00001
nbt บทความจาก MBT .... ปรีชา พิมพ์พันธ์ "ปั่นหมื่นไมล์ไปเรียนหนังสือ"

webmaster

บก.เศกสรรค์ MBT ... ส่งมาให้อ่านแฟนๆ ThaiMTB ได้อ่านก่อน เป็นบทสัมภารณ์ที่จะลงในฉบับหน้า รายละเอียดเพิ่มเติม พร้อมรูป คอยดูในเล่มที่วางแผงครับ...


ปรีชา พิมพ์พันธ์
ปั่นหมื่นไมล์ไปเรียนหนังสือ

15 กุมภาพันธ์ 2504 คน ชายหนุ่มวัย 25 ปี เริ่มต้นการเดินทางครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของตัวเองโดยใช้จักรยานนเป็นพาหนะ จากกรุงเทพมหานคร มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกโดยมีจุดมุ่งหมายอยู่ที่ รัฐอลาบามา ประเทศสหรัฐอเมริกา

ปรีชา พิมพ์พันธ์ คือชื่อของชายหนุ่มผู้หลงใหลเสน่ห์ของการเดินทางด้วยสองล้อคนดังกล่าว ก่อนหน้าที่จะตัดสินใจเดินทางไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยอลาบามา ในสหรัฐอเมริกาด้วยการปั่นจักรยานออกจากประเทสไทยนั้น เขาและเพื่อนๆ มักจะชวนกันปั่นจักรยานไปเที่ยวเป็นระยะทางไกลๆ ไม่ว่าจะแถบกรุงเทพมหานคร ชลบุรี หรือเชียงใหม่ สุไหงโกลง ฯลฯ หรือแม้กระทั่งการซ้อมใหญ่ก่อนการเดินทางนับหมื่นไมล์โดยใช้เส้นทาง อรัญประเทศ เขมร เวียดนาม ลาว และกลับสู่กรุงเทพฯ

และถึงแม้ว่าการเดินทางทางหลังวันวาเลนไทน์เพียงหนึ่งวันจะต้องจบสิ้นลงที่แม่สอด เพราะเนื่องจากเป็นช่วงเวลาเดียวกับมีพม่าเข้ามาเผาตลาดแม่สอด ชายแดนระหว่างไทยกับพม่าจึงปิดลง ปรีชา พิมพ์พันธ์ ตัดสินใจปั่นกลับกรุงเทพฯ อีกครั้งเพื่อจับเครื่องบินมุ่งสู่กัลกัลตา เมืองใหญ่ทางตะวันตกของอินเดีย ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นการเดินทาง “แผนสอง” เมื่อไม่สามารถผ่านพรมแดนเข้าพม่าได้
อีก 6 เดือนต่อมา หนุ่มน้อยจากเมืองสยามก็ปั่นจักรยานคู่ใจถึงมหาวิทยาลัยอลาบามา ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นจุดหมายของการเดินทางโดยใช้กำลังขาของตัวเอง
เราติดต่อขอสัมภาษณ์ อาจารย์ปรีชา พิมพ์พันธ์ ผู้จัดการโรงเรียนจิรศาสตร์วิทยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในขณะที่ท่านมีอายุได้ 67 ปี เพื่อย้อนเล่าถึงเรื่องราวการเดินทางรอบโลกด้วยจักรยานซึ่งเป็นเรื่องราวที่ขึ้นก่อนที่ผู้สัมภาษณ์จะคลอดเป็นทารกกว่า 8 ปี

ถึงแม้ว่าการเดินทางดังกล่าวจะเกิดขึ้นเมื่อ 41 ปีแล้ว แต่อาจารย์ปรีชา พิมพ์พันธ์ สามารถเล่าเรื่องราวและเรียบเรียงการเดินทางได้อย่างครบถ้วนราวกับเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น

“เอ็มบีที” หวังเป็นอย่างยิ่งว่าบทสัมภาษณ์นี้ คงเป็นประโยชน์และเป็นกำลังใจกับ “นักปั่น” ชาวไทยที่กำลังวางแผน หรืออยู่ระหว่างเดินทางรอบโลก อยู่ในขณะนี้ และเป็นการกระตุ้นเตือนให้นักปั่นเยาวชนรุ่นใหม่ ได้ร่วมภาคภูมิใจ ได้ระลึกว่าครั้งหนึ่งเคยมีคนไทยตัวเล็กๆ ปั่นจักรยานรอบโลกด้วยสองขาสำเร็จมาแล้ว

ปรีชา พิมพ์พันธ์
ปั่นจักรยานไปเรียนไกลที่สุดในโลก

ปฐมบทการเดินทาง
กระเหรี่ยงเผาตลาดแม่สอด ข้ามไปพม่าไม่ได้
พอเรื่องเกี่ยวกับหนังสือเดินทางและ วีซ่าเรียบร้อยผมก็เริ่มเดินทางตามแผนที่วางไว้ คือเริ่มออกจากบ้านพักที่มศว. ประสานมิตร ซึ่งตอนนั้นเป็นอาจารย์อยู่ที่ประถมสาธิตประสานมิตร ตี 4 ก็ออกจากกรุงเทพฯ ไปลพบุรี นครสวรรค์ ไปออกแม่สอดเพื่อเข้าประเทศพม่า คืนแรกนอนลพบุรี ถึงลพบุรี

