตอนสี่ทุ่มวันนี้ฉันขี่ได้ระยะทาง 114 ก.ม. สิ้นสุดการเดินทางของวันนี้

From : M.J.Bike [ 14 พ.ค. 51 - 01:07:06 น. ]

ความเห็นที่ 11
เรื่องดีๆ ของชีวิต ...
เกิดขึ้นได้ ด้วยตัวของเราเอง
...ขอบคุณ ที่แบ่งปันครับ
From : เอ [ 14 พ.ค. 51 - 01:08:10 น. ]

ความเห็นที่ 12

อยู่ตรงอ.งาว ปั่นไปแบบสบายๆขา
From : M.J.Bike [ 14 พ.ค. 51 - 01:09:22 น. ]

ความเห็นที่ 13
ขอบคุณที่เขียนเรื่องให้อ่าน ขอเป็นกำลังใจให้ครับ
From : นายจักรยาน สีเหลือง [ 14 พ.ค. 51 - 01:41:08 น. ]

ความเห็นที่ 14
อยากอ่านครับเจ๊แต่ตัวหนังสือมันติดกันเป็นพรืดเลย ตาลาย เขียนไปมีรูปประกอบด้วยก้อดีนะ อ่านไปหน่อยนึงก้อขอชื่นชมศัทธาของเจ๊จริงๆ แต่อยากอ่านให้จบ อยากรู้เรื่องราวระหว่างเดินทาง มีรูปอีกไหม ถ้ามีรบกวรด้วยขอรับ
From : mtb-hilander [ 14 พ.ค. 51 - 02:03:28 น. ]

ความเห็นที่ 15
ค.ห.7 วาวววววเสือหางแข็ง+ยาวด้วย
สุดยอดดดดดดอีกแล้วครับท่าน
ว่าแต่ขอตารางการฝึกซ้อมหน่อยใด้ไหมครับ วางแผนใว้ว่าจะกลับอุบลช่วงปีใหม่
From : 4300 สีนำเงิน [ 14 พ.ค. 51 - 02:35:12 น. ]

ความเห็นที่ 16
เหนื่อยแทนค่ะ ขอชื่นชมความพยายามและความสามารถในการเขียนภาษาไทยนะคะ อยากจะปรบมือให้ดังๆ
From : อ้ายเป็นครูน่อย [ 14 พ.ค. 51 - 05:51:07 น. ]

ความเห็นที่ 17

มีครั้งแรก แสดงว่าต้องมีครั้งที่สอง สามและต่อต่อกันไปเรื่อยเรื่อยนะครับ...ดีใจด้วยคนครับ...

ไปละ
น้าเป็ด

From : น้าเป็ด TCC [ 14 พ.ค. 51 - 06:19:22 น. ]


ความเห็นที่ 18
ขอแสดงความยินดีกับความสำเร็จด้วยครับ
คุณแน่มากครับ นับถือๆ
From : หมู..พุทธมณฑล.. [ 14 พ.ค. 51 - 07:33:14 น. ]

ความเห็นที่ 19
ยินดีด้วยนะครับพี่ทำฝันให้เป็นจริงได้
From : ชื่นชมชื่นชม [ 14 พ.ค. 51 - 08:16:03 น. ]

ความเห็นที่ 20

ขอชื่นชมในความสามารถปั่นจักรยานพิชิตระยะทางอันแสนไกล ชื่นชมในน้ำใจที่มุ่งมั่นและอดทน ชื่นชมในการถ่ายทอดการเดินทางออกมาเป็นตัวหนังสือที่น่าติดตามอ่าน และ ขอขอบคุณที่เป็นผู้สร้างกำลังขวัญและกำลังใจให้ผู้รักการปั่นจักรยานนำมาเป็นแบบอย่างได้เป็นอย่างดี ขอขอบคุณ คุณM.J.Bike มากค่ะ
From : พิบูล11 [ 14 พ.ค. 51 - 09:46:31 น. ]

ความเห็นที่ 21
#20 ขอแก้คำผิดค่ะ
เป็นผู้สร้างขวัญและกำลังใจ
From : พิบูล11 [ 14 พ.ค. 51 - 09:49:24 น. ]

ความเห็นที่ 22
เป็นครอบครัวที่น่ายงย่องครับ นับถือ นับถือ
From : กบภูเขา [ 14 พ.ค. 51 - 10:12:42 น. ]

ความเห็นที่ 23
สุดยอดครับ เดี๋ยวทริปต่อๆไปคงได้ดูรูปประกอบมากขึ้นแน่ๆ ต่อไปนี้ผมต้องหาวันไปลองปั่นวันละ200กม.ขึ้นให้ได้สักทีแล้วละ ;-D
From : อ.ดำ [ 14 พ.ค. 51 - 10:12:44 น. ]

ความเห็นที่ 24
ขอขอบคุณทุกๆท่านที่ให้กำลังใจและความสนใจ
รูปภาพประกอบการเดินทางและการเดินทางในวันสุดท้าย + ตารางฝึกซ้อม
จะนำมาลงให้อ่านกันในเวลาประมาณ 4 ทุ่มคืนนี้
(ช่วงนี้ขอไปทำงานก่อนนะค่ะ)
From : M.J.Bike [ 14 พ.ค. 51 - 10:23:51 น. ]

ความเห็นที่ 25
ยินดีด้วยครับ
เยี่ยมมากครับ
From : SP-HY [ 14 พ.ค. 51 - 10:39:29 น. ]

ความเห็นที่ 26
ชื่นชมครับ ทุกคนก็มีความฝันที่จะได้ทำอย่างนี้ อยู่ที่ว่าเมื่อไรเวลานั้นจะมาถึง
From : คนคอนยก [ 14 พ.ค. 51 - 10:44:27 น. ]

ความเห็นที่ 27
เข้ามาอ่านและรู้สึกยินดีด้วยครับที่ทำฝันเป็นจริง
From : ฑูรย์ บางสีทอง [ 14 พ.ค. 51 - 10:48:31 น. ]

ความเห็นที่ 28
ครั้งต่อไปจะนำเสนอการใช้จักรยานในชีวิตประจำวันและการเดินทางในระยะ 20-30 ก.ม.
หรือการท่องเที่ยวในระยะไม่เกิน 200 ก.ม. เพื่อสร้างจิตสำนึกในการประหยัด เพราะอนาคต ไม่แน่คุณ หรือผมอาจต้องใช้จักรยานเพราะค่าพลังงานอาจแพงจนจ่ายไม่ไหว
อย่ารอให้ถึงวันนั้น จงเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้
ขอบคุณครับ
From : M.J.Bike(เมธา) [ 14 พ.ค. 51 - 10:50:06 น. ]

ความเห็นที่ 29
นับถือครับ ช่วงเดือนเมษา อากาศทางเหนือถือว่าร้อนสุดๆ ขอแสดงความนับถือ
From : jubjeeplampang [ 14 พ.ค. 51 - 12:29:00 น. ]

ความเห็นที่ 30
ยินดีในความสำเร็จครับ ขอเป็นกำลังใจในก้าวต่อๆไป
แต่ว่าอ่านยากจังเลย ตาลาย มึนตึ๊บ อิอิ น่าจะแยกเรื่องราวย่อยๆนะครับเป็นย่อหน้า
From : อิอิ [ 14 พ.ค. 51 - 13:47:24 น. ]


กระทู้เก่าในกระดานเดิมไม่สามารถโพสเพิ่มเติมได้อีก
ขอเชิญไปใช้งานที่ กระดานข่าวรุ่นใหม่ นะครับ