รุ่งขึ้นก็เดินทางต่อไปเรื่อยๆ ใช้เวลาประมาณ 7 วันจึงถึงแม่สอด พอถึงแม่สอดก็ต้องพักหนึ่งคืน เพื่อรุ่งขึ้นจะได้เตรียมข้ามแม่น้ำเมย แต่โชคไม่ดีเพราะพรมแดนปิดเนื่องจากกระเหรี่ยงเข้ามาเผาตลาดแม่สอด ก็เลยออกไม่ได้ทั้งๆที่มีวีซ่าแล้ว ผมตัดสินใจกลับกรุงเทพ เพื่อจะเดินทางไปทางอินเดียโดยทางเครื่องบิน เพราะหากไปทางเรือก็ต้องปั่นไปสิงคโปร์ซึ่งรวมทั้งเวลาปั่นและเวลาลงเรือแล้วต้องใช้เวลาเป็นเดือนซึ่งจะไม่ทันเวลาเปิดเทอมในเดือนกันยายน

ขี่เรือบินไปตั้งต้นที่กัลกัลตา
เมื่อเขาพม่าไม่ได้ก็เลยอาศัยการบินไทยโดยขึ้นที่ดอนเมือง ไปลงกัลกัลตา ซึ่งเป็นอินเดียฝั่งตะวันออก สรุปก็คือบินข้ามพม่าไปประเทศเดียว ใช้เวลาบินประมาณ 4 ชม. หากเป็นเรือก็ต้อง 2-3 เดือน การพักแรมที่กัลกัลตาก็อาศัยสถานทูตหรือพักกับเจ้าหน้าที่กงศุล นอนที่ห้องรับแขกบ้าง

วันที่ 1 มีนาคม ออกจากกัลกัลตา ซึ่งเป็นเมืองตะวันออกสุดโดยใช้ถนนใหญ่ปั่นตัดผ่านประเทศอินเดียมุ่งหน้าไปยังนิวเดลลี เมืองแรกที่ผ่านก็คือ พุทธคยา ซึ่งเป็นเมืองของพุทธศาสนา ก็ใช้เวลาประมาณ 3 วัน โชคดีที่มีวัดไทยอยู่ที่นั่น หลวงพ่อเจ้าอาวาสก็ดีใจให้พักอยู่ที่วัด พักอยู่ 2 วัน

จากพุทธคยาอีก 3 ถึงเมืองพาราณสี ซึ่งมีแม่น้ำคงคาซึ่งเป็นแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ มีขอทานเยอะ ก็ได้ดูได้เห็นหลายสิ่งหลายอย่าง ขี่รถผ่านไปเรื่อยๆ แวะนอนริมทางไปเรื่อยๆ อยู่ 8 วันก็ถึงนิวเดลลี จุดหมายแรกที่เมืองหลวงของอินเดียคือสถานทูตไทย พักกับนักเรียนไทยที่สถานทูต อยู่ที่นี่ 2-3 วันก็ออกเดินทางไปยังปากีสถาน

ผ่านเขตแดนระหว่างปากีสถานทางเมืองอมริสสา ก่อนที่จะเข้าไปยังเมืองลาฮอซึ่งเมืองสำคัญของปากีสถาน ช่วงนี้ไม่มีคนไทยแล้ว ก็เลยต้องพึ่งพาตัวเองตลอด ผ่านเมืองบูลตัน ลงมาทางใต้

ลุยทะเลทรายชายแดนปากีฯ –อัฟกานิสถานสู่อิหร่าน
จากปากีสถานก็ปั่นเลาะทะเลทรายแถวๆ เมืองเควตตาซึ่งเป็นชายแดนติดต่อระหว่าง อัฟกานิสถาน ปากีสถาน และอิหร่าน เข้าเขตตะวันออกสุดของอิหร่าน ช่วงนี้ปั่นผ่านทะเลทรายตลอด จากเขตชายแดนอิหร่านจนถึงเมืองเตหะรานก็ใช้เวลาประมาณสิบกว่าวัน วันไหนที่เข้าเมืองหลวงหรือเมืองใหญ่ๆ จราจรจะคับคั่ง กางเต้นท์นอนก็ไม่ได้ เลยต้องนอนโรงแรมเล็ก ๆ ไม่แพง คิดเป็นเงินไทยก็ 4-50 บาท

เข้าสู่ประตูยุโรป
จากเตหะรานก็ปั่นมุ่งหน้าไปยังภาคตะวันออกสุดของตุรกี ภูมิประเทศก็เต็มไปด้วยภูเขาและหิมะน้ำแข็ง ไม่มีต้นไม้ คล้ายๆ กับกึ่งทะเลทรายกึ่งภูเขา จากนั้นก็เข้าสู่เมืองหลวงของตุรกีก็พักอยู่สองวัน ออกเดินทางต่อถึง0เมืองอิสตันบูล ซึ่งเป็นเมืองชายแดนระหว่างเขตเอเชียและอยุโรป พ้นอิสตันบูลก็เข้าสู่ประเทศกรีก แต่ไม่ไปเมืองหลวง ขี่เลาะริมทะเลไปทางอิตาลี ช่วงนั้นเข้าอัลแบเนียไม่ได้เพราะเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ ก็เลยต้องข้ามเรือผ่านช่องแคบเล็กๆ ตอนใต้ของอิตาลี รู้สึกว่าจะใช้เวลา 8 ชม. ก็จะเข้าเมืองบรินดิสิ ขึ้นฝั่งได้ก็ปั่นต่ออีก 4-5 วันก็ถึงกรุงโรม
กรุงเทพฯ – โรม ใช้เวลา 66 วัน
ความสำเร็จขึ้นแรกก็มาถึงแล้ว คือเดินทางจากกรุงเทพฯ โรมสำเร็จ เพราะเป็นช่วงที่ทุรกันดารมากที่สุด เส้นทางที่เหลือก็สบายหมด ใช้เวลาจากรุงเทพจนถึงโรม 66 วัน ซึ่งเร็วกว่าที่คิดไว้เดิม (3-4เดือน)

ถึงสถานทูตไทยประมาณ 10 โมงเช้า ผมจำได้ว่าท่านทูตไม่อยู่ แต่ท่านอุปทูตก็ช่วยดูแลเรื่องที่พักอาศัย พร้อมกับมีผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์หลายฉบับ ไม่ว่าจะเป็นภาษาเยอรมัน ภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส ภาษาอิตาลี

ตะลุยยุโรป
ท่านทูตก็ให้นอนอยู่ชั้น 3 ก็พักเที่ยวในกรุงโรม 2 สัปดาห์ จากนั้นก็ขี่ต่อจากอิตาลีขึ้นทางเหนือผ่านเมืองปิซ่า เข้าสวิสเซอร์แลน ผ่านโลซาน เจนีวา พักเจนิวา 1 คืน ถึงเบิร์นซึ่งเป็นเมืองหลวงของสวิสเซอร์แลนด์ก็พักที่สถานทูตอีก จากนั้นก็ขี่ย้อนกลับเข้าไปเยอรมัน ไปกรุงบอนน์ซึ่งเป็นเมืองหลวงขณะนั้น ก็พักที่สถานทูตอีกเช่นกัน

จากกรุงบอนมุ่งหน้าสู่ปารีสใช้เวลาประมาณ 5 วัน พักกับท่านเอกอัคราชทูตอยู่ 7 วัน ปรากฏว่าเวลาที่ประมาณไว้ยังเหลือเฟือ ก็เลยตัดสินใจปั่นเที่ยวยุโรปต่อ เริ่มจากลักแซมเบิร์ก กลับเข้ามาเยอรมัน ขึ้นไปเดนมาร์ค (โคเปนเฮเกน 1 สัปดาห์) จากนั้นข้ามเรือไปสวีเดนเข้าเมืองโกเตนเบิร์ก ปั่นขึ้นเหนือไปเมืองออสโลว์ประเทศสวีเดน ช่วงนั้นเป็นหน้าร้อนไม่มีกลางคืนเพราะพระอาทิตย์ขึ้นตลอด 24 ชม. อยู่ที่ ออสโลว์ 1 สัปดาห์ ไม่มีถนนขึ้นเหนือ จึงล่องเรือกลับมาเดนมาร์ก ปั่นเข้าเนเธอแลนด์ เบลเยี่ยม จากเบลเยี่ยมก็ขี่ไปช่องแคบคาเลย์ เพื่อจะข้ามไปอังกฤษ

บีบีซีถ่ายสารคดี – ลงเรือข้ามแอทแลนติก
พอถึงอังกฤษก็พักสถานทูตที่กรุงลอนดอน กับท่าน มล. ปีกทิพย์ มาลากุล ซึ่งท่านให้การต้อนรับเป็นอย่างดี วิทยุบีบีซี ก็ถ่ายทำสารคดี ให้เราปั่นจักรยานไปตามท้องถนนกรุงลอนดอน พักอยู่ 1 เดือนเพราะเวลาเหลือมากมาย ทำวีซ่าเข้าอเมริกาเสร็จก็ปั่นไปเมืองเซาท์แธมตันเพื่อลงเรือข้ามมหาสมุทรแอทแลนติกไปขึ้นฝั่งที่แคนาดา ค่าโดยสารประมาณ 4800 บาท ใช้เวลา 7 วันก็ถึงเมืองมอนทรีออล

ขี้นฝั่งที่แคนาดาปั่นต่อไปอเมริกา
ถึงเมืองมอนทรีออลก็ขี่เข้ารัฐนิวยอร์ค เกาะแมนฮัทตัน ก็แวะไปพักที่บ้านท่านทูตไทยประจำสหประชาชาติที่แมนฮัทตัน อยู่ที่นิวยอร์ค 7 วัน ขี่รถข้ามมาวอชิงตันดีซี ที่นี่มีสำนักผู้ดูแลนักเรียนไทย ก็เลยพักที่นี่ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากสถานทูตนัก

ถึงจุดหมายก่อนเปิดเทอมไม่กี่วัน
อยู่ได้ 7 วัน ก็ขี่ลงไต้ผ่านนิวเจอร์ซี่ นอร์ธแคโรไลนา แอทแลนตา (จอร์เจียร์) จากนั้นก็เข้ารัฐอลาบามา เมืองทัสคาลูซา ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทาง ก็ถึงในเดือนกันยายนพอดี ถึงก่อนโรงเรียนเปิดสัก 3-4 วัน ผมเรียนที่ยูนิเวอร์ซิตีออฟอลาบามา มีนักนักเรียนไทยคนที่ 2 ที่ไปเรียน เรียนวิชาแนะแนว เรียนสองเทอมก็จบ ความจริงลาไปเรียนปริญญาโท 2 ปี แต่เรียนเพียง 8 เดือนก็จบแล้ว ก็เลยหางานทำในชิคาโกบ้างในช่วงฤดูร้อน พอเปิดเทอมมาก็เรียนต่ออีกปริญญานึ่ง สูงกว่าปริญญาโทแต่ไม่ใช่ปริญญาเอก เรียนอีก 9 เดือน ก็จบเอกปฐมศึกษา ปีหลังทุนเอเชียฟาวเดชั่นให้ทุนเรียนฟรี ซึ่งเขารู้ว่าเราปั่นจักรยานมาเรียน

เรียนจบปั่นต่อไปทำงานที่แคลิฟอร์เนีย
พอปิดเทอมก็ขี่รถจากอลาบามาไปทางตะวันตก ผ่านหลุยเซียนา อาคันซอร์ เทกซัส นิวแมกซิโก จากนิวแมกซิโกก็าขี่ตามถนนสาย 66 ผ่านอริโซนา เนวาดา แคลิฟอร์เนีย และถึงจุดหมายที่ลอสแอนเจลิสซึ่งถือเป็นฝั่งตะวันตกสุดของอเมริกา จะกลับบ้านเราก็ต้องข้ามทะเล ผมส่งจักรยานกลับเมืองไทย ส่วนตัวเองบินไปอลาบามาอีก แต่บังเอิญได้งานที่แคลิฟอร์เนีย ก็ทำงานที่แคลิฟอร์เนียอีก 3 ปีเป็นครูสอนภาษาไทยให้มหาวิทยาลัยของทหาร เขาเรียกว่าโรงเรียนภาษาต่างประเทศที่เมืองมอนทาเร่ย์ เป็นเมืองสวยงามติดชายทะเล จากนั้นก็บินกลับประเทศไทย


12 คำถามกับ อาจารย์ปรีชา พิมพ์พันธ์

MBT: ระยะทางจากบ้านเราไปถึงยุโรปเมื่อเกือบ 40 ปีก่อน พอพ้นจากประเทศไทย สภาพเส้นทางและภูมิประเทศก็ยากลำบางจนถึงเขตยุโรป อาจารย์กลัวตรงนี้หรือเปล่า

อาจารย์ปรีชา: คืออย่างนี้ ไอ้ที่เราได้ท่องเที่ยวด้วยจักรยานมาทั่วประเทศ รวมทั้งเขมรและเวียดนามก็ไปมาแล้ว เราเห็นว่าไม่มีอะไรน่ากลัว เวลาที่มองดูในแผนที่หลายคนคิดว่าน่ากลัว แต่ไปเข้าจริงๆ แล้วตลอดเส้นทางก็เป็นหมู่บ้าน เป็นบ้านคนตลอดไม่ได้อยู่ในป่า มีน่ากลัวบ้างก็ช่วงทะเลทราย แต่ก็เป็นระยะทางแค่ 3-4 วันก็ทะลุออกหมู่บ้านหรือเมืองแล้ว ไม่มีปัญหาอะไร เพราะรถเราก็ปะยางหรือซ่อมแซมของเราได้ เตรียมน้ำ-อาหารเป็นเสบียงให้เรียบร้อย ก็ต้องมีการวางแผนมาตลอด

MBT: ก่อนหน้านั้นอาจารย์เป็นนักกีฬาหรือไม่
อาจารย์ปรีชา: ก็เล่นรักบี้ ฟุตบอล แต่ก็ไม่ได้เก่งกาจอะไรมาก ช่วงนั้นเรียนอยู่ที่วิทยาลัยวิชาการศึกษาประสานมิตร

MBT: ช่วงที่คิดว่าแย่ที่สุดของการเดินทางคือช่วงใด
อาจารย์ปรีชา: ก็คงเป็นช่วงทะเลทรายที่ออกจากปากีสถาน เข้าอิหร่าน ไปตุรกี เพราะเป็นทะเลทรายและภูเขาเสียส่วนใหญ่

MBT: ความแตกต่างของชนชาติต่างๆ ที่อาจารย์ปั่นจักรยานผ่านเป็นอย่างไรบ้าง
ตอบ: ในแถบเอเชียปกติแล้วชาวบ้านส่วนใหญ่ก็จะยากจน เลี้ยงแกะเลี้ยงอะไรไป แต่ในอินเดียก็ยังมีพื้นที่สำหรับเกษตรกรรม ก็ทำไร่ทำนาไป พอเข้าทะเลทรายแล้วก็ไม่มีอะไร มีแต่เลี้ยงสัตว์ พวกนี้เค้าเป็นชาวบ้านนิสัยใจคอดี เราไปก็ช่วยเหลือ ต้องการน้ำก็หามาให้ ไม่มีอะไรที่จะทำร้ายเรา อาจเป็นเพราะว่าเราไม่มีอะไรที่ราคาแพง ไม่มีกล้องแพง ๆ มีแต่จักรยานก็ไม่ได้ดีนัก สัมภาระก็ไม่มีอะไร ก็ดี แต่เราอย่างไปหวังพึ่งชาวบ้านหรือน้ำบ่อหน้า การนอนนี่ไม่ต้องไปพูดถึงเลย เวลานอนก็กางเต้นท์นอนของเราเอง เพราะคิดว่านอนในบ้านเค้าที่อาจมีอันตราย ก็ใช้วิธีหลบนอนตามพุ่มไม้ ป่าไม้ต่างๆ เช้าก็ปั่นเข้าหมู่บ้านซื้อเตรียมเสบียงสำหรับการเดินทางต่อไป

MBT: ปัญหาเรื่องความเจ็บป่วยมีบ้างไหม
อาจารย์ปรีชา: ไม่มี เพราะการขี่จักรยานก็เหมือนการออกกำลังทุกวัน เรื่องความเจ็บป่วยเป็นไข้อะไรนี่ไม่มี

MBT: วันที่เหนื่อยๆ คิดอย่างล้มเลิกการเดินทางบ้างไหม
อาจารย์ปรีชา: ไม่มี.. ไม่มีแน่นอน เพราะก่อนเดินทางก็คิดไว้แล้ว จะไปก็ต้องไปเลย จะลังเลไม่ได้ ต้องปฏิญาญว่าจะไม่ขึ้นรถ หากขึ้นรถแล้วจะเคยตัวพอท้อก็จะขึ้นรถท่าเดียว จริงๆ แล้วเราก็ไม่ต้องรีบ ไปเรื่อยๆ ตั้งสมาธิไว้

MBT: ไม่มีเหตุการณ์ที่น่ากลัว
อาจารย์ปรีชา: ความจริงก็มีอยู่ตลอดทางนั่นแหละ เจอทุกสัปดาห์ เช่นหลงทางบ้าง อันตราย หมาไล่แกะไล่เอาบ้าง เจอกลุ่มคนเกเรที่ไม่น่าไว้วางใจบ้าง แต่ก็เราหลีกเลี่ยงหรือปั่นต่อไปเสีย

MBT: ทางมหาวิทยาลัยอลาบามาทราบเรื่องที่อาจารย์ปั่นไปเรียนหรือไม่
อาจารย์ปรีชา: เขาทราบตอนที่เราถึงนิวยอร์คแล้ว เพราะหนังสือพิมพ์ต่างๆ ลงข่าว วิทยุเสียงอเมริกาก็ประกาศข่าว พอไปถึงทางมหาวิทยาลัยและชาวเมืองก็ให้การต้อนรับดี พอตอนเรียนก็สบายๆ เพราะพวกอาจารย์ก็ให้ความช่วยเหลือ เสื้อผ้าสัมภาระต่างๆเค้าก็ช่วยกันหามาให้ พอจะทำงานก็ช่วยหาให้

MBT: หากคนทั่วๆ ไปจะเดินทางอย่างอาจารย์บ้าง มีข้อแนะนำอย่างไร
อาจารย์ปรีชา: ก็มีคนปรึกษาเรื่องนี้หลายคนเหมือนกัน แต่เท่าที่ทราบก็คือมีอยู่ 3-4 คนที่ออกเดินทางจริงๆ ไปถึงอินเดียกลับมาก็มี ถึงปากีสถานกลับมาก็มี ปั่นไปนั่งรถไปบ้างจนถึงยุโรปก็มี ตอนนี้ก็มีคนหนึ่งยังอยู่สวีเดนอายุก็คง 60 กว่าแล้ว ก็เขียนจดหมายมาทุกปี บอกว่าหากผมไปสวีเดนจะพาเที่ยว ส่วนรุ่นหลังๆ

สำหรับข้อแนะนำสำหรับผู้ที่จะปั่นจักรยานรอบโลกหรือปั่นจักรยานทางไกลก็คือต้องมีเวลา ต้องมีการวางแผนเส้นทางให้ดี เงินก็ติดตัวไปแค่พอซื้ออาหารประจำวัน ต้องแข็งแรง และสำคัญที่สุดก็คือต้องรู้ว่าตัวเองไปเพื่ออะไร หากจะปั่นรอบโลกแล้วกลับเลยก็โอเค แต่ถ้าจะไปเรียนก็ควรติดต่อเรื่องสถานที่เรียนให้เรียบร้อยก่อน

MBT: ปัญหาที่เกิดขึ้นกับจักรยานมีอย่างไรบ้าง
อาจารย์ปรีชา: ส่วนใหญ่ก็มีแค่ยางแบนกับยางรั่ว บางทีผ่านทะเลทรายยางรั่วหรือยางละลายก็ต้องเปลี่ยนใหม่ ผมเตรียมไป 4 เส้น ยางในก็เปลี่ยนตลอด แต่ยางนอกเปลี่ยนเส้นแรกออกที่เยอรมันเพราะมันโล้นจนกระทั่งรั่ว จากนั้นก็ใช้เส้นที่สองไปถึงอเมริกาเลย ก็ประมาณหมื่นห้าพันไมล์ใช้ยางไปสองเส้น ส่วนโซ่ไม่เคยขาด อย่างอื่นก็ไม่เป็นอะไร

MBT: การเดินทางครั้งแรกใช้เงินไปเท่าไร
อาจารย์ปรีชา: ประมาณ 20,000 บาท เป็นค่าเรือก็ 4,800 บาทแล้ว ส่วนตามทางก็มีคนเพิ่มเงินให้บ้าง ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ก็เป็นค่าอาหาร รวมมีคนบริจาคประมาณ 20,000 บาท ก็เหมือนกับไปฟรี

MBT: การเดินทางครั้งที่สองเมื่อไม่กี่ปีมานี้ แตกต่างจากช่วงแรกซึ่งยังอยู่ในวัยหนุ่มอย่างไรบ้าง
อาจารย์ปรีชา: ก็ไม่ได้คิดอะไร คือว่าการขี่จักรยานมันก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นหากเราค่อยๆ ไป คิดว่าตัวเองยังไม่เคยขี่จากเหนือไปใต้ ก็เลยขึ้นเครื่องบินไปอลาสก้า แต่คราวนี้ให้เวลาตัวเองแค่ 1 เดือน ครบหนึ่งเดือนถึงตรงไหนก็หยุดตรงนั้น ก็ปั่นลงไปแคนาดาเรื่อยๆ เที่ยวหลังนี่จะดีตรงการเตรียมตัวเรื่องสัมภาระและจักรยานนี่พร้อมมากขึ้น แต่ความเหนื่อยของร่างกายนั้นมากขึ้นคือครั้งแรกขี่วันละสองร้อยกิโลเมตรไม่เป็นอะไร แต่ครั้งนี้แค่ร้อยห้าสิบกิโลก็รู้สึกเหนื่อย แรงนี่หมดแล้วหมดเลย

บรรยายภาพ (หน้า 20)
1. ปรีชา พิมพ์พันธ์ คนไทยคนแรกที่ปั่นจักรยานรอบโลก
2. กลางเดือนกุมภาพันธ์ 2504 ปรีชา พิมพ์พันธ์ เริ่มต้นการเดินทางจากมศว.ประสามิตร ไปยัง มหาวิทยาลัย อลาบามา ด้วยจักรยานที่ต่อจากท่อประปา เมดอินวรจักรคันนี้
3. โซ่ไม่เคยขาด ใช้ยางนอกไปแค่สองเส้นตลอดระยะกว่า 15,000 ไมล์
4. จักรยานคู่ใจทั้งสองคันยังจอดนิ่งสงบอยู่ในห้องนิทรรศการปั่นจักรยานรอบโลก โรงเรียนจิรศาสตร์วิทยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
5. ด้วยวัย 67 ปี อาจารย์ปรีชา พิมพ์พันธ์ ยังคงปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้จัดการโรงเรียนจิรศาสตร์วิทยา โรงเรียนเอกชนที่ใหญ่ที่สุดอีกแห่งหนึ่งของประเทศที่ไม่ใช่โรงเรียนคริสต์ และเป็นผู้พิพากษาสมทบ ศาลคดีเด็กและเยาวชนอยุธยา

หน้า 18-23
1. เตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางที่กรุงเทพ
2. โบสถ์วัตไทยที่พุทธคยากำลังก่อสร้าง
3. ถ่ายกับประทิเบต
4. ทัชมาฮาลก็แวะไปเที่ยว
5. เป็นเพื่อนเจ้าบาวที่อินเดีย
6. ระหว่างทางที่อิหร่านพบกับเพื่อนชาวฝรั่งเศสคนนี้
7. สองเดือนกว่าๆ ก็โผล่ที่อิตาลี
8. ในกรุงโรม
9. กับเด็กชายชาวเยอรมัน
10. กำลังใจและเสบียงมีให้ตลอดทาง
11. กับนักจักรยานที่พบระหว่างทางในเยอรมัน
12. ที่ชายแดนเยอรมันตะวันตก
13. หน้าบ้านพักเจ้าหน้าที่สถานทูตไทย กรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอแลนด์
14. บนทางหลวงสาย A-20 มุ่งสู่กรุงลอนดอน
15. สุดเขตแคนาดา เข้าสู่อเมริกา
16. เสียงอเมริกา (Voice of America) สัมภาษณ์ทำเป็นสารคดีพิเศษเมื่อถึงอเมริกา
17. ยินดีต้อนรับสู่อลาบามา – เดือนกันยายน 2504



By : nbt    [ 22 ก.ค. 45 - 00:34:24 น. ]


ความเห็นที่ 1
อภิมหาสุดยอด ทึ่งมากครับ
From : สมพิศ [ 22 ก.ค. 45 - 05:02:20 น. ]

ความเห็นที่ 2
ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ครับ
From : คนสุทธิสาร [ 22 ก.ค. 45 - 08:33:10 น. ]

ความเห็นที่ 3
สุดยอดครับ
From : gios [ 22 ก.ค. 45 - 10:15:45 น. ]

ความเห็นที่ 4
การเดินของ อ.ปรีชา พิมพันธ์ เป็นที่จุดประกายของนักปั่นจักรยานของไทยในสมัยนั้นมากครับ เคยสัมภาษณ์ พี่ชาย ท่านนายกฯชวน หลีกภัย ท่านก็ได้แรงใจ และแนวคิด แบบอย่าง จาก อ.ปรีชา ในการขี่ จย. ไปเที่ยวไกลๆ ทั่วประเทศ
From : นจย.สล. [ 22 ก.ค. 45 - 10:47:37 น. ]

ความเห็นที่ 5
ยอดเยี่ยมกระเทียมโทน.........แล้วคุณหมูกับคุณวรรณ(ใช่สองคนนี้รึเปล่า)ที่ไปรอบโลกตอนนี้ถึงไหนแล้วครับ พอดีไม่ค่อยได้ติดตาม
From : 2D [ 22 ก.ค. 45 - 17:23:06 น. ]

ความเห็นที่ 6
แล้วพี่วิเชียร ปิ่นเกษร ด้วย "มือเดียวรอบโลก" ถึงไหนแล้วใครรู้บ้าง ถามเฮียเผ่า พี อาร์ที หน่อยครับ
From : นจย.สล. [ 22 ก.ค. 45 - 17:31:15 น. ]

ความเห็นที่ 7
คุณปรีชาเขียนจดหมายมาลงนิตยสาร วิทยาสารในสมัยนั้น
ไทยวัฒนาพาณิชรวมเล่มชื่อ
ปรีชา พิมพ์พันธุ์ จักรยานสามทวีป

เป็นหนังสือที่สร้างแรงบันดาลใจในวัยเด้กให้กับผม
From : เสือป่าสัก [ 22 ก.ค. 45 - 18:58:58 น. ]


ความเห็นที่ 8

อ. ปรีชาวันก่อนเริ่มต้นการเดินทาง
From : mbt [ 22 ก.ค. 45 - 19:36:28 น. ]

ความเห็นที่ 9

มีผู้สนับสนุนค่าใช้จ่าย-อาหารตลอดเส้นทาง
From : mbt [ 22 ก.ค. 45 - 19:41:51 น. ]

ความเห็นที่ 10

มาดเท่ๆ ของท่านอาจารย์ระหว่างเดินทาง
From : mbt [ 22 ก.ค. 45 - 19:44:12 น. ]

ความเห็นที่ 11

ภาพถ่ายกับทีมงาน Voice of America ที่สัมภาษณ์ทำสารคดี
From : mbt [ 22 ก.ค. 45 - 19:50:44 น. ]

ความเห็นที่ 12

ที่อิตาลี
From : mbt [ 22 ก.ค. 45 - 19:52:45 น. ]

ความเห็นที่ 13

ที่อิตาลีอีกครั้งหนึ่ง
From : mbt [ 22 ก.ค. 45 - 19:54:23 น. ]

ความเห็นที่ 14

อาจารย์ปรีชา พิมพ์พันธ์ ปัจจุบันอายุ 69 ปี
From : mbt [ 22 ก.ค. 45 - 19:57:44 น. ]

ความเห็นที่ 15

จักรยานคันประวัติศาสตร์ สั่งต่อที่วรจักร เดินทางถึงอเมริกาโดยไม่มีอะไรเสียหาย
From : mbt [ 22 ก.ค. 45 - 19:59:05 น. ]

ความเห็นที่ 16

กับการเดินทางครั้งที่สอง จากอลาสก้า ปั่นลงใต้เป็นเวลา 1 เดือน
From : mbt [ 22 ก.ค. 45 - 20:00:29 น. ]

ความเห็นที่ 17

ท่านที่สนใจสามารถแวะชมห้องนิทรรศการของท่านอาจารย์ ปรีชา พิมพ์พันธ์ ได้ที่ โรงเรียนจิรศาสตร์วิทยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
From : mbt [ 22 ก.ค. 45 - 20:05:47 น. ]

ความเห็นที่ 18
เยี่ยมมากเลยครับ..นับถือ..นับถือ
From : "สองล้อ" [ 23 ก.ค. 45 - 12:21:42 น. ]

ความเห็นที่ 19
อาจารย์ปรีชา ของหนูเก่งอยู่แล้วคะ
From : เด็กจศว. [ 2 พ.ย. 48 - 19:39:37 น. ]

ความเห็นที่ 20
*** ผมก็ได้ยินกิติศัพย์มาครับครับอาจารย์ แสนเสียดายมาอยุยาก็หลายครั้งแต่ไม่รู้เที่ยวหน้าผมต้องไปน้อมคาระวะท่านให้ได้ ..........ผมขอน้อมคาระวะท่านด้วยใจครับผม...มีอะไรก็ช่วยแนะนำตักเตือนกระผมบ้างนะครับ.....ผมฝันยากเป็นเช่นท่านครับเรื่องของการปั่น!*** ขอมดอกไม้ให้ครับผม***
From : นาย solo/2500จักรยานเพื่อชีวิต [ 3 พ.ย. 48 - 19:31:50 น. ]

ความเห็นที่ 21
ผมก็เป็นศิษย์เก่า จ.ศ.ว.
From : ตั้ว [ 4 ธ.ค. 48 - 13:39:46 น. ]

ความเห็นที่ 22
2504 ทำได้เช่นนี้ สุดยอดเยี่ยมจริงๆครับ
From : ทรงศักดิ์ [ 5 ธ.ค. 48 - 11:04:26 น. ]

ความเห็นที่ 23

*** solo2500 - ขอน้อมคาระวะครับอาจารย์ใหญ่แห่งพวกเรานักปั่นแท้***ผมขอมอบช่อดอกไม้นี้ให้แก่ท่านครับ...ด้วยควาวเคารพนับถือครับท่าน***
From : solo2500 [ 9 มี.ค. 49 - 13:53:33 น. ]

ความเห็นที่ 24
สุดยอดเลยครับ อาจารย์
From : ๛ปลาจ๊องม๊อง๛ [ 23 มี.ค. 49 - 07:47:09 น. ]

ความเห็นที่ 25

* ผมเคยไปคารวะท่านมา 2 ครั้ง แล้ว ครั้งหลังเมื่อหลายปีมาแล้ว TCC จัดทริปไปนอนค้างคืนด้วย และนี่ก็เห็นเปิดกระทู้ในเวบฯว่าจะจัดไปอีกแล้ว ขอบคุณมากครับ. สำหรับคุณ nbt ที่นำเรื่องนี้มาฝาก และ TCC ที่จัดทริปดี ๆ ให้กับคนชอบขี่จักรยานอยู่เรื่อย ๆ.
From : "ลุงเนตร" [ 23 มี.ค. 49 - 16:04:29 น. ]

ความเห็นที่ 26
ผมไม่ทราบว่าจะบรรยายความรู้สึกอย่างไรดี แต่อยากเรียนท่านให้ทราบว่า ผมขออนุญาติให้ท่านเป็น Hero ท่านหนึ่งของผมนะครับ
From : เอฟ ^_^ [ 7 เม.ย. 49 - 12:34:59 น. ]

ความเห็นที่ 27
คงไม่มีคำได้มาที่จะยกมาใช้ได้นอกจากคำว่า "สุดยอดของสุดยอด" ทำไห้ผมได้เห็นถึงสัจธรรมว่าการปั่นไม่ได้อยุ่ที่ รถ แต่อยู่ที่ คน กับ ใจ เท่านั้น ผมจะเจริญรอยตามครับ โดยจะยึดถือประโยคนี้ไว้ตลอดไปครับ

"อาจารย์ปรีชา: ไม่มี.. ไม่มีแน่นอน เพราะก่อนเดินทางก็คิดไว้แล้ว จะไปก็ต้องไปเลย จะลังเลไม่ได้ ต้องปฏิญาญว่าจะไม่ขึ้นรถ หากขึ้นรถแล้วจะเคยตัวพอท้อก็จะขึ้นรถท่าเดียว จริงๆ แล้วเราก็ไม่ต้องรีบ ไปเรื่อยๆ ตั้งสมาธิไว้"

มีโอกาสจะต้องไปกราบคารวะแน่นอนครับ
From : moutai [ 7 เม.ย. 49 - 16:34:30 น. ]


ความเห็นที่ 28
นับถือเลยอะ
From : . [ 23 ก.พ. 50 - 10:27:45 น. ]

ความเห็นที่ 29
ผมปลื้มซะจนอยากหอมแก้มท่านเลยจริงๆ เพราะท่านเป็นจุดประกายความฝันของผม
ถ้าใครมีแผนจาปั่นไปต่างประเทศไม่ว่าไกล้ไกล โปรดเถอะครับส่งเมล์ชวนผมไปด้วยเถอะ
From : Chitsanupong7@hotmail.com [ 26 ก.พ. 51 - 00:51:45 น. ]


กระทู้เก่าในกระดานเดิมไม่สามารถโพสเพิ่มเติมได้อีก
ขอเชิญไปใช้งานที่ กระดานข่าวรุ่นใหม่ นะครับ